กว่าจะมาเป็น สับปะรด

01 ส.ค. 2017 กว่าจะมาเป็น “สับปะรด”

ไม่ทราบว่าสมาชิกเว็บไซต์เกษตรอินทรีย์ชอบท่านผลไม้หน้าตาแปลกที่มีตารอบผลอย่าง สับปะรด กันไหมครับ ซึ่งสับปะรดนั้นมีประโยชน์มามายเลยไม่ว่าจะเป็น ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง ช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ชลอความชราได้ แถมท่าแล้วยังรู้สึกสบายท้องอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีประโยชน์สามารถนำมาประกอบอาหารได้อีกนะ หรือใครที่ชอบแบบแปรรูปในกระป๋อง หรือเป็นไส้เงาะก็อร่อยไปอีกแบบหรือจะทางลงบนแยมก็ได้อีกรสชาติ เป็นไหมละว่าเจ้าสับปะรดมีประโยชน์มากมายเหลือเกิน ทางเว็บเกษตรอินทรีย์เลยนำวิธีการปลูก การบำรุงรักษา พร้อมทั้งการเก็บเกี่ยวมาฝากกันเผื่อมีใครอยากทำสวนสับปะรดหรือจะปลูกไว้ท่านเองก็ได้ไม่ว่ากัน

สับปะรด

สับปะรด เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ซึ่งเป็นพืชที่มีใบประเภทอุ้มนํ้า และมีดอก แยกเป็นสามส่วน ใบยาวขึ้นขึ้นเป็นเกลียวรอบต้นโดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ใน ทวีปอเมริกา มีเพียงหนึ่ง species ที่พบในทวีปแอฟริกาตะวันตก สับปะรดที่เราคุ้นเคยและรับประทานกันมีเพียง speciesเดียว มีบาง species ที่ใช้ปลูกเพื่อใช้ทำเป็นเส้นใย บางชนิดใช้เป็นลูกเป็นไม้ประดับ และเป็นอาหารสัตว  พืชอีกชนิดหนึ่งชื่อBromeliads เป็นไม้ประดับ ของ ทวีปอเมริกา จัดเป็นพืชโบราณที่มีวิวัฒนาการเช่นเดียวกับสับปะรด ซึ่ง พืชโบราณจัดเป็นบรรพบุรุษ ของสับปะรด สับปะรดบาง genus อาจมีความสูงถึง 10 เมตร พืชใน genus เหล่านี้ ทั้งหมดเป็น พืชที่ขึ้นบนบก มีลำต้นยาว มีรากจำนวน มาก ใบแคบ และมีขนเพื่อช่วยลดการสูญเสียนํ้า สับปะรดซึ่งเดิมมีถิ่นกำ เนิดในทวีปอเมริกาใต้ แต่ปัจจุบันได้แพร่กระจายไปยังเขตร้อนและร้อน ชื้นทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการปลูกเพื่อบริโภคผลสด และทำเป็นนํ้า ผลไม้ สับปะรดที่ปลูกกันทั่วไปจะมีความสูงประมาณ 1 เมตร ลำ ต้น จริงๆ จะสั้น แต่ส่วนของใบและก้านดอกจะขยายยาวออกมา แหล่งปลูก สับปะรดที่ใหญ่ที่สุดคือที่รัฐฮาวายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 1 ใน 3 ของโลก อละผลิตสับปะรดกระป๋องได้ถึง 60% ของโลก รองลงไป ได้แก่ จีน บราซิล และเม็กซิโก

การศึกษาทางชีววิทยาด้านพฤษศาสตร์ของสับประรด เป็น การศึกษาเพื่อพัฒนาไปสู่ความรู้ทางชีววิทยาด้าน อนุกรมวิธานสัณฐาน วิทยา และพันธุ์ศาสตร์ของสับปะรด เพื่อใช้เป็นการเทียบเคียงระหว่าง พืชชนิดเดียวกันและพืชในวงศ์ที่ใกล้เคียงกัน สับปะรดถูกจัดอยู่ใน ประเภทไม้ดิน (terrestrial) อยู่ในวงศ์ Bromeliaceae ซึ่งมีพืชในวงศ์นี้ ประมาณ 2000 ชนิด ซึ่งพืชในวงศ์นี้อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดตาม สภาพความเป็นอยู่คือ

  1. พวกที่เจริญเติบโตโดยมีรากหาอาหารบนพื้นดิน (The terrestrials)
  2. พวกที่เจริญเติบโตบนต้นไม้โดยมีรากอากาศ คล้ายกล้วยไม้ (The epiphytes)
  3. พวกที่เจริญเติบโตอยู่บนผาหินหรือโขดหิน (saxicolous)

ศัตรูและโรคของสับปะรด

  • โรคยอดเน่าหรือต้นเน่าของสับปะรด (Pineapple heart rot)โรคนี้พบ ได้ทั่วไปในแหล่งที่มีการปลูกสับปะรดทั้งในประเทศและของโลก และเป็นกับสับปะรดทุกพันธุ์ สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Phytophthora parasitica การทำลาย เชื้อนี้สามารถเข้าทำลายสับปะรดได้ตั้งแต่ หน่อดิน หน่อ ข้าง จุก ตะเกียง และส่วนของลำต้นคัดไว้เพื่อใช้ปักชำขยายพันธุ์ ลักษณะอาการของโรค ในสภาวะอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง ใบตรงส่วน ยอดหรือบริเวณกลุ่มกลางของต้นสับปะรดจะเปลี่ยนจากสีเขียวปกติเป็น สีแดงแล้วต่อมาจะกลายเป็นสีเหลืองซีด ถ้าเอามือค่อย ๆ ดึงกลุ่มใบ ดังกล่าวจะหลุดติดมืออกมาง่ายดาย ส่วนของฐานใบตรงที่ติดกับลำต้น จะเป็นรอยเน่าช้ำสีเหลืองอ่อน มีขอบแผลสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ ในฤดูฝน จะสังเกตอาการได้ยาก โดยมักพบว่าใบตรงกลุ่มกลางของต้นจะล้มพับ ลงมาทั้ง ๆ ที่ใบเริ่มจะเปลี่ยนเป็น สีเขียวเล็กน้อย การเน่าจะมีกลิ่น เหม็นเฉพาะตัวในระยะรุนแรงสับปะรดจะตาย
  • โรคผลแกน (Marbled fruit) โรคนี้เป็นโรคที่ทำความเสียหายกับผู้ปลูกสับปะรดมาก โดยเฉพาะ เขตผลิตทางประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ระยอง และชลบุรี โดยพบครั้ง แรกที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และต่อมาก็พบว่าทุก แห่งที่มีการปลูกสับปะรด จะมีโรคนี้เสมอ ส่วนความรุนแรงจะ แตกต่างกันอาจ เสียหายถึง 30-40% ขึ้นกับสภาพแวดล้อมในช่วง นั้น ๆ สาเหตุ ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่นอน แต่จากการศึกษาและ ความสัมพันธ์ของการเกิดโรคนั้นมีการสรุปไว้ดังนี้ การใช้ปุ๋ยยูเรียติดต่อกันในอัตราที่สูง มีแนวโน้มทำให้เกิดสับปะรดแกน และมีปริมาณไนโตรเจนในผลสับปะรดสูงกว่าการใช้ไนโตรเจนรูปอื่น ซึ่ง ใช้ในอัตราปกติ การปฏิบัติในไร่ช่วงดอกบาน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันกำจัดวัชพืช การฉีด ปุ๋ย จะทำให้ระบบท่อน้ำหวานในดอกย่อยแตก และเป็นช่องทางให้เชื้อ โรคเข้าทำลายในระยะต่อมา ความสัมพันธ์ของปริมาณความชื้นในดิน โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งจะ ค่อนข้างต่ำ การออกดอกหรือบังคับผลในช่วงนี้จะทำให้ปริมาณน้ำในดอก และในผลมีน้อย เมื่อมีฝนตกหรือ ให้น้ำโดยทันทีสับปะรดจะดูดน้ำเข้าสู่ ผลอย่างรวดเร็ว ทำให้เซลล์ต่าง ๆ ขยายตัวและแตกในที่สุด จึงเป็นช่องทาง ให้เชื้อโรคพวก Erwinia ananas เข้าทำลายได้และแสดงอาการให้ปรากฏ เมื่อผลสับปะรดแก่และสุกในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน จะรุนแรงมาก ลักษณะอาการของเนื้อใน จะแข็งเป็นไต แข็งกรอบ เนื้อจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล สีดำ หรือสีขาว กรอบไม่มีรสชาติ หรือรสขมเล็กน้อย เรียกกันว่า เป็นแกนขาวหรือแกนดำ อาการอาจเกิดกับบางส่วนของผลหรือเกิดทั้งผลก็ได้ และจะพบกับผลที่มีขนาดใหญ่ มากกว่าผลขนาดเล็ก
  • โรคเหี่ยวจากเพลี้ยแป้ง (mealy bug wilt) เป็นโรคที่ร้ายแรงและมีการระบาดแพร่หลายในแหล่งปลูก สับปะรดใหญ่ๆ หลายแห่ง เช่น ฮาวาย เม็กซิโก และเปอร์โตริโก สำหรับ ในประเทศไทยพบว่ามีต้นสับปะรดที่แสดงอาการของโรคนี้เล็กน้อย ซึ่ง ในระยะต่อไปโรคนี้อาจเพิ่มความสำคัญมากขึ้นก็ได้ สาเหตุ เชื้อวิสาซึ่งมีเพลี้ยแป้งเป็นพาหะแพร่โรคจากต้นสับปะรดต้น หนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งต่อเนื่องกันไป การแพร่กระจายของโรคมีความ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการหาอาหารของเพลี้ยแป้ง ในระยะที่ต้น สับปะรดแสดงอาการของโรคให้เห็น หรืออาจจะก่อนแสดงอาการเพลี้ย แป้งจะเคลื่อนย้ายไปยังสับปะรดต้นต่อไปที่อยู่ใกล้เคียงแล้ว อาการ อาการเริ่มแรกของโรคจะปรากฏที่ระบบรากซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ใต้ ดินทำให้สังเกตได้ยาก โดยระบบรากจะหยุดการเจริญเติบโตและเน่าตาย ไป หลังจากนั้นจึงจะสังเกตเห็นอาการที่ใบได้ โดยใบวงที่ 3-4 จะ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมชมพู ปลายใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือมีรอยแผล แห้งและม้วนเข้า ความเต่งของใบลดลงจากปกติต่อจากนั้นใบวงที่ 4 และ 5 จะมีมุมชันลดลง ขนาดของลำต้นจะเล็กกว่าต้นปกติที่อยู่ข้างเคียง ระยะต่อไปใบที่ส่วนยอดจะตั้งตรงมากขึ้นแต่มีความเต่งน้อยกว่าปกติ ปลายใบแห้งและม้วนลง สีของใบเหล่านี้จะเป็นสีเขียวซีด สับปะรด พันธุ์ปัตตาเวียเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ ต้นสับปะรดที่แข็งแรงและมี การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจะแสดงอาการของโรคได้เร็วและชัดเจน กว่าต้นที่มีการเจริญเติบโตช้า
  • ไส้เดือนฝอย (nematodes) สาเหตุ ไส้เดือนฝอยมีหลายชนิด แต่ชนิดที่มีบทบาทมากในแหล่งปลูก สับปะรดใหญ่ๆ หลายแห่ง ได้แก่ ไส้เดือนฝอยรากปม (Meloidogyne spp.) และไส้เดือนฝอยเรนิฟอร์ม (Rotylenchulus reniformis) อาการ ไส้เดือนฝอยทำอันตรายต่อรากสับปะรด ทำให้การเจริญเติบโตช้า และผลผลิตต่ำเนื่องจากระบบรากถูกทำลาย ในประเทศไทยมีรายงานว่าเคย สำรวจพบในพื้นที่ปลูกสับปะรดจังหวัดชลบุรี เป็นพวกไส้เดือนฝอยรากปม ซึ่งไส้เดือนฝอยรากปมนี้เมื่อเข้าสู่รากจะทำให้รากมีลักษณะเป็นปม รากจะ หยุดการเจริญเติบโตและเน่าตายไปในที่สุด

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับปลูกสับปะรด

สับปะรดต้องการอากาศค่อนข้างร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 23.9-29.4  ปริมาณน้ำฝนที่ต้องการอยู่ในช่วง 1,000-1,500 มิลลิเมตรต่อปี แต่ต้องตกกระจายสม่ำเสมอตลอดปี และมีความชื้นในอากาศสูง สับปะรดชอบขึ้นในดินร่วน,ดินร่วนปนทราย,ดินปนลูกรัง,ดินทรายชายทะเล และชอบที่ลาดเท เช่น ที่ลาดเชิงเขา สภาพความเป็นกรดด่าง (pH) ของดินควรเป็นกรดเล็กน้อย คือตั้งแต่ 4.5-5.5 แต่ไม่เกิน 6.0

ฤดูกาลของสับปะรด

  • ช่วงเก็บเกี่ยวในฤดู ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – มกราคม และกลางเดือนเมษายน – กรกฎาคม สับปะรดจะให้ผลผลิตมาก ในตลาดมีราคาถูก
  • ช่วงเก็บเกี่ยวนอกฤดู ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – ต้นเดือนเมษายน และเดือนสิงหาคม – ตุลาคม สับปะรดจะให้ผลผลิตน้อย ราคาแพง

พันธุ์สับปะรดที่นิยมปลูกในไทย

  • พันธุ์ปัตตาเวีย หรือเรียกว่า สับปะรดศรีราชา
  • พันธุ์อินทรชิต เป็นสับปะรดพันธุ์พื้นเมือง
  • พันธุ์ขาว
  • พันธุ์ภูเก็ต หรือ พันธุ์สวี
  • พันธุ์นางแล หรือ พันธุ์น้ำผึ้ง

การปลูกสับปะรด

การเตรียมดิน 

เนื่องจากสับปะรดเป็นพืชหลายฤดูกว่าจะรื้อแปลงปลูกใหม่กินเวลานานถึง 4-5 ปี  ซึ่งจะเก็บผลได้ถึง 3 ครั้ง แต่การเก็บผลในรุ่นที่ 3  มักจะลดลงอย่างมากถ้าหากมีการปฏิบัติดูแลรักษาไม่เพียงพอ  จึงนิยมเก็บผลเพียง   2 ครั้ง  ก็รื้อแปลงเพื่อปลูกใหม่ ดังนั้นการเตรียมดินต้องเตรียมอย่างดี  การปรับระดับให้เรียบเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะทำให้ไม่มีน้ำท่วมขัง การไถดินให้ลึกจะช่วยให้การระบายน้ำและอากาศในดินเป็นไปอย่างสะดวก  เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติทุกครั้งที่รื้อแปลงเพื่อปลูกใหม่

 

การเตรียมดินสำหรับการปลูกสับปะรดนั้น  หากเป็นที่เปิดใหม่มักใช้รถไถดันรากไม้ใหญ่ ๆ  ให้โผล่ขึ้นมาแล้วจุดไฟเผา  ต่อจากนั้นไถดินให้ลึก 20-30 เซนติเมตร  ไถพรวนอีก 2-3 ครั้ง  จนซากต้นไม้ใบหญ้ากลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ปล่อยทิ้งเอาไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้เศษซากพืชเน่าสลายในดิน  แล้วปรับระดับให้เรียบเสมอ  แล้วจึงไถดินให้ลึกถึงระดับ 40-50 เซนติเมตร  เป็นการเปิดหน้าดินให้ลึกเพื่อระบายน้ำและอากาศ หากดินเป็นแปลงสับปะรดเก่า ใช้รถแทรกเตอร์ลากพรวน จานไถกลับไปมาจนต้นและใบแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไถกลบเศษต้นและใบสับปะรดนั้นลงในดินปล่อยเอาไว้สัก ระยะหนึ่งเพื่อให้เน่าเปื่อยเป็นอินทรีย์วัตถุและเป็นการปรับโครงสร้างของ ดินให้ดีขึ้น  แล้วจึงไถดินให้ลึก 40-50 เซนติเมตร และใช้พรวนจานไถอีกครั้งเมื่อใกล้ระยะเวลาที่จะปลูก

การเตรียมพื้นที่ปลูกสับปะรด

การเตรียมหน่อพันธุ์สับปะรดก่อนปลูก

ถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งในการปลูกสับปะรดควรจะมีการคัดขนาดแบ่งเป็นกลุ่มอย่างชัดเจน และมีขนาดเท่า ๆ กัน และปลูกเป็นแปลง ๆ หรือชุด ๆ ไป  จะทำให้การเติบโตของต้นสม่ำเสมอกันทั้งแปลง  ใส่ปุ๋ยแต่ละต้นได้พร้อมกันและใส่ปริมาณต่อต้นเท่า ๆ กัน  บังคับผลได้พร้อมกันทั้งแปลง  ง่ายต่อการบำรุงรักษา  สับปะรดแก่พร้อมกันง่ายต่อการประเมินผลผลิตและเก็บเกี่ยว

หน่อ

ขนาด น้ำหนัก (กรัม) ความยาว-สูง (ซม.)
เล็ก 300-500 30-50
กลาง 500-700 50-75 เป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุด
ใหญ่ 700-900 65-85
ใหญ่มาหก มากกว่า 900 มากกว่า 70

 จุก

ขนาด นํ้าหนัก (กรัม)
เล็ก 100-200
กลาง 200-300 เป็นขนาดที่เหมาสมที่สุด
ใหญ่ 300-400
ใหญ่มาก มากกว่า 400

ในประเทศไทยสามารถปลูกสับปะรดได้เกือบตลอดปี  ยกเว้นช่วงฝนตกหนักติดต่อหลายวัน  เพราะจะเกิดโรคเน่า  ควรเตรียมดินให้เสร็จในเดือนธันวาคม และปลูกในเดือนมกราคม-เมษายน  ซึ่งมีแสงแดดจ้าและไม่มีฝนชุก  แต่ดินยังมีความชุ่มชื้นเพียงพอแก่การเจริญเติบโตในระยะแรกอยู่ การปลูกในฤดูฝนควรฝังหน่อให้เอียง 45 องศา  เพื่อป้องกันน้ำขังในยอด  ถ้าปลูกในฤดูแล้งฝังหน่อให้ตั้งตรง  หากมีเครื่องมือช่วยปลูกซึ่งเป็นเหล็กคล้ายมีดปลายแหลมช่วยเปิดหลุมจะทำให้สะดวกและรวดเร็วกว่าใช้จอบ  เฉลี่ยแล้วผู้ปลูก 1 คน  สามารถปลูกได้วันละ 5,000-7,000 หน่อ   การปลูกส่วนใหญ่มักปลูกเป็นแถวคู่ฝังหน่อให้ลึก 15-20 เซนติเมตร ใช้ระยะปลูกแตกต่างกันไป  ตามวัตถุประสงค์

การปลูกสับปะรดแซมยางในภาคใต้

วิดีโอเกี่ยวกับสับปะรด

เป็นยังไงกันบ้างละครับชาวเว็บไซต์เกษตรอินทรีย์ พอจะได้ความรู้เรื่องสับปะรดไปกันบ้างแล้วใช่ไหมละ สำหรับใครที่มีสวนสับปะรดอยู่ถ้ายังไม่มีแหล่งซื้อขาย หรืออยากจะขนาดตลาดก็ลองประกาศขายสินค้าเกษตรผ่านเว็บไซต์ของเราดูได้เลยที่ ตลาดเกษตรอินทรีย์ ง่ายไม่มีค่าใช้จ่ายลงทิ้งๆไว้อาจจะได้กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ลองดูนะกันนะ และใครมีข้อมูลจะสอบถามเพิ่มเติมลองสอบถามกันเข้ามาได้ผ่านทาง faceook หรือจะเป็นโพสลงเว็บบอร์ดบนของทางเว็บเกษตรอินทรีย์ก็ได้นะ.

No Comments

Post A Comment