การดูแลรักษาสวนยางพารา

Zemanta Related Posts Thumbnail

28 ต.ค. 2010 การดูแลรักษาสวนยางพารา

การจัดการสวนยางให้มีสุขลักษณะที่ดี ย่อมส่งผลต่อปริมาณผลผลิต(น้ำยาง)ที่จะได้รับ และยังสะดวกต่อการเข้าไปปฏิบัติงานในสวนอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

การกำจัดวัชพืช :

1. ไถและพรวนดินอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนปลูก

2. ใช้แรงงาน ขุด ถาก ดาย หรือตัดวัชพืชที่ขึ้นในแถวยาง และควรทำก่อนวัชพืชออกดอก

3. ใช้วัสดุคลุมดิน โดยนำวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ เช่น เปลือกถั่ว ฟางข้าว ซังข้าวโพด หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นต้น คลุมโคน ต้นยางเฉพาะต้น หรือตลอดแถว เว้นระยะพอควรไม่ชิดโคนต้นยาง

4. ปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว ได้แก่ คาโลโปโกเนียม เซนโตรซิมา เพอราเรีย และซีรูเลียม ห่างจากแถวยางประมาณ 2 เมตร

5. พ่นสารเคมีกำจัดวัชพืชตามคำแนะนำ เช่น พาราควอต ไกลโฟเสต

การปลูกพืชคลุมดิน :

การปลูกพืชคลุมดินระหว่างแถวยางเป็นวิธีหนึ่งที่ควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืช และลดการชะล้างและพังทลายของ ดิน เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ตลอดจนสามารถปรับปรุงโครงสร้างและเพิ่มธาตุอาหารในดินด้วย

ชนิดของพืชคลุมที่ปลูกในสวนยาง:

พืชคลุมดินตระกูลถั่วที่ใช้ปลูกในสวนยางที่สำคัญมี 4 ชนิด คือ Calopogonium mucunoides Pueraria phaseoloides Centrosema pubescens Calopopanium caeruleaum เนื่องจากลักษณะและการเจริญเติบโตของพืชคลุมดิน แต่ละชนิดแตกต่างกัน การปลูกพืชคลุมดิน ให้คลุมตลอดอายุต้นยางอ่อน ควรปลูกหลายชนิดรวมกัน และเมล็ดพันธุ์พืชคลุม ควรมีความงอกร้อยละ 80 ขึ้นไป

การเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชคลุม:

เมล็ดพืชคลุมมีเปลือกหุ้มเมล็ดแข็งทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในเมล็ดยาก เมื่อนำไปปลูกเมล็ดจะงอกน้อย จึงควรกระตุ้น ให้เมล็ดงอกดีขึ้นโดยปฏิบัติดังนี้

1. แช่ในน้ำอุ่น

– ใช้ปฏิบัติกับเมล็ดพืชคลุมคาโลโปโกเนียม เซ็นโตรซีมา และเพอราเรียนำไปแช่ในน้ำอุ่น (น้ำเดือด : น้ำเย็น อัตรา 2 : 1) นาน 2 ชั่วโมง นำเมล็ดไปผึ่งให้แห้งหมาด ๆ แล้วนำไปคลุกกับหินฟอสเฟต (25% Total P2O5) เพื่อนำไปปลูกต่อไป ควรเตรียมเมล็ดพืชคลุมเพื่อปลูกให้หมดในแต่ละครั้ง การเก็บไว้นานเกินไป จะทำให้ความงอก เสื่อมลง

2. แช่ในน้ำกรด

– ใช้ปฏิบัติกับเมล็ดซีรูเลียม โดยแช่ในกรดกำมะถันเข้มข้นนาน 1 นาที นำไปล้างน้ำแล้วผึ่งให้แห้ง

ช่วงเวลาการปลูกพืชคลุม :

– ควรปลูกพร้อมกับปลูกยางในช่วงต้นฤดูฝน ในสภาพดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์หรือในเขตแห้งแล้งไม่ควรปลูก พืชคลุมทิ้งไว้ข้ามฤดูกาลก่อนการปลูกยาง เพราะพืชคลุมอาจทำความเสียหายให้กับต้นยาง โดยแย่งความชื้นในดินในช่วงฤดูแล้ง

การปฏิบัติดูแลรักษาพืชคลุม :

– ควรกำจัดวัชพืชก่อนปลูก และใส่ปุ๋ยบำรุงพืชคลุม ในเขตแห้งแล้งหรือสภาพดินทราย ควรใส่ปุ๋ย เพื่อเร่งให้พืชคลุม เจริญเติบโตในระยะแรก หลังจากที่ปลูก 2 เดือน โดยโรยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือปุ๋ยยางอ่อนอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ข้างพืชคลุม หลังจากนั้นโรยปุ๋ยหินฟอสเฟตอัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านในบริเวณพืชคลุมทุกปีในช่วงฤดูฝน

การใช้ปุ๋ยในสวนยาง

1. การใส่ปุ๋ยยางพาราก่อนเปิดกรีด : ปุ๋ยยางพาราก่อนเปิดกรีด คือ ปุ๋ยที่ใส่ตั้งแต่เริ่มปลูกจนต้นยางได้ขนาดกรีด ปุ๋ยที่ใช้ ได้แก่ ปุ๋ยรองก้นหลุม และ ปุ๋ยบำรุง

ปุ๋ยรองก้นหลุม เป็นปุ๋ยที่เร่งให้รากงอกและแผ่ขยายเร็ว ปุ๋ยรองก้นหลุมที่แนะนำใช้ในสวนยางได้แก่ ปุ๋ยหินฟอสเฟต (0-3-0) เป็นปุ๋ยที่ผลิตได้ในประเทศ มีปริมาณฟอสเฟตทั้งหมดประมาณร้อยละ 25 มีปริมาณฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ร้อยละ 3 วิธีใส่ ปุ๋ยรองก้นหลุม โดยขุดดินแยกเป็น 2 ส่วนคือ ดินชั้นบนและดินชั้นล่าง ใช้ดินบนกลบลงในหลุมก่อน ส่วนดินล่างใช้คลุกกับปุ๋ยหิน ฟอสเฟต อัตรา 170 กรัมต่อหลุม แล้วกลบดินล่างที่คลุกปุ๋ยลงไปให้เต็มหลุมในเขตแห้งแล้งแนะนำให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุม เพิ่มในอัตรา 5 กิโลกรัมต่อต้น ซึ่งจะมีผลทำให้ต้นยางมีอัตราการรอดตายสูงและการเจริญเติบโตในช่วงแรกดีขึ้น

ปุ๋ยบำรุง เป็นปุ๋ยที่ใส่เพื่อเร่งให้ต้นยางเจริญเติบโตเร็ว สามารถเปิดกรีดได้เร็วขึ้นและให้ผลผลิตสูง ปุ๋ยบำรุงที่แนะนำ ใช้ในสวนยางก่อนเปิดกรีด จำนวน 2 สูตร คือ

1. สูตร 20-8-20 สำหรับดินทุกชนิดในเขตปลูกยางเดิม

2. สูตร 20-10-12 สำหรับดินทุกชนิดในเขตปลูกยางใหม่

*** โดยสูตรปุ๋ยสำหรับดินปลูกยางในเขตปลูกยางเดิม มีอัตราปุ๋ยที่ใส่แตกต่างกันตามชนิดของเนื้อดิน ส่วนในเขต ปลูกยาง ใหม่ และเขตแห้งแล้งแนะนำอัตราปุ๋ยเหมือนกันในดินทุกชนิด และควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี

ตารางแสดง : สูตรปุ๋ย เวลา และอัตราปุ๋ยเม็ดสูตรสำเร็จที่ใช้กับต้นยางก่อนเปิดกรีด

1/ เวลาใส่ปุ๋ยอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับความชื้นในดิน

ในขณะที่ต้นยางยังเล็กควรใส่ปุ๋ยบริเวณรอบโคนต้นยางในรัศมีทรงพุ่มใบ หลังจากนั้นเมื่อต้นยางอายุ 2 ปีขึ้นไป ใส่เป็นแถบ 2 ข้าง ในบริเวณระหว่างแถวยางตามแนวทรงพุ่มของต้นยาง โดยวิธีคราดกลบให้ปุ๋ยอยู่ใต้ผิวดิน หรือขุดหลุมลึกประมาณ เซนติเมตร จากผิวดิน จำนวน 2 หลุมต่อต้น

การใส่ปุ๋ยยางพาราหลังเปิดกรีด :

เมื่อต้นยางเปิดกรีดได้แล้ว ยังมีความจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยต่อไปทุกปี เพื่อให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอ ปุ๋ยยางพาราหลังเปิด กรีดที่แนะนำคือ ปุ๋ยสูตร 30-5-18 ใช้ได้กับดินทุกชนิด ทั้งในเขตปลูกยางเดิมและเขตปลูกยางใหม่ สำหรับดินที่ขาดธาต ุแมกนีเซียมควรใส่ปุ๋ยคีเซอไรท์ เพิ่มในอัตรา 80 กรัมต่อต้นต่อปี อย่างไรก็ตาม สวนยางที่ปลูกพืชคลุมดินระหว่างแถวยาง และใส ่ปุ๋ย บำรุงต้นยางและ พืชคลุมดินสม่ำเสมออาจ ไม่ต้องใสปุ๋ยบำรุงต้นยาง ในช่วง 2 ปีแรกที่เปิดกรีด หากในดินและใบยางมีปริมาณธาตุ อาหารเพียงพอ ทั้งนี้จากปุ๋ยที่ใส่ให้แก่ต้นยางในระยะยาง อ่อนยังมีผลตกค้างในดินเป็นเวลา 2 ปี

การใส่ปุ๋ยให้แก่ต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว แนะนำให้ใส่ปุ๋ยอัตรา1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ๆ ละ 500 กรัมต่อต้น ครั้งแรกใส่ในต้นฤดูฝนหลังจากยางผลัดใบ ขณะที่ใบเพสลาด คือ ประมาณปลายเดือนเมษายน – พฤษภาคม และครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ย ประมาณเดือนสิงหาคม -กันยายน โดยหว่านปุ๋ยในบริเวณห่างจากโคนต้นยางประมาณ 3 เมตร หรือบริเวณกึ่งกลางระหว่างแถวยาง คราดกลบให้ปุ๋ยอยู่ใต้ผิวดินที่ ระดับความลึกประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร

 

การผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง :

ปุ๋ยผสมหมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากการนำเอาปุ๋ยเชิงเดี่ยว หรือปุ๋ยเชิงประกอบที่เป็น แหล่งของธาตุ อาหารหลักของยางพารา มาผสมกันให้มีเนื้อธาตุอาหารตามสูตรที่ต้องการ ปุ๋ยที่นำมาใช้ในการผสมเรียกว่า แม่ปุ๋ย ชนิดของแม่ปุ๋ยที่ใช้ในการผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง ที่หาซื้อได้สะดวก และราคาถูกกว่าแม่ปุ๋ยชนิดอื่น ได้แก่

1. ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต สูตร 18-46-0

2. ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0

3. ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ สูตร 0-0-60

– ในการผสมปุ๋ยสูตรต่าง ๆ น้ำหนัก 100 กิโลกรัม ใช้ปริมาณแม่ปุ๋ยและสารตัวเติม แต่การผสมปุ๋ยใช้เอง ไม่แนะนำให้ใช้ สารตัวเติม เพราะเป็นการเพิ่มน้ำหนักโดยไม่จำเป็น ทำให้เพิ่มแรงงาน และค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ย แสดงดังตาราง

ตารางแสดง : ปริมาณแม่ปุ๋ยและสารตัวเติมในการผสมปุ๋ยน้ำหนัก 100 กิโลกรัม

 

การตัดแต่งกิ่งยางพารา : ยางพาราจำเป็นต้องตัดแต่งกิ่ง เพื่อเป็นการเตรียมพื้นที่บริเวณลำต้นให้เหมาะสมที่จะใช้กรีดยางได้ การตัดแต่งกิ่ง ที่ดีจะช่วยให้ต้นยางมีทรงพุ่มแข็งแรง ลดปัญหาความเสียหายที่เกิดจากลม ต้นยางพาราที่มีทรงพุ่มดีจะมีการเจริญเติบโตได้เร็ว ให้ผลผลิตสูงและต่อเนื่องในช่วงหลังเปิดกรีดได้ยาวนาน ในช่วง 1-2 ปี หลังจากปลูกยาง จำเป็นต้องลิดกิ่งแขนงที่แตกออกจากลำต้นขณะที่กิ่งยังอ่อน โดยใช้กรรไกร ตัดแต่งกิ่งที่คม เพื่อป้องกันการฉีกขาดของเปลือกยาง และตัดให้ชิดลำต้น จนกระทั่งความสูงของลำต้นประมาณ 2 เมตร จึงหยุดการตัดแต่งกิ่ง

 

No Comments

Post A Comment