กระทุ่ม

กระทุ่ม Anthocephalus chinensis (Lam.) A. Rich. ex Walp. วงศ์ RUBIACEAE

28 ก.ย. 2012 กระทุ่ม

กระทุ่ม Anthocephalus chinensis (Lam.) A. Rich. ex Walp. วงศ์ RUBIACEAE กระทุ่ม Anthocephalus chinensis (Lam.) A. Rich. ex Walp. วงศ์ RUBIACEAE ชื่ออื่น กระทุ่มบก, ตะกู, ตะโกส้ม (ภาคกลาง); ตุ้มหลวง (ภาคเหนือ); ทุ่มพราย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ลักษณะวิสัย ไม้เนื้ออ่อน โตเร็ว ไม่ผลัดใบ ขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ สูงได้ประมาณ 30 ม. ลำต้นเปลาตรง กิ่งตั้งฉาก กับลำต้น ปลายกิ่งโน้มลง ทรงพุ่มกว้างคล้ายร่ม ต้นแก่เปลือก แตกเป็นร่องตามยาว สีน้ำตาลปนเทา ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่สำคัญ หูใบร่วมรูป สามเหลี่ยมปลายแหลม ใบเรียงตรงข้าม รูปไข่ ยาว 15–50 ซม. แผ่นใบเกลี้ยง ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น ออกเดี่ยว ๆ ตามปลายกิ่ง ทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5–5 ซม. ดอก ย่อยขนาดเล็ก สีเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็น หลอดสั้น ๆ ปลายจักตื้น ๆ 5 จัก กลีบดอก 5 กลีบ ติดกันเป็น หลอดยาว ปลายกลีบหยักมน 5 กลีบ แผข่ ยายออก เกสรเพศผู  5 อัน เกสรเพศเมียยื่นเลยหลอดกลีบดอก สีขาว ผลมีเนื้อ อุ้มน้ำ เกิดจากวงกลีบเลี้ยงของแต่ละดอกเชื่อมติดกัน ทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5–5 ซม. ผลย่อยแตกออก 4 ซีก เมล็ดขนาดเล็ก จำนวนมาก เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี ออสเตรเลีย การกระจายพันธุ์และนิเวศวิทยาในประเทศไทย ขึ้นตามชายป่าดิบชื้น ป่าดิบเขาระดับต่ำ ป่าดิบแล้ง และป่า ผลัดใบผสม ทั่วทุกภาคของประเทศ มักขึ้นใกล้ลำธารหรือร่องห้วย พื้นที่น้ำท่วมขังตามฤดูหรือยาวนาน ระดับความสูง จนถึงประมาณ 1,200 ม. ออกดอกเดือนมีนาคม–กันยายน ผลแก่เดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม ประโยชน์ เนื้อไม้ละเอียด สีเหลืองอ่อน เนื้ออ่อน ไสตบแต่งได้ง่าย ความทนทานน้อย ใช้ก่อสร้างในร่ม ใช้ทำ ไม้อัด กล่อง หรือเยื่อกระดาษ ผลเป็นอาหารนกและสัตว์ขนาดเล็ก ช่วยในการกระจายพันธุ์ ดอกมีน้ำมันหอมระเหย ผล และช่อดอกรับประทานได้ ใบสดใช้เลี้ยงสัตว์ นิยมปลูกเป็นไม้สวนป่าเนื่องจากโตเร็วมาก ให้ร่มเงากับไม้อื่นได้ดี การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด เนื่องจากเมล็ดเป็นอาหารของนกและสัตว์ป่า ควรเก็บผลแก่บนต้นก่อนที่เมล็ดจะแตก ออก เมล็ดเก็บได้นานประมาณ 6 เดือน ในภาชนะปิด เมล็ดขนาดเล็กมาก ควรหว่านลงในกระบะทราย และมีดินโรย หน้า ให้น้ำสม่ำเสมอ ใช้เวลาในการงอก 10–14 วัน กล้าอ่อนต้องการร่มเงา การย้ายกล้าต้องมีอายุอย่างน้อย 2 เดือน ข้อแนะนำ เป็นไม้เบิกนำ โตเร็ว มีรอบตัดฟันใช้เวลาเพียง 4–5 ปี ต้องการแสงมาก ในระยะกล้าไม้ ควรใหร้ ม่ เงาและดูแลเรื่องวัชพืช เหมาะสำหรับการปลูกฟนื้ ฟูปา่ ดิบแลง้ ปา่ ผลัดใบผสม ปา่ ดิบเขา และปา่ ชายนํ้า ทั้งในเขตตน้ นํ้าหรือที่ราบลุม่ นํ้าทว่ มถึง เพื่อปอ้ งกันการพังทลาย และการกัดเซาะชายตลิ่ง ตน้ ที่มีอายุ 10–15 ปี มักเกิดการหักโค่นได้ง่าย ซึ่งเป็นการเปิดช่องแสงและปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่ไม้โตช้าต่อไป ข้อมูลเพิ่มเติม ต้นไม้เมืองเหนือ (ไซมอน และคณะ, 2543); อนุกรมวิธานพืช อักษร ก. (ราชบัณฑิตยสถาน 2538); PROSEA No. 5 (1) (1993)

No Comments

Post A Comment