การปลูกสตรอว์เบอร์รี

การปลูก strawberry

25 ต.ค. 2017 การปลูกสตรอว์เบอร์รี

ใกล้ช่วงหน้าหนาวเข้ามาแล้ว ผลไม้ยอดนิยมช่วงอากาศน้ำบ้านเราก็คงหนีไม่พ้น สตรอว์เบอร์รี และเหมือนเดิมสำหรับความเคยชินที่ผ่านมามักจะเขียน สตรอเบอรี่ กันแบบนี้ แต่ขอให้ตามราชบัณฑิตยสถานที่ถูกต้องแล้วกันเน๊อะ นั้นคือต้องเขียนว่า สตรอว์เบอร์รี สำหรับในอดีตนั้นสตรอว์เบอร์รีถูกนำมาส่งเสริมให้กับชาวเขาปลูกทดแทนยาเสพติด แก้ปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย แต่ในปัจจุบันมีการปลูกเพื่อการค้าอย่างแพร่หลาย  โดนสตรอว์เบอร์รีเป็นพืชที่น่าสนใจตรงที่มีผลการตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น โดยลงทุนปลูก 1 ไร่ก็ได้ผลผลิตมากถึง 2500 – 3000 กก. กันเลยทีเดียว ราคาขายก็อยู่ประมาณ 40-50 บาทโดยประมาณ (ราคาหน้าสวน) และนอกจากนี้ยังมีการปลูกส่งขายเป็นผลไม้ส่งออกอีกด้วย อ่านข้อมูลคราวๆแล้วน่าสนใจใช่ไหมละครับ ชาวเว็บไซต์เกษตรอินทรีย์

ในด้านของการรับซื้อสตรอเบอรี่โดยโครงการหลวงนั้น จะมีการกำหนดราคาโดยสายพันธุ์ และคุณภาพผลผลิต โดยโครงการหลวงจำนำสตรอว์เบอร์รีไปบรรจุและส่งไปจำหน่ายยังซุปเปอมาร์เก็ตและส่วนหนึ่งนำไปแปรรูป ส่วนใหญ่ เกษตรกรต้องการขายผลผลิตในตลาดสด เนื่องจากได้รับราคาสูงกว่าจำหน่ายให้กับโรงงาน โดยสายพันธุ์ที่แนะนำให้เกษตกรปลูกคือพันธุ์พระราชทาน 72 และ 80

ลักษณะทั่วไปของสตรอว์เบอร์รี

Strawberry: Fragaria ananassa เกิดจากการผสมข้ามระหว่าง F.chiloensis และ F.virginiana อยูในวงศ์ Rosaeae มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ เป็นพืชเขตหนาว อายุ 3 ปี ประกอบด้วย

ลำต้น แตกกอเปนพุ่มเตี๊ย ๖-๘ นิ้ว ทรงพุ่มกวาง๘-๑๒ นิ้ว สูง ๖-๘ นิ้วขึ้นอยูกับสายพันธุ์และฤดูปลูก ส่วนยอดส่วนที่ติดอยู่ระหว่างรากกับใบเรียกว่าเหง้า (crown) ซึ่งเป็นลำต้นสั้น ส่วนบนของลำต้นประกอบด้วยหูใบ (Leaf axil) ส่วนโคนของหูใบจะมีไหล่ (runner)เจริญออกมา สามารถพัฒนาเป็นต้นอ่อน(daughter plant)

ใบ เปนแบบกลุ่มประกอบด้วย ใบย่อย ๓ ใบ ขอบใบ มีก้านใบยาว แต่ละต้นจะมีใบมากกว่า ๑๐ เจริญสลับกันแต่ละใบจะมีชีวิตอยู่นาน ๑-๓ เดือน ปกติจะมีใบใหม่ทดแทนอยู่ตลอดฤดูกาลผลิต

ลักษณะลำต้นและใบของ Strawberry

 

ลักษณะไหลของ Strawberry

 

ระบบราก เป็นพืชที่มีระบบรากตื้น เมื่อย้ายปลูกพืชจะสร้างรากที่แข็งแรง(peg root) ซึ่งจะมีอายุประมาณ ๓-๔ อาทิตย์ หลังจากนั้นรากที่เจริญขึ้นมาใหม่อาจเป็นแบบกึ่งถาวร มีอายุนานกว่าหนึ่งฤดูปลูก หรืออาจเป็นราก ชั่วคราว (อายุ๑- ๗ วัน) ซึ่งจะเจริญในระดับความลึก ๓-๖ นิ้ว หรืออาจเจริญลึก ๑๒ ในดินที่ร่วนซุย เนื่องจากเหงา จะเจริญสูงขึ้น ดังนั้นรากจะเจริญสูงขึ้นเหนือระดับดินตามอายุพืช

ตาดอก เจริญจากตายอด ซึ่งเกิดจากเหง้าที่เจริญขึ้นมาใหม่ เมื่อได้อุณหภูมิต่ำกวา๑๕ องศา ช่วงแสงสั้น (ต่ำกว่า ๑๐ชั่วโมง/วัน) ชักนำให้เกิดการเจริญของดอก แต่ละต้นมีช่อดอก ๔-๗ ช่อและแต่ละช่อจะมีดอก ๕-๑๐ ดอก ดอกจะมีกลีบเลี้ยง ๕ กลีบ และกลีบดอก ๕ กลีบ แต่ในดอกขนาดใหญ่อาจจะมีมากกว่านี้ ในอุณหภูมิ กลางวัน/กลางคืน สูงกวา ๒๒.๒ องศา/๒๑.๑ องศา ช่อดอกจะชะงักการเจริญ

ผล เป็นแบบผลกลุ่ม (aggregate fruit) มีเมล็ดอยู่ด้านนอกหรือเปลือกของผล ขนาดของผลขึ้นอยู่กับ สายพันธุ์ การดูแลรักษา การให้น้ำ เนื่องจากน้ำช่วยในการขยายตัวของเซลล์ การผสมเกสร

ลักษณะดอก Strawberry

ผล Strawberry

 

ส่วนประกอบต่างๆของ Strawberry

ส่วนต่างๆของ Straberry

สายพันธุ์ของ Strawberry

สายพันธุ์ Strawberry มีค่อนข้างมาก ควรเลือกสายพันธุ์ที่มีคุณลักษณะและคุณภาพตามความต้องการของตลาด สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของแปลงปลูกได้ดี ทนต่อโรค แมลง ให้ผลผลิตสูง

โดยทั่วไปพันธุ์ของ Strawberry สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ

  1. Junebearing cultiver เป็นประเภทที่ต้องการอุณหภูมิต่ำ ช่วงแสงสั้นกว่า ๑๐ ชั่วโมงต่อวัน เช่น พันธุ์พระราชทานเบอร์ ๗๐ เบอร์ ๗๒ และ Nyoho เป็นต้น
  2. Everbearing cultiver เป็นประเภทที่ต้องการช่วงแสงยาวกว่า ๑๒ ชั่วโมงต่อวัน ส่วนใหญ่ใช้ในการปลูก นอกฤดู เช่นพันธุ์ Ozark beauty และ Quinault เป็นต้น
  3. Dayneutral cultiver เป็นประเภทที่ออกดอกได้ทั้งสภาพวันสั้นและวันยาว แต่จะมีปัญหาผลิตตรงที่ไหลได้น้อย เช่นพันธุ์ Selva และ  Trista เป็นต้น

 

สายพันธุ์ Strawberry ที่นิยมปลูกในประเทศไทย

มูลนิธิโครงการหลวงเน้นส่งเสริมการปลูก Strawberry พันธุ์ที่มีคุณภาพในการรับประทานสด อันได้แก่

  1. พันธุ์พระราชทาน ๕๐ พระราชทานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นปีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี เป็นพันธุ์ ที่เกิดจากการผสมในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วนำเข้ามาผสมตัวเองตั้งแต่ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สามารถเจริญเติบโต และให้ผลผลิตดีในสภาพอากาศเย็นปานกลาง ทรงพุ่มปานกลางค่อนข้างแน่น ไม่ต้านทานต่อไรแต่ต้านทานราแป้งได้ดี ผลิตมีคุณภาพดีโดยเฉพาะใกล้สุกเต็มที่ น้ำหนักต่อผล ๑๒-๑๘ กรัม รูปร่างเป็นลิ่มสีแดงถึงแดงจัด เนื้อและผลค่อนข้างแข็ง
  2. พันธุ์พระราชทาน ๗๐ พระราชทานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ ๗๐ พรรษา เป็นสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น ใบมีลักษณะกลมใหญ่ และสีเขียวเข้ม ไม่ทนต่อราแป้ง แต่ต้านทานโรคเหี่ยว ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง น้ำหนักต่อผล ๑๑.๕- ๑๓ กรัม ผลมีลักษณะทรงกลมหรือ ทรงกรวย สีแดงสดใสแต่ไม่สม่ำเสมอ เนื้อและผลค่อนข้างแข็ง มีความฉ่ำ มีกลิ่นหอมและรสชาติ
  3. พันธุ์พระราชทาน ๗๒ (เป็นสายพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้ปลูก) พระราชทานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ ๗๒ พรรษา เป็นสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น ชื่อพันธุ์ TOCHOTOME ผลมีขนาดค่อนข้างใหญ่คือ น้ำหนักต่อผล ๑๔ กรัม เนื้อผลแข็งกว่าพันธุ์พระราชทาน๗๐ แต่มีความหวานน้อยกว่าคือ ๙.๓0 Brix มีความสมดุลพอดีระหว่างความเปรี้ยวหวาน มีกลิ่นหอมเมื่อสุกเนื้อภายใน ผลมีสีขาว ผิวผลเมื่อสุกเต็มที่จะมีสีแดงถึงแดงจัด เงาเป็นมันที่ผิวผล ทนต่อการขนส่งมากกว่าสายพันธุ์อื่น
  4. พันธุ์พระราชทาน ๘๐ พระราชทานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา เป็นสายพันธุ์ที่นำเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจากประเทศญี่ปุ่นมาปลูก (เปนสายพันธุ์ที่นำมา ทดลองปลูกที่สถานนีวิจัยเกษตรหลวงอ่างขาง) ต้องการความสูงตั้งแต่ ๘๐๐ เหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป อุณหภูมิ เฉลี่ย ๑๖ องศา – ๒๐ องศา ไม้นอยกว่า ๓๐ วัน มีลักษณะเด่นกว่าพันธุ์อื่นๆคือ เมื่อสุกมีกลิ่นหอม และมีรสชาติหวานกว่า ผลมีลักษณะทรงกรวยถึงกลมปลายแหลม น้ำหนักต่อผล ๑๒- ๑๕ กรัม เนื้อผลแน่นสีแดงสด ลักษณะของใบ จะเป็นรูปกลม ขอบใบหยักคลายฟันเลื่อย สีเขียวปานกลาง ทรงพุ่มตั้งตรง ต้านทานต่อโรคแอนแทคโนส และ ราแป้งไดดี
  5. พันธุ์๓๒๙ เป็นสายพันธุ์ที่กรมสงเสริมการเกษตรใช้ในการส่งเสริมเกษตรกร มีลักษณะผลใหญ่ รสชาติ หวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอม เนื้อแข็งสะดวกต่อการขนส่ง มีลักษณะใบกลมและหนา
  6. และยังมี พันธุ์พระราชทาน ๘๘ ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์พระราชทาน 80 และพันธุ์พระราชทาน 60 โดยได้ทาการผสมพันธุ์ ในโครงการวิจัย โครงการปรับปรุงพันธุ์ และทดสอบพันธุ์สตรอเบอรี่ เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๐ มีระบบรากที่ดี รากพิเศษ (adventitious root) เริ่มเจริญจากส่วนลาต้นและเจริญอย่างรวดเร็ว ความสูงของทรงพุ่ม 25-30 เซนติเมตร ความกว้างทรงพุ่ม 20-30 เซนติเมตร ผิวผลสีส้มแดงถึงแดงสด เนื้อสีแดงสลับขาว ความแน่นของเนื้อผล (firmness) ค่อนข้างดี รสชาติดีมาก รสหวาน มีกลิ่นหอม และหอมจัดเมื่อผลสุกเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของสตรอเบอรี่มากยิ่งขึ้น น้าหนักผลเฉลี่ย ๑๗-๒๐ กรัม

ลักษณะ Strawberry พันธุ์พระราชทาน ๗๒

ลักษณะ Strawberry พันธุ์พระราชทาน ๗๒

ลักษณะ Strawberry พันธุ์พระราชทาน ๗๒

 

ลักษณะ Strawberry พันธุ์พระราชทาน ๘๐

ลักษณะ Strawberry พันธุ์พระราชทาน ๘๐

ลักษณะ Strawberry พันธุ์พระราชทาน ๘๐

 

ลักษณะ Strawberry พันธุ์๓๒๙

ลักษณะ Strawberry พันธุ์๓๒๙

ลักษณะ Strawberry พันธุ์๓๒๙

 

ลักษณะ Strawberry พันธุ์พระราชทาน ๘๘

ลักษณะ Strawberry พันธุ์พระราชทาน ๘๘

ลักษณะ Strawberry พันธุ์พระราชทาน ๘๘

ลักษณะ Strawberry พันธุ์พระราชทาน ๘๘

การขยายพันธุ์ Strawberry

  1. การใช้ต้นไหล ส่วนใหญ่การขยายพันธุ๋สตรอเบอรี่จะใช้วิธีนี้ ซึ่งปฏิบัติกันมาแต่ดั้งเดิมโดยการขยายต้น ไหลจากต้นแม่ที่สามารถให้ไหลได้ดี ต้นแม่ ๑ ต้น สามารถผลิตไหลได้ถึง ๑,๐๐๐ ต้น แต่โดยทั่วไปจะมี ๒๕ – ๕๐ ต้น ต้นไหลจะออกมากที่สุดหลังฤดูเก็บเกี่ยวคือชวงฤดูฝน
  2. การแยกต้น การแบ่งส่วนของลำต้นที่มีราก มีประโยชน์สำหรับพันธุ์ที่ไม่ออกไหล หรือพันธุ์ที่ออกไหล ไม่ดีซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ป่า
  3. การใช้เมล็ด เมล็ดของสตรอเบอรี่โดยทั่วไปมีความงอกพอใช้ได้ แต่สายพันธุ์สตรอเบอรี่ไม่สามารถ ผสมพันธุ์ให้เหมือนพันธุ์เดิม วิธีนี้จึงมักใช้ในการพัฒนาพันธุ์ใหม่ๆ นอกจากนั้นยังใช้ในกรณีที่ไม่มีการผลิตไหล
  4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เนื่องจากปัญหาไวรัสเข้าทำลายพืชและสามารถแพร่ระบาดทางไหล ทำให้การ เจริญเติบโตต่ำ จึงได้มีการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้สามารถผลิตต้นพันธุ์ที่ปลอดโรคได้จำนวนมาก อย่างรวดเร็ว

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของ Strawberry

อุณหภูมิ อุณหภูมิเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของ Strawberry คืออุณหภูมิกลางวัน ๒๔ องศา กลางคืน ๑๘ องศา หรืออุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๗ องศา – ๒๐ องศา

แสง ความเข้มแสงที่เหมาะสมคือมากกว่า ๔,๐๐๐ แรงเทียน ในด้านช่วงแสงที่เหมาะสมคือ ๘ ชั่วโมงต่อวัน

ดิน ดินที่ใช้ปลูก Strawberry ควรเป็นดินร่วนปนทรายมีการระบายน้ำดี มีความเป็นกรดเล็กน้อย pH ประมาณ ๕.๕ – ๖.๕ ความลึกของหน้าดินอย่างน้อย 30 เซนติเมตร

 

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของ Strawberry

ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิต่ำ ช่วงแสงสั้น หรือปลายเดือนกันยายนจนถึงตุลาคม เนื้อเยื่อเจริญจะ เปลี่ยนตาใบเป็นตาดอก โดยเริ่มพัฒนาเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า๒๔ องศา อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ ๑๒ องศา ในด้านช่วงแสง เมื่อช่วงแสงต่ำกว่า ๑๐ ชั่วโมงต่อวันจะกระตุ้นการพัฒนาตาดอก ช่วงแสงที่เหมาะสมคือ ๘ ชั่วโมงต่อวัน แต่การ เจริญของดอกและช่อดอกต้องการอุณหภูมิสูง และช่วงแสงยาว

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของ Strawberryการปลูกและการดูแลรักษา Strawberry

การเตรียมแปลงปลูก การปลูกควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ ที่เคยปลูกพืชตะกูลพริกและแตงมาก่อนรวมทั้งพืชบาง ชนิดเช่นมะเขือ และมันฝรั่ง ซึ่งพืชเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมไวรัส หรือถ้ามีการปลูกพืชตระกูลดังกล่าวควรเป็นพื้นที่ ที่หยุดการปลูกมาแล้ว 3 ปี ซึ่งก่อนเตรียมแปลงปลูกในเดือนเมษายน จะมีการปลูกพืชตระกูลถั่วบำรุงดิน ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างข่าง ใช้ถั่วพุ่มดำเนื่องจากมีความต้องการน้ำน้อย เมื่อถึงเดือนมิถุนายนถั่วจะออกดอกจึงทำ การไถกลบ ในเดือนกรกฎาคมจึงทำการเตรียมแปลงปลูกโดยหว่านปูนขาวอัตรา ๖๐-๘๐ กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อปรับ สภาพดิน (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน) พร้อมไถดะ ไถแปร เพื่อพลิกดิน พึ่งดินไว้ประมาณ ๒ สัปดาห์ เพื่อกำจัดศัตรู Strawberry และวัชพืช หลังจากนั้นจึงนำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ผสมเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ในอัตรา ๒-๒.๕ ตันต่อไร่ คลุกลงในดินลึก๒-๓ นิ้ว ก่อนขึ้นแปลงปลูก เตรียมแปลงปลูกแบบยกร่องให้ฐานกว้าง ประมาณ 60-75 เซนติเมตร สูงประมาณ ๒5- ๓๐ เซนติเมตร สันแปลงกว้างประมาณ 45-๕๐ เซนติเมตร

 

การปลูกและการดูแลรักษา Strawberry

การเตรียมแปลง Strawberry

การเตรียมแปลง Strawberry

 

ตัวอย่างแปลง Straberry

ตัวอย่างแปลง Strawberry

ตัวอย่างแปลง Strawberry

ตัวอย่างแปลง Strawberry

ตัวอย่างแปลง Strawberry

ตัวอย่างแปลง Strawberry

ตัวอย่างแปลง Strawberry

 

การคลุมแปลง เนื่องจากสตรอเบอรี่มีระบบรากตื้น พืชจะเหี่ยวได้ง่ายเมื่อหน้าดินขาดความชื้นจำเป็นต้อง คลุมแปลงปลูกด้วยวัสดุ เพื่อป้องกันหน้าดินแห้งและรักษาความชุ่มชื้นในดิน ควบคุมวัชพืช ลดการระบาดของโรค ทางใบ รวมทั้งป้องกันไม่ให้ผล Strawberry เกิดการเสียหายเนื่องจากสัมผัสกับดิน โดยทำการคลุมก้อนปลูกหรือหลัง ปลูกได้ ๑-๒ สัปดาห์ ซึ่งวัสดุคลุมแปลงแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ดังนี้

  • ฟางข้าว หาง่ายในท้องถิ่น ราคาถูกแต่มักย่อยสลายได้เร็วต้องคอยใส่ฟางข้าวเพิ่มเติมหลังปลูก และมักพบบ่อยว่าผลผลิตเน้าเสียช้ำง่ายเนื่องจากฟางข้าวหลงติดไปกับผลสตรอเบอรี่ ทำความสะอาดยากซึ่งเป้นปัญหากับ การส่งออก
  • ใบตองตึงหรือใบตองเหียง ที่ทำเป้นตับเช่นเดียวกับที่ใช้มุงหลังคเป็นวัสดุคลุมแปลงที่นิยมใช้ มีอายุคงทน กว่าฟางข้าว โดยนำมาคลุมทั้งสองด้านของแปลง ชิดกับต้นที่ปลูกเป็นแถว จะที่ว่างสำหรับให้น้ำให้ปุ๋ยได้ แล้วใช้ไม้ ไผ่ตอกประกับตามแนวยาวเพื่อยึดใบตองตึงกับพื้นดิน
  • พลาสติก มีหลายประเภทเช่นพลาสติกสีเงิน-ดำ มีลักษณะคือด้านหนึ่งสีดำ อีกด้านสีเงิน โดยเวลาคลุม ต้องเอาด้านสีเงินหันขึ้น เนื่องจากสามารถไล่พวกเพลี้ยไฟต่างๆได้ดี สามารถคลุมวัชพืชได้บางชนิด สำหรับพลาสติก สีดำไม่ควรใช้อย่างยิ่ง เนื่องจากดูดความร้อนทำให้อุณหภูมิดินใต้พลาสติกสูงเป็นอันตรายต่อระบบราก อีกทั้งผลของ สตรอเบอรี่ที่สัมผัสกับพลาสติกดำที่ร้อนจัดจะเสียหายเป็นรอยตำหนิ นอกจากนี้พลาสติกมีราคาแพงทำให้ต้นทุน การผลิตสูง

การคลุมแปลง Strawberry

การคลุมแปลง Strawberry

Strawberry

การคลุมแปลง Strawberry

 

วิธีการปลูก Strawberry

ใช้ระยปลูก ระหว่างต้น ๒๕-๓๐ เซนติเมตร ระหว่างแถว ๓๐-40 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ปลูกแบบ สลับฟันปลา ใช้ต้นไหลประมาณ ๘,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐ ต้นต่อไร่ โดยนำต้นไหลจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ตรงตาม สายพันธุ์ ซึ่งผลิตบนพื้นที่สูง ลำต้นและรากสมบูรณ์แข็งแรง รากสีขาวหรือสีฟางข้าว ควรมีใบไม่น้อยกว่า ๓-๔ ใบ ปลูกโดยให้ระดับรอยต่อรากและลำต้นของต้นไหลพอดีกับระดับผิวดิน ไม่ตื้นเกินไปเพราะรากจะแห้งเร็ว แต่ถ้า ปลูกลึกเกินไปรากจะเน่า ให้หันขั้วไหลด้านที่เจริญจากต้นแม่เข่าหาแปลงเพื่อให้ผลของ Strawberry ออกมาอยู่ด้าน นอกของแปลงซึ่งผลได้จะรับแสงแดดเต็มที่ทำให้รสชาติดี สะดวกต่อการเก็บเกี่ยวและลดปัญหาเรื่องโรคของผลได้ หลังปลูกกดดินให้แน่น อย่าให้มีช่องว่างรอบๆราก

วิธีการปลูก Strawberry

วิธีการปลูก Strawberry

วิธีการปลูก Strawberry

 

การให้น้ำ น้ำที่ใช้ต้องได้มาจากแหล่งที่ไม่มีสภาพแวดล้อมซึ่งก่อให้เกิดการปนเปื้อน และในช่วงหลังย้าย ปลูกสองสัปดาห์แรกต้องระวังเรื่องการให้น้ำ เนื่องจาก Strawberry เป็นพืชที่มีระบบรากตื้น ควรให้น้ำทันทีหลังปลูก เสร็จ เมื่อต้นเติบโตมีระบบรากแข็งแรงให้รดน้ำทุกวันวันละครั้งในกรณีที่ฝนไม่ตก การที่จะทราบว่าควรให้น้ำ มากน้อยเพียงใดนั้นต้องคาดคะเนจากความชื้นของดินอย่างสม่ำเสมอ หากดินแห้งขาดน้ำจะทำให้สตรอเบอรี่ชะงัก การเจริญเติบโต ผลผลิตและคุณภาพต่ำ ระยะวิกฤตเมื่อสตรอเบอรี่ขาดน้ำจะมีผลกระทบต่อผลผลิตคือ ระยะย้าย ต้นกล้าใหม่ ระยะพัฒนาของผล และระยะการเจริญของไหล แต่ถ้าดินชื้นเกินไป มีน้ำขัง รากก็จะเน่า นอกจากนี้การให้น้ำมากเกินไปยังทำให้ลำต้นอวบน้ำ ใบมีขนาดใหญ่ การออกดอกลดลง สีซีด ผลสดนิ่ม เป็นรอยช้ำและเชื้อราเข้าทำลายง่าย

การให้ปุ๋ย ชนิดและปริมาณของปุ๋ยนั้นขึ้นอยู่กับผลการวิเคราะห์ดิน ระยะการเจริญเติบโต สภาพอากาศ ระยะปลูก ตลอดจนปริมาณน้ำ โดยหลักปฏิบัติดังนี้ หลังจากย้ายปลูก ๗ วันให้ปุ๋ยสูตร ๔๖–๐–๐ โดยนำ ปุ๋ยละลายในน้ำในอัตราปุ๋ย ๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หลังย้ายปลูก ๑๕ วัน ให้ปุ๋ยสูตรเดิมในอัตรเดิมอีกหนึ่งครั้ง หลังจากย้ายปลูก ๒๑ วันให้ปุ๋ยสูตร ๑๕–๑๕–๑๕ ในอัตรา ๕-๑๐ กรัมต่อต้น เมื่อย้ายปลูกครบ ๓๐ วัน ให้ปุ๋ย สูตร ๑๒-๒๔-๑๒ อัตรา๑๐-๑๒ กรัมต่อต้น และช่วงติดผลคือประมาณ ๔๕ วันให้ปุ๋ย ๑๓ –๑๓– ๒๑ ในอัตรา ๑๐ กรัมต่อต้น ฉีดปุ๋ยเกล็ดสูตร ๑๐-๒๐-๓๐ เสริม หลังจากเก็บเกียวผลผลิตชุดแรกให้ฉีดปุ๋ยเกล็ดสูตร ๑๑-๔๕-๑๑ เพื่อกระตุ้นดอกชุดที่สอง และควรฉีดพ้นธาตุอาหารเสริม ได้แก่แคลเซียม แมกนีเซียม และโบรอน เป็นต้น ในอัตราที่ฉลากกำหนดอย่างน้อยเดือนละครั้งตลอดช่วงการปลูก

การดูแลรักษา หมั่นสำรวจแปลงโดยสำรวจชนิดและปริมาณศัตรูเข้าทำลายสตรอเบอรี่ทุก ๗-๑๐ วัน ตั้งแต่หลังปลูกจนสิ้นสุดฤดูการปลูก นอกจากนี้ยังต้องหมั่นกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากเป็นแหล่งสะสมโรค และแมลงที่ทำความเสียหายแก่สตรอเบอรี่ ต้องตัดแต่งใบและลำต้นที่ไม่สมบูรณDออกซึ่งแต่ละกอควรมีจำนวนต้น ๓-๕ ต้น อย่าทิ้งเศษพืชไว้ในแปลงปลูกเพราะเป็นแหล่งสะสมโรค ควรเก็บเศษพืชไปเผาทำลาย หรือฝังดิน ในช่วงออกดอกควรเด็ดดอกที่ไม่สมบูรณ์ออกเพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูง ไม่ควรให้สตรอเบอรี่แตกกอมากเกินไป อยู่ที่ประมาณ 3 ต้นต่อกอ

การติดดอกออกผล ต้นสตรอเบอรี่จะเริ่มแทงช่อดอกเมื่ออุณหภูมิเริ่มต่ำลงและช่วงแสงสั้น คือประมาณ หนึ่งเดือนหลังปลูกจะเริ่มแทงช่อดอกชุดแรก ดอกชุดแรกควรเด็ดทิ้งเพื่อให้ธาตุอาหารไปเลี้ยงลำต้นลำต้นสมบูรณD เสียก่อน โดยลำต้นที่สมบูรณ์ จะให้ดอกที่สมบูรณ์และต่อเนื่อง โดยลำต้นที่สมบูรณDจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒ เซนติเมตร เมื่อดอกบานจะมีการผสมเกสร ประมาณหนึ่งเดือนหลังเกสรได้รับการผสมผลผลิตจะเริ่มทยอยออก พร้อมให้เก็บเกี่ยวได้

การเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยวผลผลิตต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ ข้อกำหนดเชิงคุณภาพของสตรอเบอรี่เพื่อตลาดบริโภคสด

  • ผลสตรอเบอรี่ต้องสะอาด มีสีสด ความแน่นเนื้อและความหวานสูง ผิวเป็นมัน รูปทรงของผล ปกติไม่บิดเบี้ยว การเรียงตัวของเมล็ดเป็นระเบียบ มีกลิ่นหอม และมีกลีบเลี้ยงติดมาด้วย กลีบเลี้ยงสี เขียวไม่แห้ง
  • ผลไม้มีรอยแผล เน่า ช้ำหรือเชื้อรา หรือมีศัตรูพืชติดมา
  • ควรเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีสีแดงอย่างน้อย ๗๕ เปอร์เซ็น
  • ผลสตรอเบอรี่ที่อยู่บรรจุในภาชนะเดียวกัน ควรมีสีและขนาดสม่ำเสมอกัน

การเก็บเกี่ยวตอนเช้าตรู่ถึงตอนสายที่แสงแดดยังไม่แรง และอุณหภูมิไม่สูงจนเกินไป โดยเก็บผลที่มีสีแดง เกิดขึ้น๖๐-๘๐เปอรDเซนตD เพื่อให้ได้รถชาติหวานและมีกลิ่นหอม โดยใช้เล็บหัวแม่มือและนิ้วชี้เด็ดออกจากขั้วใส่ลง ในภาชนะที่สะอาด และป้องกันการช้ำเสียหายได้ เมื่อเก็บแล้วไม่ควรให้ผลถูกแสงแดดนานเกิน ๑๐ – ๑๕ นาที เนื่องจากสตรอเบอรี่มีอัตราการหายใจสูง เมื่อถูกแสงแดดจะทำให้ผลเน่าเร็ว รีบนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้วมาคัด คุณภาพในที่ร่มอีกครั้งโดยคัดผลที่ไม่ตรงสายพันธุ์ ระยะเก็บเกี่ยวไม่ถูกต้อง มีตำหนิ สุกเกินไปหรือมีศัตรูพืชติด ออกจากผลผลิตคุณภาพดี ทำการแยกผลตามชั้นมาตรฐานคุณภาพโดยให้ผลในแต่ละเกรดมีขนาดสม่ำเสมอกันดังนี้

  • เกรดพิเศษ น้ำหนักผล ๒๕ กรัมขึ้นไป
  • เกรด ๑ น้ำหนัก ๑๕-๒๕ กรัม
  • เกรด ๒ น้ำหนัก ๑๑-๑๕ กรัม
  • เกรด ๓ น้ำหนัก ๙-๑๑ กรัม
  • เกรด ๔ น้ำหนัก ๗-๙ กรัม

วิดีโอเกี่ยวกับ Strawberry

 

Save

Save

Save

Save

No Comments

Post A Comment