การปรับพื้นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำ มาทำเป็นพื้นที่เกษตร

21 ส.ค. 2013 การปรับพื้นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำ มาทำเป็นพื้นที่เกษตร

ในปัจจุบันได้มีการนำกุ้งกุลาดำเข้ามาเลี้ยง ในพื้นที่น้ำจืด ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่สมบูรณ์ เมื่อมีการเลี้ยงต่อเนื่องในระยะยาว จะทำให้ ดินเค็มไม่สามารถปลูกพืชได้ และเกิดความเสียหาย ต่อสภาพแวดล้อม เมื่อบ่อเลี้ยงกุ้งติดเชื้อโรคก็ไม่ สามารถเลี้ยงในที่เดิมได้ จำเป็นต้องย้ายไปทำใน ที่อื่นๆต่อไป พื้นที่เดิมจึงเป็นพื้นที่ร้างไม่เหมาะสมกับ การเพาะปลูก ทำให้เป็นปัญหาในการฟื้นฟูที่ดินเพื่อ นำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร นากุ้งกุลาดำ ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ที่มีต่อดิน น้ำ และพืช

  • สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติเปลี่ยนไป มีการ ปรับสภาพพื้นที่และขุดบ่อ ดินบนที่มีความอุดมสมบูรณ์จะ นำมาเป็นคันบ่อ ระบบร่องน้ำธรรมชาติถูกกลบหรือปิด กั้นโดยบ่อกุ้ง
  • เกิดการสะสมของเกลือในดินบริเวณบ่อกุ้ง
  • เกิดการแพร่กระจายของความเค็มไปสู่พื้นที่ ข้างเคียง ทำให้เกิดความเสียหายต่อพืชที่ปลูก
  • ของเสียที่ปล่อยจากบ่อกุ้ง น้ำล้างบ่อกุ้ง ตะกอน และขี้กุ้งเมื่อถูกถ่ายออกจากบ่อ จะทำให้สภาพแวดล้อม เสื่อมโทรมเกิดการขัดแย้งในการประกอบอาชีพ และวิถี ชีวิตของเกษตรกรเปลี่ยนแปลงไป

การฟื้นฟูพื้นที่นากุ้งร้าง การฟื้นฟูที่นากุ้งร้างให้มีสภาพเหมาะสมกับการ ปลูกพืช ทำได้ดังนี้ การฟื้นฟูพื้นที่นากุ้งร้าง

  1. การปรับสภาพพื้นที่ พื้นที่นากุ้งร้างมีสภาพเป็น บ่อไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูกจำเป็นต้องมีการปรับ สภาพให้เหมาะสมใช้เป็นนาข้าว หรือสวนผลไม้ตามความ ต้องการของเกษตรกร
  2. การล้างดิน ทำได้โดยใช้น้ำฝนหรือน้ำจาก แหล่งน้ำธรรมชาติ ขังน้ำในพื้นที่ประมาณ 7 วัน เพื่อให้ น้ำละลายเกลือออกจากดินแล้วจึงระบายออก ความเค็ม ของดินจะลดลง ให้ทำการล้างดิน 2-3 ครั้ง ก่อนทำการ ปลูกพืช
  3. การใช้วัสดุปรับปรุงดิน
    1. การใช้ปูน เช่น ปูนขาว ปูนมาร์ล หินปูดบด ปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เหมาะสมก่อน การล้างดิน
    2. การใช้ยิปซั่ม ใช้ปรับปรุงดินเค็มเป็นด่าง การ ใส่ยิปซั่มจะช่วยให้การล้างดินที่มีความเค็มสูงในพวก ดินเหนียวมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
    3. การใช้วัสดุปรับปรุงดิน ต้องใส่คลุกเคล้าลงไป ในดินบ่มไว้ 7 วัน แช่ขังด้วยน้ำอีก 7 วัน แล้วระบายน้ำทิ้ง เพื่อเปลี่ยนน้ำใหม่ ทำการล้างดิน 3 ครั้ง ความเค็มของดิน จะลดลง จนสามารถปลูกพืชได้
  4. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ บริเวณที่เป็นดินเค็มมักขาด อินทรียวัตถุ เนื่องจากเกลือจะทำให้อินทรียวัตถุแตกตัว ชะล้างไปได้ง่าย การใช้อินทรียวัตถุปรับปรุงดิน จะทำให้ โครงสร้างและสมบัติของดินดีขึ้น และเป็นการเพิ่มปริมาณ ธาตุอาหารให้แก่ดินอีกด้วย
  5. การใช้พืชทนเค็ม การใช้พืชทนเค็มปลูกในพื้นที่ ดินเค็ม จะทำให้พืชสามารถเจริญเติบโต และให้ผลผลิต ได้ดีขึ้น เช่น มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง มะพร้าว ละมุด และ ข้าวบางสายพันธุ์

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การจัดการดินเพื่อปลูกข้าว

  • เลือกพันธุ์ข้าวทนเค็มที่มีคุณภาพดีมีความ เหมาะสม เช่น กข.1 กข.7 ขาวดอกมะลิ105 เจ็กกระโดด กอเดียวเบา ขาวซีต้า แดงน้อย ขาวตาอู๋ ขาวตาแห้ง กข.8 เหนียวสันป่าตอง เป็นต้น
  • การทำนาโดยวิธีปักดำกล้า ใช้กล้าที่มีอายุ ประมาณ 30 วัน เพาะกล้าที่มีอายุมากมีความสามารถใน การทนเค็มได้สูงกว่ากล้าที่มีอายุน้อย
  • ใช้ระยะปักดำประมาณ 20×20 เซนติเมตร และจำนวนต้นกล้า ใช้ประมาณ 6-8 ต้นต่อจับ เพื่อเพิ่ม จำนวนให้มากขึ้น ให้ได้จำนวนต้นต่อกอมากพอ เพราะ ดินเค็มข้าวแตกกอน้อยกว่าดินปกติ
  • การใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวในพื้นที่ดินเค็ม ควรแบ่งใส่เป็น 3 ครั้ง ดังนี้
    • หลักปักดำแล้ว 7 วัน
    • ระยะข้าวแตกกอ
    • ระยะข้าวเริ่มตั้งท้อง
  • การดูแลรักษา สังเกตอาการของข้าวที่ได้รับ ผลกระทบจากความเค็ม เมื่อมีอาการปลายใบเริ่มไหม้ ให้เปลี่ยนน้ำโดยระบายน้ำเค็มออกและนำน้ำจืดเข้าใน พื้นที่

การจัดการดินเพื่อปลูกไม้ผล

  • ปรับสภาพพื้นที่ และเตรียมแปลงยกขึ้นเป็น ร่องสวน
  • ใช้วัสดุปรับปรุงดิน เช่น ยิปซั่มสำหรับดินเค็ม และปูนสำหรับดินกรด ใส่และไถให้คลุกเคล้าลงไปในดิน บ่มไว้ 7 วัน ก่อนจะมีการล้างดิน
  • ล้างเกลือออกจากดินโดยใช้น้ำฝน หรือแหล่งน้ำ ธรรมชาติ
  • เลือกปลูกไม้ผลที่ทนเค็ม ได้แก่ ละมุด ทับทิม ฝรั่ง มะพร้าว เป็นต้น
  • ใส่อินทรียวัตถุ (ปุ๋ยหมัก) คลุกเคล้ากับดินในหลุม ปลูกอัตรา 25 กก./หลุม
  • ใช้วัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นเพื่อรักษาความชื้น ในดินลดความเค็มบริเวณโคนต้น

การจัดการดินพื้นที่นากุ้งเพื่อปลูกไม้ผล [code]ที่มา : สำนักบริหารและพัฒนาการใช้ที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม 10900[/code]

No Comments

Post A Comment