การปลูกสร้างสวนป่าไม้สัก

Zemanta Related Posts Thumbnail

26 ส.ค. 2011 การปลูกสร้างสวนป่าไม้สัก

การปลูกไม้สัก, ป่าไม้สัก, ไม้สักการปลูกสร้างสวนป่าไม้สักในประเทศไทยได้เริ่มมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ตามประวัติที่ ปรากฏ เมื่อปี พ.ศ.2449 พระยาวันพฤกษ์พิจารณ์ ได้ทำการทดลองปลูกสวนสักโดยอาศัยชาวไร่ หรือที่เรียกว่า Taungya system โดยวิธีหยอดเมล็ดลงหลุมตามแบบที่พม่าใช้ได้ผลมาแล้ว (มณที, 2527) จากการทดลองครั้งแรกซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จึงได้มีการขยายการปลูกสร้างสวนป่าไม้สักเพิ่มขึ้นในระยะต่อมา การปลูกสร้างสวนป่าไม้สักที่ถือว่าเป็นการปลูกอย่างจริงจังนั้น ได้เริ่มในปี พ.ศ. 2453 ที่จังหวัดแพร่ โดยปลูกที่สวนสักแม่พวก อำเภอเด่นชัย เนื้อที่ 66 ไร่ และที่สวนสักแม่จั๊วะ อำเภอสูงเม่น เนื้อที่ 197 ไร่ ซึ่งการปลูกทั้งสองแห่งยังใช้วิธีหยอดเมล็ดเช่นเดิม อย่างไรก็ตามการปลูกป่าดังกล่าวยังไม่มีการจัดงบประมาณให้โดยตรง ต่อมารัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปลูกสร้างสวนป่าเป็นอย่างมาก จึงได้กำหนดเป็นนโยบายไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504 – 2509) เป็นต้นมา โดยมีงบประมาณสำหรับดำเนินการโดยตรง ในแผนฉบับที่ 1 นี้ กำหนดให้ปลูกไม้สักปีละ 5,000 ไร่ ไม้กระยาเลยปีละ 8,000 ไร่ รวมพื้นที่สวนป่าที่กำหนดให้ปลูกปีละ 13,000 ไร่ นั้นคือตลอดระยะเวลา 6 ปี ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 นี้ รัฐจะต้องปลูกสวนป่าเป็นจำนวน 78,000 ไร่ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2510 – 2514) กำหนดให้ปลูกไม้สักปีละ 15,000 ไร่ (ระหว่างปี 2510 – 2511) และปีละ 20,000 ไร่ (ระหว่างปี 2512 – 2514) ส่วนไม้กระยาเลยกำหนดให้ปลูกปีละ 10,000 ไร่ ดังนั้นในเวลา 5 ปี ของแผนฯ 2 จะต้องปลูกสร้างสวนป่าให้ได้ทั้งสิ้น 140,000 ไร่ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515 – 2519) กำหนดไว้ว่า “จะทำการปลูกสร้างสวนป่าไม้สักในที่ดินรกร้างว่างเปล่า หรือในที่ที่มีสภาพป่าเสื่อมโทรม มีเป้าหมายทำการปลูกป่าปีละ 20,000 ไร่ และทำการปลูกป่าไม้กระยาเลยในที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือป่าที่มีสภาพเสื่อมโทรมเช่นกัน โดยทำการปลูกปีละ 10,000 ไร่ และปลูกป่าเพื่อปรับปรุงต้นน้ำ 92,500 ไร่” ดังนั้น สวนป่าซึ่งกำหนดจะปลูกตลอดระยะเวลา 5 ปี ของแผนฯ ฉบับที่ 3 นี้จึงมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 242,500 ไร่ โดยแยกเป็นป่าเศรษฐกิจ 150,000 ไร่ และป่าเพื่อป้องกันภัย 92,500 ไร่ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 – 2524) กำหนดให้ปลูกสร้างสวนป่าปีละ 500,000 ไร่ รวมระยะเวลา 5 ปี เป็นเนื้อที่ 2,500,000 ไร่ โดยมิได้กำหนดแยกประเภทว่าเป็นป่าชนิดใดบ้าง แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525 – 2529) กำหนดให้ดำเนินการปลูกป่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นปีละ 300,000 ไร่ โดยเน้นให้เอกชนเป็นผู้ปลูกและรัฐเป็นผู้ควบคุมดูแลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการในบริเวณป่าเสื่อมโทรม รวมตลอดถึงการปรับปรุงและปลูกป่าชายเลนในบริเวณที่มีศักยภาพต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งทะเล ส่งเสริมให้มีการปลูกไม้โตเร็วเพื่อใช้ประโยชน์ในการทำไม้ฟืน รวมทั้งการช่วยป้องกันการพังทะลายของดิน ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530 – 2534) กำหนดให้แบ่งพื้นที่ป่าออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. ป่าเพื่อการอนุรักษ์ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและป่าต้นน้ำชั้น 1 2. ป่าเพื่อเศรษฐกิจ ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ที่สามารถใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ กำหนดให้มี 25% ของพื้นที่ประเทศ โดยสนับสนุนให้มีการดำเนินการ : –

2.1 ปลูกป่าไม้โตเร็ว และสวนผลไม้

2.2 ปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ สนับสนุนให้มีการปลูกไม้สักทั้งภาครัฐและเอกชน

2.3 การปลูกป่าชุมชน ให้องค์กรประชาชนท้องถิ่นร่วมมือกันปลูกป่าโดยเน้นพันธุ์ไม้เอนกประสงค์

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535 – 2539) ในแผนนี้ไม่ได้กำหนดพื้นที่ปลูกป่าไว้แน่นอน แต่กำหนดให้มีพื้นที่อนุรักษ์ 25% ของพื้นที่ประเทศ และได้กำหนดเป็นแผนพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ไว้ดังนี้

1. สนับสนุน ส่งเสริม และขยายบทบาทประชาชน องค์กรประชาชนในการเข้ามาดูแล รักษา อนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน

2. การพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลน ให้จัดทำแผนปฏิบัติการ การจัดการและใช้ประโยชน์ป่าชายเลน

3. การประสานนโยบายอนุรักษ์ป่าไม้ กับการจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้มีความสมดุลย์ โดยเฉพาะการสร้างถนน เขื่อน และอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและการอนุรักษ์ป่า

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 – 2544) แผนนี้มีวัตถุประสงค์ที่เด่นชัดข้อหนึ่ง คือ “เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีความสมบูรณ์ สามารถสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน” ซึ่งมีเป้าหมายของแผนคือ “อนุรักษ์และฟื้นฟู บูรณะพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ไว้ให้ได้ไม่น้อยกว่า 25% ของพื้นที่ประเทศ รวมทั้งรักษาป่าชายเลนให้คงไว้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านไร่ ในปีสุดท้ายของแผน 8” แผนนี้หลักใหญ่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน และชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เช่น กำหนดให้มี : –

1. การรณรงค์ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกให้แก่ประชาชนและองค์กรชุมชน ให้ตระหนักถึงผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

2. การเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผน ตัดสินใจ และติดตามประเมินผลในโครงการของรัฐ ที่จะมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

3. การออกพระราชบัญญัติป่าชุมชนซึ่งเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย

4. การส่งเสริมองค์กรชุมชนและท้องถิ่น ในการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

แม้จะไม่มีการกำหนดพื้นที่การปลูกป่าไว้อย่างแน่นอน แต่ก็มีกิจกรรมที่มุ่งฟื้นฟู บูรณะพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์และให้มีการปลูกป่าชุมชนและเอกชนไว้ด้วย จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า รัฐได้เล็งเห็นความสำคัญของการปลูกสร้างสวนป่ามาตลอดและพยายามกำหนดให้มีการปลูกสร้างสวนป่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนั้นยังแจกแจงการปลูกป่าออกไปตามวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อเศรษฐกิจและเพื่อการป้องกัน รวมถึงการส่งเสริมให้เอกชนปลูกสร้างสวนป่าด้วย และจะเห็นว่าไม้สักได้รับการส่งเสริมให้มีการปลูกสร้างสวนป่ามาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เอกสารฉบับนี้จะกล่าวถึงการปลูกสร้างสวนป่าไม้สักโดยเฉพาะ

No Comments

Post A Comment