การปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 เพื่อให้ผลผลิตสูงและใช้ขยายพันธุ์ข้าวต่อ

10 ก.ย. 2015 การปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 เพื่อให้ผลผลิตสูงและใช้ขยายพันธุ์ข้าวต่อ

ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นพันธุ์ข้าวหอมที่ได้จากการนำ ข้าวพันธุ์พื้นเมืองจากนาเกษตรกร อำเภอ บางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 199 รวง มาปลูกเพื่อศึกษาพันธุ์และได้ข้าวรวงที่ 105 ที่มีลักษณะ พิเศษ คือ มีกลิ่นหอม และเมล็ดอ่อนนุ่ม เมื่อนำ มาหุงต้ม ดังนั้น จึงมีการปรับปรุงพันธุ์ให้บริสุทธิ์ตามหลัก วิชาการจนได้พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ รัฐบาลประกาศให้ขยายพันธุ์ส่งเสริมการปลูกได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2502 เป็นต้นมา สำ หรับพื้นที่ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่เหมาะสม ได้แก่ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลางบางพื้นที่ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ลักษณะทั่วไปของข้าวขาวดอกมะลิ 105 

  1. เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง
  2. เป็นข้าวต้นสูงประมาณ 140-150 เซนติเมตร
  3. อายุเก็บเกี่ยว ข้าวจะออกดอกประมาณวนั ที่ 20 ตลุ าคม และสุกแก่เก็บเกี่ยวได้ ประมาณวัน ที่ 20 พฤศจิกายน ของทุกปี
  4. ระยะพักตัวของเมล็ด ประมาณ 8 สัปดาห์
  5. ขนาดเมล็ดข้าวกล้อง ยาว 7.5 มิลลิเมตร กว้าง 2.1 มิลลิเมตร หนา 1.8 มิลลิเมตร
  6. ลักษณะเมล็ดข้าวเปลือก เมล็ดเรียวยาว ก้นงอน สีฟาง

ข้อดีของข้าวขาวดอกมะลิ 105 

  1. มีกลิ่นหอม เมล็ดอ่อนนุ่มเมื่อนำมาหุงต้ม
  2. ทนต่อสภาพแล้ง ทนต่อดินเปรี้ยวและดินเค็ม
  3. คุณภาพการขัดสีดี เมล็ดข้าวสารใส แข็ง มีท้องไข่น้อย
  4. นวดง่าย เนื่องจากเมล็ดหลุดร่วงจากรวงได้ง่าย
  5. เป็นที่ต้องการของตลาด ขายได้ราคาดี

ข้อจำกัดของข้าวขาวดอกมะลิ 105 

  1. ไม่ต้านทานโรคขอบใบแหง้ โรคใบสีส้ม โรคใบจุด สีน้ำตาล และโรคไหม ้ และโรคใบหงิก
  2. ไม่ต้านทานแมลงบั่ว เพลี้ยกระโดดสีนํ้าตาล
  3. ต้นอ่อนล้มง่าย ถ้าปลูกในบริเวณที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง

การปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 เพื่อให้ผลผลิตสูง

  • คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ให้บริสุทธิ์ ไม่ให้มีเมล็ดพันธุ์อื่นหรือสิ่งเจือปน เช่น เมล็ดวัชพืชและเปอร์เซ็นต์ การงอกสูง 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
  • เลือกวิธีการปลูกและช่วงเวลาที่เหมาะสม
    • ในเขตชลประทานที่ไม่มีปัญหาเรื่องนํ้า ควรทำ นาดำ หรือนาหว่านนํ้าตมแผนใหม่ โดยนาดำ ให้ เริ่มตกกล้ากลางเดือน กรกฎาคม ปักดำ ต้นสิงหาคม แล้วข้าวจะออกดอกประมาณ 20 ตุลาคม และเก็บเกี่ยว ได้ประมาณ 20 พฤศจิกายนของทุกปี ส่วนนาหว่านนํ้าตมแผนใหม่ ให้หว่านประมาณปลายเดือนกรกฎาคม ถึงต้นเดือนสิงหาคม แล้วเก็บเกี่ยวในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน
    • ในพื้นที่ฝนตกน้อยหรือฝนล่า ควรทำ นาหว่านหรือนายอด โดยช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง ปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม และข้าวจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน
  • การเตรียมดินเพื่อปลูกข้าวขาวหอมมะลิ 105
    • นาหว่านข้าวแห้ง ในสภาพดินร่วนปนทรายที่จังหวัดสุรินทร์และดินทรายปนดินร่วนที่ทุ่งกุลาร้อง ไห้ จะเตรียมดินโดยการไถพรวนแล้วหว่านเมล็ดข้าวในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นคราดกลบและโปรย ฟางคลุม 1000 กิโลกรัมต่อไร่ จะทำ ให้ผลผลิตเฉลี่ยที่ได้สูงสุดถึง 500 กิโลกรัม/ไร่
    • นาดำ จะต้องไถดะทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน จึงไถแปรอีกครั้ง เพื่อกำ จัดต้นอ่อนของวัชพืชที่งอขึ้นมา ใหม่แล้วคราดเพื่อดันวัชพืชให้จมอยู่ใต้โคลน ในขณะเดียวกันก็เกลี่ยโคลนปรับระดับหน้าดินไปด้วย จะทำ ให้ ระดับนํ้าในแปลงนาท่วมคลุมวัชพืชได้อย่างทั่วถึง
    • นาหว่านนํ้าตมแผนใหม่ มีวิธีการเตรียมดินที่ยุ่งยาก กว่า 2 วิธีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการไถดะทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน แล้วไถแปรทิ้งไว้อีก 7 วัน จากนั้นไถแปรอีกครั้งแล้วคราดเก็บเศษ วัชพืชออกให้หมด หรือ เหยียบขี้คราดดันเศษ วัชพืชต่างๆ ให้ลง ไปอยู่ใต้โคลน แล้วจึงลูบเทือกให้เรียบสมํ่าเสมอ แบ่งแปลงย่อย ขนาดกว้าง 3-5 เมตร ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วจึงหว่านเมล็ด หลังจาก นั้น 4-5 วันให้ทยอยปล่อยนํ้าเข้ท่วมหน้าดิน เพื่อคลุมวัชพืชที่ งอกตามระดับความสูงของนํ้าจนถึงระดับประมาณ 10-15 เซนติเมตร ต้นข้าวจะเจริญเติบโตพอที่จะคลุม วัชพืชได้
    • นายอด เป็นวิธีที่ไม่นิยมปลูกมากนัก แต่ถ้าจำ เป็นจะต้องปลูกด้วยวิธีนี้ ในช่วงเตรียมดินจะต้อง กำ จัดวัชพืชออกให้หมด และหลังจากหยอดเมล็ดข้าวแล้วควรคลุมฟางทับในอัตรา 1000 กิโลกรัมต่อไร่ และ เมื่อมีโอกาสได้รับนํ้าฝนจะต้องเก็บกักนํ้าให้ท่วมวัชพืช เพื่อกำ จัดวัชพืชที่งอกมาใหม่
  • ใช้เมล็ดพันธุ์อัตราที่เหมาะสม กล่าวคือ ถ้าเป็นนาหว่านข้าวแห้ง ควรใช้ในอัตรา 10-15 กิโลกรัม ต่อไร่ นาหว่านนํ้าตมแผนใหม่ 12-15 กิโลกรัมต่อไร่ วิธีหยอด 6-8 กิโลกรัมต่อไร่ และปักดำ ใช้ 4-7 กิโลกรัมต่อไร่
  • ควรใส่ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสมและถูกวิธี ดังนี้

การใส่ปุ๋ยนาดำ ควรใส่ 2 ครั้ง คือ

ครั้งที่ 1 ใส่ก่อนปักดำ ไม่เกิน 1 วัน หรือหลังปักดำ ประมาณ 10-20 วัน โดยใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0, 20-20-0 , 28-22-0 หรือ 18-46-0 ในดินเหนียว และสูตร 16-16-8 ในดินทราย อัตรา 20-25 กิโลกรัมต่อไร่

ครั้งที่ 2 ใส่ก่อนข้าวออกดอกประมาณ 30 วัน (ประมาณวันที่ 20 กันยายนของทุกปี) โดยใช้สูตร 21-0-0 ในอัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ในอัตรา 5-10 กิโลกรัมต่อไร่

การใส่ปุ๋ยนาหว่านนํ้าตมแผนใหม่ ควรใส่ 2 ครั้ง คือ

ครั้งที่ 1 ใส่หลังหว่านข้าวแล้ว 20-30 วัน โดยใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0, 20-20-0, 18-22-0 หรือ 18-46-0 ในดินเหนียวและสูตร 16-16-8, ในนาดินทราย อัตรา 20-25 กิโลกรัมต่อไร่

ครั้งที่ 2 ใสในช่วงก่อนข้าวออกดอกประมาณ 30 วัน (ประมาณวันที่ 20 กันยายนของทุกปี) โดยใช้ ปุ๋ยสูตร 21-0-0 ในอัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ ปุ๋ยยูเรียในอัตรา 5-10 กิโลกรัมต่อไร่

ส่วนการทำ นาหว่านข้าวแห้งและนาหยอด ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีเพราะจะทำ ให้ค่าตอบแทนไม่คุ้มค่า ถ้าจะ ใช้ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเท่านั้น

  • มีการป้องกันกำ จัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรู

โรคที่สำคัญของข้าวขาวดอกมะลิ 105

โรคไหม้และโรคคอรวงเน่า

เชื้อสาเหตุ : เชื้อรา

การป้องกันกำจัด :

  1. ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราสูงเกินไป
  2. ใช้สารเคมีฉีดพ่น ได้แก่ เบนเลท ฮิโนซาน ฉีดพ่น 2 ครั้ง โดยทิ้งระยะ ห่างกัน 7 วันในช่วงที่มีการระบาดของโรค

โรคไหม้และโรคคอรวงเน่า โรคใบหงิก เชื้อสาเหตุ : เชื้อไวรัส โดยมีเพลี้ยกระโดดสีนํ้าตาลเป็นแมลง พาหะ การป้องกันกำจัด : ใช้สารเคมีประเภทดูดซึม ได้แก่ คาร์โบฟูราน หว่านในแปลงกล้า ในอัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่เพียงครั้งเดียวก่อนหว่านกล้า หรือ หลัง จากข้าวงอกแล้วประมาณ 3-4 วัน โรคใบหงิกโรคขอบใบแห้ง เชื้อสาเหตุ : เชื้อแบคทีเรีย การป้องกันจำกัด :

  1. ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินไป
  2. ใช้สารเคมีจำ พวกฟีนาซีน (Phenazine-5-oxide) โดยใช้ ตามคำ แนะนำ ในฉลาก

โรคขอบใบแห้ง โรคใบจุดสีนํ้าตาล เชื้อสาเหตุ : เชื้อรา การป้องกันกำ จัด : ใช้สารเคมี ได้แก่ ซีรีแซน (Ceresan) หรือ ไดเทนเอ็ม 45 คลุกเมล็ดพันธ์ก่อนนำ ไปปลูก โรคใบจุดสีนํ้าตาล

แมลงที่สำคัญรบกวนข้าวขาวดอกมะลิ 105

เพลี้ยกระโดดสีนํ้าตาล การป้องกันกำจัด :

  1. ใช้หลอดไฟชนิดเรืองแสง (นีออน) ล่อและเก็บตัวเต็มวัยของ เพลี้ยกระโดสีนํ้าตาลมาทำลาย
  2. ใช้สารเคมีประเภทดูดซึม จำพวกคาร์โบฟูราน เช่น ฟูราดาน 3 วีดูราแทร์ โดยใช้ตามคำ แนะนำ ในฉลาก

เพลี้ยกระโดดสีนํ้าตาล หนอนกอ การป้องกันกำจัด :

  1. เผาตอซังข้าวหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว
  2. ใช้หลอดไฟชนิดเรืองแสงล่อและเก็บตัวผีเสื้อหนอนกอมาทำ ลาย
  3. ใช้สารเคมีป้องกันกำ จัด ได้แก่ บี เอช ซี หรือ ฟูราดาน โดยใช้ตาม คำ แนะนำ ในฉลาก

หนอนกอ หนอนม้วนใบ การป้องกันกำจัด :

  1. ทำความสะอาดแปลงนา ไม่ให้เห็นที่อยู่อาศัยของหนอนม้วนใบ
  2. ใช้หลอดไฟชนิดเรืองแสงล่อแมลงและเก็บตัวผีเสื้อหนอนม้วนใบมาทำลาย
  3. ใช้สารเคมีป้องกันกำจัด ได้แก่ มาลาไธออน โดยใช้ตามคำ แนะนำ ใน ฉลาก

หนอนม้วนใบ แมลงสิง การป้องกันกำจัด :

  1. ทำความสะอาดแปลงนาไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของแมลงสิง
  2. ใช้สารเคมีป้องกำจัด ได้แก่ มาลาไธออน โดยใช้ตามคำแนะนำในฉลาก

แมลงสิง

สัตว์ศัตรูที่สำคัญต่อข้าวขาวดอกมะลิ 105

หอยเชอรี่ การป้องกันกำจัด :

  1. ในช่วงเตรียมดินหลังจากฝนตกใหม่ ๆ ควรปล่อยเป็ดลงไป หากินในแปลงนาและในขณะที่ไถคราด ถ้าหากพบหอยเชอรี่ หรือไข่ หอยเชอรี่ให้เก็บนำ ไปทำอาหารรับประทาน เลี้ยงเป็ดหรือทำลายทิ้ง
  2. ในช่วงหลังไถคราดนาแล้ว ให้ใช้กิ่งไม้ปักไว้ตามมุมคันนา และนำ หญ้าอ่อนไปว่างล่อหอยเชอรี่ไปอาศัยอยู่และวางไข่ เพื่อความสะดวกในการกำจัดต่อไป
  3. ใช้สารเคมีฉีดพ่น คือ คอปเปอร์ซัลเฟต (จุนสี) ชนิดผงสีฟ้า ใช้ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อไร่ ละลายนํ้าแล้วจึงฉีดพ่นให้ทั่ว โดยระดับ นํ้าในแปลงนา ไม่ควรสูงเกิน 10 เซนติเมตร หอยเชอรี่จะตายหมด ภายใน 24 ชั่วโมง

หอยเชอรี่ หนู การป้องกันกำจัด :

  1. ทำความสะอาดแปลงนาไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนู
  2. ใช้ซิงค์ฟอสไฟด์ ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์เร็วในอัตรา 1 ส่วนต่อปลายข้าว 100 ส่วน แล้ววางไว้บริเวณรอบๆ แปลงนา ถ้าจำ นวนหนูยังมีมากอยู่ ให้ใช้ราคูมิน หรือวอร์ฟาริน ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ช้า ในอัตรา 1 ส่วนต่อ ปลายข้าว 19 ส่วน แล้วนาํ ไปใส่ภาชนะที่กันฝนได ้ วางไวใ้ นบรเิ วณรอบๆ แปลงนา

นก การป้องกันกำจัด :

  1. ใช้วิธีกล ได้แก่ การทำ ให้นกตกใจ โดยการไล่ใช้เครื่องมือสร้างขึ้นมา ทำ ให้เกิดเสียงดัง ทำ หุ่นไล่กาไว้ในแปลงนาหรือใช้เทปคลาสเซสที่เสียแล้ว ขึงปักติดกับหลักไม้ให้สะท้อนแสงไล่นก เป็นต้น
  2. ใช้สารเคมีไล่นก เช่น เมซูรอลหรือเมทิโอคาร์บ 12 ช้อนแกงต่อไร่ ผสม นํ้า 20 ลิตร (1ปี๊บ) ฉีดพ่นครั้งแรกที่ข้าวเป็นนํ้านม หลังจากนั้นอีก 12 วันให้ฉีดพ่นซํ้าอีกครั้ง โดยสารเคมีนี้ จะไม่เป็นอันตรายต่อนก เพียงแต่ ทำ ให้นกกินแล้วเข็ดและบินหนีไปเท่านั้น

ไส้เดือนฝอย การป้องกันกำจัด : ไม่ควรปล่อยให้แปลงนาในระยะปลูกข้าว ขาดนํ้าและถ้าหากพบมีการระบาด จะต้อง แก้ไขนํ้าให้ท่วมแปลงนาระยะหนึ่งเพื่อทำ ลาย ไส้เดือนฝอย ไส้เดือนฝอย ปู การป้องกันกำจัด :

  1. ใช้ต้นกล้าที่แข็งแรงมาปลูก โดยใช้กล้าที่มีอายุมาก กว่า 30 วัน ขึ้นไป หรือ หลังจากปักดำ ขา้ วแลว้ ใหป้ ลอ่ ยนา้ํ ออกจากแปลงนาทนั ที เมอื่ ตน้ ขา้ ว ตั้งตัวได้แล้วจึงปล่อยนํ้าเข้าอีกครั้ง
  2. ใช้สารเคมี ได้แก่ เอส – ไธออน เฟนนิโตรไธออน ในอัตรา 40 ซีซีต่อไร่ ซึ่งจะให้ผลดีในการป้องกันกำ จัดและไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์นํ้าอื่น ๆ

การปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 เพื่อใช้ทำพันธุ์

  1. ขนาดพื้นที่จะปลูกข้าวไว้ทำพันธุ์ ขึ้นอยู่กับปริมาณพันธุ์ข้าวที่จะปลูกในที่นาทั้งหมด โดยใช้อัตรา ส่วนดังนี้ คือ พื้นที่แปลงพันธุ์ 1 ไร่ต่อพื้นที่ปลูกประมาณ 50 ไร่
  2. การเตรียมแปลงกล้า ควรกำจัดข้าวเรื้อที่เกิดจากเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นตกค้างในแปลงนาโดยการ ไถพรวน แล้วปล่อยนํ้าให้ข้าวเรื้องอก จากนั้นไถคราดกำ จัดข้าวเรื้อออกให้หมด โดยแปลงนาที่ปลูกข้าวพันธุ์ดี นั้น ควรจะปลูกพันธุ์เดิมซํ้าทุก ๆ ปี
  3. การเตรียมแปลงปักดำ ควรมรการกำจัดข้าวเรื้อ เช่นเดียวกับแปลงกล้า และทำ การปักดำ ข้าวกอ ละ 3 ต้น ระยะห่างประมาณ 25 เซนติเมตร และเว้นระยะระหว่างพันธุ์ 1 เมตร หรือคนละกระทงนา มีการ ใส่ปุ๋ยบำ รุง ได้แก่ สูตร 16-20-0 หรือ16-16-8 อย่างน้อยไร่ละ 20-25 กิโลกรัมต่อไร่
  4. การกำ จัดข้าวปน ควรทำ 3 ครั้ง คือ ครั้งแรกระยะแตกกอ โดยดูจากลักษณะการแตกกอ การชู ใบ ความสูงของสีใบและต้น ถ้าพบที่ต้นผิดปกติ ควรตัดกอหรือต้นข้าวนั้นทิ้งครั้งที่ 2 ระยะออกดอกให้ตัดกอ ข้าวหรือต้นข้าวที่ออกดอกผิดเวลากับต้นข้าวข้างเคียง ครั้งที่ 3 ระยะข้าวส่วนใหญ่สุกเหลืองให้ตัดข้าวที่มี ลักษณะเมล็ดผิดปกติทิ้งไป
  5. เก็บเกี่ยวข้าวทันทีที่เมล็ดสุกจัด แล้วนำไปนวดทันทีไม่ควรตากฟอนขา้ งทงิ้ ไวใ้ นแปลงนา เพราะ อาจจะถูกฝนทำ ให้เมล็ดข้าวเสื่อมคุณภาพได้
  6. การนวดข้าว-การตากข้าว ควรแยกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ออกจากข้าวพันธุ์อื่น ๆ เมื่อตากแดด แห้งดีแล้วฝัดให้สะอาดและบรรจุลงกระสอบเก็บไว้ในที่แห้งร่มและเย็น

การเก็บเกี่ยวข้าวขาวดอกมะลิ 105

  1. เก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่เหมาะสม คือ ระยะที่ข้าวออกดอกแล้วประมาณ 30-35 วัน โดยรวงจะ โน้มลง เมล็ดในรวงมีสีฟางหรือเหลือง โคนรวงมีเมล็ดเขียวบ้างเล็กน้อย ซึ่งเรียกว่า ระยะพลับพลึง เป็นระยะที่ เมล็ดข้าวสุกแก่พอเหมาะ ทำ ให้ได้นํ้าหนักเมล็ดสูง เปอร์เซ็นต์ข้าวเต็มเมล็ด ปริมาณมากและมีคุณภาพการสีดี
  2. วิธีการเก็บเกี่ยว ก่อนถึงระยะเก็บเกี่ยว 10 วัน ควรระบายนํ้าออกจากแปลงนาเพื่อให้ข้าวสุกแก่ พร้อมกัน ส่วนวิธีการเก็บเกี่ยวนั้น สามารถทำ ได้ทั้งการเกี่ยวด้วยมือ และใช้เครื่องมือเก็บเกี่ยว ซึ่งจะให้ข้าวที่มี คุณภาพไม่แตกต่างกัน แต่ถ้ามีการปรับเครื่องจักรไม่เหมาะสมกับการทำ งานอาจจะทำ ให้เกี่ยวไม่ได้ข้าวร่วง หล่นหรือเมล็ดแตกหักได้

การเก็บเกี่ยวข้าวขาวดอกมะลิ 105

การตากข้าวขาวดอกมะลิ 105

เป็นการลดความชื้นในเมล็ดข้าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ 12-14 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อนำ ไปสี แล้วจะทำ ให้ได้คุณภาพการสีสูง และสามารถเก็บข้าวเปลือกไว้ได้นาน ซึ่งการตากข้าวมี 2 วิธีคือ

  1. การตากข้าวก่อนนวด เป็นการตากข้าวในขณะที่เมล็ดอยู่ในรวง โดยการตากจะต้องคำ นึงถึง คุณภาพข้าวที่ตากเป็นสำ คัญ โดยทำ ให้ความชื้นพอเหมาะและข้าวมีความสะอาด ซึ่งมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้
    1. ควรตากข้าวประมาณ 2-3 แดด
    2. การกองข้าวควรกองให้สูงประมาณ 50 เซนติเมตร
    3. หมั่นกลับกองข้าวเพื่อให้แห้งสมํ่าเสมอทั้งกอง
    4. ในช่วงเวลากลางคืน ควรหาวัสดุปิดบังนํ้าค้างหรือนํ้าฝน โดยเฉพาะกองข้าวที่กองสูงๆ หรือ กองตากแดดทิ้งไว้นาน ๆ เพราะจะทำ ให้เมล็ดมีรอยร้าว และข้าวแตกหักมากเวลาสี
    5. วิธีการตากข้าวที่เหมาะสมที่สุด คือ ทำราวแขวนตาก เพราะจะทำ ให้ข้าวถูกแดดสมํ่าเสมอ และไม่สกปรก
  2. การตากข้าวหลังนวด เป็นการตากข้าวที่นวดออกจากรวงแล้ว โดยตากบนลานตากหรือบนพื้นที่มี วัสดุรองรับ การตากควรมีการกลับกองข้าวอย่างสมํ่าเสมอ และในช่วงเวลากลางคืน ควรโกยข้าวมากองรวมกัน แล้วใช้ภาชนะปิดกันนํ้าค้างและนํ้าฝน การตากวิธีนี้จะใช้เวลาในการตากประมาณ 1-3 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณ ข้าว

การนวดข้าวขาวดอกมะลิ 105

เป็นการทำ เมล็ดข้าวหลุดจากรวง ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติแตกต่างกันไปแต่ละท้องที่ เช่น การนวดด้วยเท้า ใช้กระบือยํ่า นวดโดยการฟาด โดยใช้รถแทรกเตอร์ยํ่า และนวดด้วยเครื่องนวดข้าว ซึ่งการนวดข้าวนั้นมีข้อควร คำ นึง คือ ควรระมัดระวังการสูญเสียของข้าวเนื่องจากนวดไม่หมดหรือเมล็ดกระเด็นหายไป หรือถูกเครื่องนวด พ่นเอาเมล็ดออกไป เป็นต้น ซึ่งหากไม่ได้ใช้เครื่องนวดจะต้องมีการทำ ความสะอาดเมล็ดข้าวเปลือกด้วย เพื่อ ลดสิ่งเจือปนที่ติดมากับข้าว

การนวดข้าวขาวดอกมะลิ 105

การเก็บรักษาข้าวขาวดอกมะลิ 105

มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้

  1. เมล็ดจะต้องสะอาดปราศจากสิ่งเจือปน ไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคและแมลงศัตรู
  2. เมล็ดแห้ง มีความชื้นไม่เกิน 14 เปอร์เซ็นต์
  3. ยุ้งฉางจะต้องสะอาด มีตาข่ายป้องกันนก หนู และศัตรูอื่น ๆ อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีหลังคาปิด กันแดดและกันฝน
  4. ถ้าเก็บรักษาโดยการบรรจุกระสอบควรใช้ไม้รองกระสอบควรสูงจากพื้นประมาณ 5-6 นิ้ว เพื่อ ป้องกันความชื้นจากพื้นดินหรือซีเมนต์

Source :

No Comments

Post A Comment