การปลูกแตงกวาและบำรุงรักษาให้ได้ผลิตที่ดี

การปลูกแตงกวาและบำรุงรักษา

10 พ.ย. 2016 การปลูกแตงกวาและบำรุงรักษาให้ได้ผลิตที่ดี

เป็นผักที่เรียกได้ว่าขายดีตลอดเวลา ทั้งร้านอาหาร หรือตามบ้านเรือนก็ซื้อไว้รับประทานกัน เป็นผักที่ใครๆก็ทานได้ แล้วเว็บไซต์เกษตรอินทรีย์จึงได้หยิบมาแนะนำกัน เพื่อจะได้เป็นความรู้ต่อไปสำหรับผักเจ้าประโยชน์อย่างแตกกว่านั้นเอง..

แตงกวา เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับแตงโม ฟักทอง บวบ มะระ นํ้าเต้า ซึ่งมีการปลูกกัน อย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศ มีอายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวสั้น โดยใช้เวลาเพียง 30-45 วัน หลังจากปลูกเมื่อเปรียบเทียบรายได้จากการปลูกแตงกวากับพืชอื่นๆ หลายชนิดแล้ว แตงกวาเป็นพืช หนึ่งที่สามารถทำ รายได้ดีทีเดียว สำ หรับในแง่ของผู้บริโภคแล้ว แตงกวาที่สามารถนำ ไปปรุงอาหารได้ มากมายหลายชนิด เช่น การนำ ไปแกงจืด ผัด จิ้มนํ้าพริก หรืออาจแปรรูปเป็นแตงกวาดอง จะเห็นได้ว่า แตงกวาเป็นพืชที่เข้ามามีบทบาทต่อการค้าทั้งในและต่างประเทศ

ประวัติความเป็นมาของ “แตงกวา”

แตงกวามีถิ่นกำ เนิดในประเทศอินเดีย มีการบันทึกประวัติการปลูกมากกว่า 3,000 ปี และมี การปลูกในประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อก่อน2,000 ปี โดยนำ ผ่านเอเซียกลางและตอนเหนือ ของทวีปแอฟริกาในศตวรรษที่ 6 ได้นำ ไปปลูกในประเทศจีนโดยสันนิษฐานว่าได้นำ เข้าประเทศจีน สองทาง คือ เส้นทางสายไหม โดยผ่านประเทศในเอเซียตะวันออกไปภาคเหนือของประเทศจีน ส่วนอีก เส้นทางโดยผ่านประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ได้แก่ พม่า ไทย ลาว ไปสู่ทางภาคใต้ของประเทศจีน ในตวรรษที่ 9-14 ได้นำ ไปปลูกในทวีปยุโรปและได้รับการพัฒนาพันธุ์ต้นศตวรรษที่ 19 ได้รับการ พัฒนาพันธุ์ให้เหมาะสมต่อการปลูกได้ในโรงเรือน ศตวรรษที่ 15-16 ได้นำ ไปปลูกในทวีปอเมริกา กลางและอเมริกาเหนือ และได้รับการพัฒนาพันธุ์อย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันแตงกวาเป็นผักที่นิยมบริโภคทั่วโลก ทั้งในสภาพการบริโภคสดและแปรรูป

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของ “แตงกวา”

แตงกวามีจำ นวนโครโมโซม 2n = 14 เป็นพืชผสมข้ามตามธรรมชาติโดยอาศัยลม และ แมลง แต่พบอัตราการผสมตัวเอง 1-47 เปอร์เซ็นต์ โดยธรรมชาติมีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกดอกแต่ อยู่ภายในต้นเดียวกัน เป็นพืชฤดูเดียว เถาเลื้อยหรือขึ้นค้าง

ระบบรากเป็นระบบรากแก้ว (tap root system) รากแขนงเป็นจำ นวนมาก รากสามารถแผ่ทาง ด้านกว้างและหยั่งลงได้ลึกถึง 1 เมตร

ลำต้นเป็นเถาเลื้อยเป็นเหลี่ยม มีขนขึ้นปกคลุมทั่วไป มีข้อยาว 10-20 ซม. มือเกาะเกิดออกมา ตามข้อโดยส่วนปลายของมือเกาะไม่มีการแตกแขนงเป็นหลายเส้นใบมีก้านใบยาว 5-15 ซม. ใบหยาบ มีขนใบมีมุมใบ 3-5 มุม ปลายใบแหลม ใบใหญ่แบบ palmate มีเส้นใบ 5-7 เส้น ดอกเพศเมียเป็น ดอกเดี่ยวเกิดจากบริเวณมุมใบหรือข้อมีกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีเหลือง 5 กลีบ รังไข่มี ลักษณะกลมยาว 2-5 ซม. มีปุ่มนูนของหนามและขนชัดเจนส่วนของยอดเกสรตัวเมียมี 2-5 แฉก ส่วนดอกเพศผู้อาจเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกเหมือนดอกเพศเมีย ละอองเกสร ตัวผู้ 3 อัน และมีก้านชูเกสรสั้นๆดอกเพศเมียและดอกเพศผู้บานในตอนเช้าและพร้อมรับการผสมเกสร ดอกจะหุบตอนบ่ายภายในวันเดียวกัน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของแตงกวา

การเกิดดอกตัวเมียนั้นขึ้นอยู่กับช่วงแสงและอุณหภูมิกล่าว คือ จะเกิดดอกตัวเมียมากกว่า ดอกตัวผู้ ในสภาพช่วงแสงสั้นและมีอุณหภูมิกลางคืนตํ่า ซึ่งตรงกับฤดูหนาวของเมืองไทย

ผลของแตงกวามีลักษณะกลมยาวทรงกระบอก ความยาวผลระหว่าง 5-40 ซม. มีไส้ภายในผล และในปัจจุบันพันธุ์การค้าในต่างประเทศมีการปรับปรุงพันธุ์ที่สามารถติดผลได้ โดยไม่ได้รับการผสม เกสร (parthenocarpic type) โดยภายในผลไม่มีไส้ เนื้อกรอบ และนํ้าหนักต่อผลสูงนิยมทั้งบริโภค ผลสดแปรรูป สีผลมีสีขาว เขียวอ่อน เขียว และเขียวเข้มดำ สีหนามสีขาว แดง นํ้าตาล และดำ

ลักษณะของผลแตงกวา

พันธุ์ของแตงกวาและวิธีการจำแนก

แตงกวาสามารถจำ แนกได้ตามประโยชน์การใช้สอยดังนี้

  1. พันธุ์สำหรับรับประทานสด เป็นพันธุ์ที่มีเนื้อบางและไส้ใหญ่ สีเปลือกเป็นสีเขียวอ่อน ผล มีนํ้ามากเป็นพันธุ์ที่มีทั้งผลเล็กและผลใหญ่ เมื่อผลยังอ่อนอยู่จะมีหนามเต็มไปหมด แต่เมื่อโตเต็มที่ หนามจะหลุดออกเอง พันธุ์ รับประทานสดนี้ไม่เหมาะกับการนำไปดอง
    แตงกวารับประทานสดแบ่งตามขนาดของผลนั้น แบ่งได้เป็น

    1. แตงผลยาว (long cucumber) ที่รู้จักกันในชื่อของแตงร้าน ซึ่งมีความยาวผลอย่าง น้อย 15 ซม. และมีความกว้างผลมากกว่า 2.5 ซม. ส่วนใหญ่ จะมีเนื้อหนาไส้แคบ กรณีที่เป็นพันธุ์ ของไทยนั้น จะมีสีผลสีเขียวแก่ตรงส่วน ใกล้ขั้วผลประมาณ 1/3 ของผลที่เหลือมีจุดประสีเขียวอ่อนหรือ ขาวและ เส้นสีขาวเป็นแถบเล็กๆ ตลอดความยาวไปถึงปลายผล ส่วนพันธุ์ของต่างประเทศนั้นจะมีสี เขียวเข้มสมํ่าเสมอทั้งผล
    2. แตงผลสั้น (short cucumber) ที่รู้จักกันในชื่อของแตงกวา ซงึ่ มคี วามยาวผล 8-12 ซม. และมีความกว้างผลมากกว่า 2.5 ซม. ส่วนใหญ่จะมีเนื้อน้อยไส้กว้าง
  2. พันธุ์อุตสาหกรรม เป็นพันธุ์ที่มีเนื้อหนา ไส้เล็ก บางพันธุ์ก็ไม่มีไส้เลย เปลือกสีเขียวเข้ม เมื่อ นำ ไปดองจะคงรูปร่างได้ดี ไม่ค่อยเหี่ยวย่น แตงกวาพันธุ์นี้มักจะเป็นลูกผสม ผลมักมีรูปร่างผอมยาว ซึ่ง แบ่งตามขนาดได้ดังนี้
    1. แตงผลยาว (long cucumber) เป็นแตงชนิดที่ใช้ทำ แตงดองของญี่ปุ่นและจีน ซึ่งจะต้องมี ความยาวผล 20-30 ซม. และมีความกว้างผล 2-3 ซม. มีเนื้อหนาไส้แคบผิวสีเขียวเข้มตลอดความยาว ของผล มักใช้ดองโดยมีการใช้นํ้าปรุงรสด้วยส่วนผสมของซีอิ้ว
    2. แตงผลสั้น (short cucumber) เป็นแตงชนิดที่ใช้ทำ แตงดองของสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งมี ความยาว 8-12 ซม. และมีความกว้างผล 1.0-5.1 ซม. โดยทั่วไปจะมีอัตราส่วนความยาวต่อความ กว้าง (L/D ratio) มีค่าอยู่ระหว่าง 2.8-3.1 มีเนื้อหนาและแน่น ไส้แคบ ผิวสีเขียวเข้มตลอดความยาว ของผล มักใช้ดองทั้งผล ผ่าตามความยาวและหั่นเป็นชิ้นๆ ตามความกว้างของผลมักดองโดยมีการใช้นํ้า ปรุงรสด้วยส่วนผสมของซีอิ้ว

ลักษณะผลและพันธุ์แตงกวา

พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกแตงกวา

อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกของเมล็ดระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส สามารถเจริญเติบโต ได้ผลดีระหว่างอุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกลางวัน 22-28 องศาเซลเซียส แตงกวา จะชะงักการเจริญเติบโต สำ หรับอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการผสมเกสรนั้นอยู่ระหว่าง 17-25 องศา เซลเซียส

แตงกวาเป็นพืชที่ไม่ต้องการนํ้ามากแต่ขาดนํ้าไม่ได้ โครงสร้างของดินที่ปลูกแตงกวาควรมี ลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย มีการระบายนํ้าดี ควรมีความเป็นกรด ด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 5.5-6.5 ใน สภาพดินที่เป็นดินทรายจัด หรือเหนียวจัด จำ เป็นต้องปรับปรุงบำ รุงดินก่อนการปลูก โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้วและสภาพความเป็นกรดด่างนั้น ควรจะวิเคราะห์หาค่าความ ต้องการปูนก่อนที่จะใช้ปูนขาวเพื่อให้มีการใช้ในปริมาณที่เหมาะสม

การเตรียมดิน ก่อนการปลูกแตงกวา ทำ การไถพรวนดินตากไว้ประมาณ 7-10 วันเพื่อ ทำ ลายวัชพืช และศัตรูพืชบางชนิดที่อยู่ในดิน จากนั้นจึงไถพรวนเก็บเอาเศษวัชพืชออกแล้วเตรียม แปลงขนาดกว้าง 1-1.2 เมตร โดยมีความยาวตามลักษณะของพื้นที่แล้วจึงใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไป ปรับ โครงสร้างของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแตงกวา การเตรียมหลุมปลูกนั้นควรกำ หนด ระยะระหว่างต้นประมาณ 60-80 เซนติเมตร ระหว่างแถวประมาณ 1 เมตร สำ หรับการใส่ปุ๋ยเคมีรอง พื้นนั้นอาจใช้สูตร 15-15-15 ในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ ในบางแหล่งอาจใช้พลาสติกคลุมดิน เพื่อรักษาความชื้นในดิน ป้องกันความงอกของวัชพืช และพลาสติกบางชนิดสามารถที่จะไล่แมลง ไม่ให้เข้ามาทำ ลายแตงกวาได้

การเตรียมพันธุ์ ขั้นตอนการเตรียมพันธุ์ นับว่าเป็นขั้นตอนที่สำ คัญในการปลูกแตงกวา ซึ่งพอ แบ่งได้ดังนี้

  1. การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์แตงกวา ควรคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ ที่มีความสมบูรณ์ ซื้อจากร้านค้าให้เลือกซื้อจากร้านที่เชื่อถือมีการบรรจุหีบห่อเมล็ด ที่สามารถป้องกันความชื้น หรืออากาศ จากภายนอกเข้าไปได้ ลักษณะเมล็ดแตง กวาควรมีการคลุกสารเคมี เพื่อป้องกันศัตรูพืชที่อาจติด มากับเมล็ด และก่อนใช้เมล็ดทุกครั้งควรทำ การทดสอบ ความงอกก่อน
  2. การเตรียมดินเพาะกล้า อัตราส่วนดิน : ปุ๋ยคอก 3:1 และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 0.5 กิโลกรัม ต่อต้นกล้า 1 ไร่ คลุกให้เข้ากัน แล้วบรรจุลงในถุงพลาสติกขนาด 6×10 เซนติเมตร เพื่อ เตรียมสำ หรับหยอดเมล็ดแตงกวาต่อไป
  3. ทำการบ่มเมล็ด โดยนำ เมล็ดบรรจุถุงพลาสติกที่เจาะรูพรุน แช่ในสารละลายเคมีป้องกันและ กำ จัดศัตรูพืช เช่น แคปเทน ออโธไซด์ผสมอัตรา 5 กรัมต่อนํ้า 1 ลิตร แช่เมล็ดนาน 30 นาที เพื่อ ทำ ลายเชื้อราที่ผิวเมล็ด จากนั้นนำ มาแช่นํ้า 4 ชั่วโมง แล้วจึงบ่มในผ้าชุบนํ้าหมาดๆ ซึ่งบรรจุอยู่ในถุง พลาสติกรัดปากถุงให้แน่น บ่มในสภาพอุณหภูมิห้องนาน 24 ชั่วโมง หลังจากรากงอกยาว 0.5 เซนติเมตร จึงนำไปเพาะต่อไป
  4. การหยอดเมล็ดลงถุง นำเมล็ดที่ได้บ่มไว้หยอดลงแต่ละถุง จำ นวนถุงละ 1 เมล็ด แล้วใช้ดิน ผสมหยอดกลบบางประมาณ 1 เซนติเมตร

การดูแลรักษากล้า หลังจากหยอดเมล็ดแล้วให้นํ้าทันที โดยวิธีการฉีดพ่นให้เป็นฝอยละเอียดที่ สุดเท่าที่จะทำ ได้ปริมาณนํ้าที่ให้นั้นไม่ควรให้ปริมาณที่มากเกินไป ในช่วงฤดูร้อนควรจะให้วันละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ให้ตรวจดูความชื้นก่อนการให้นํ้าทุกครั้ง ถุงเพาะกล้านี้ควรเก็บไว้ในที่แดดไม่จัดหรือมีการใช้วัสดุ กันแสงไม่ให้มากระทบต้นกล้ามากเกินเกินไป เมื่อแตงกวาเริ่มงอกให้หมั่นตรวจดูความผิดปกติของ ต้นกล้าเป็นระยะๆ หากมีการระบาดของแมลงหรือโรคพืช ต้องรีบกำ จัดโดยเร็ว และเมื่อต้นกล้ามีใบจริง ประมาณ 3-4 ใบ จะอยู่ในระยะพร้อมที่จะย้ายปลูก

การปลูก วิธีการปลูกแตงกวานั้น พบว่ามีการปลูกทั้งวิธีการหยอดเมล็ดโดยตรงและเพาะกล้า ก่อนแล้วย้ายปลูก การหยอดเมล็ดโดยตรงนั้นอาจจะมีความสะดวกในการปลูก แต่มีข้อเสียคือสิ้นเปลือง เมล็ด หากใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมซึ่งมีราคาแพงแล้ว จะเกิดความสูญเสียเปล่าและเป็นการเพิ่มต้นทุนการ ผลิต รวมทั้งวิธีการหยอดเมล็ดนี้จำ เป็นที่จะต้องดูแลระยะเริ่มงอกในพื้นที่กว้าง ดังนั้นการใช้วิธีการเพาะ กล้าก่อน จึงมีข้อดีหลายประการ อาทิเช่น ประหยัดเมล็ดพันธุ์ ดูแลรักษาง่าย ต้นกล้ามีความสมํ่าเสมอ ประหยัดค่าแรงงานในระยะกล้า เป็นต้น

สำหรับการย้ายกล้าปลูกนั้น ให้ดำ เนินการตามกระบวนการเพาะกล้าตามที่กล่าวแล้ว และเตรียม หลุมปลูกตามระยะที่กำ หนด จากนั้นนำ ต้นกล้าย้ายปลูกลงในหลุม ตามระยะระหว่างต้นและระหว่าง แถวตามที่ได้กำ หนดไว้ โดยการฉีกถุงพลาสติกที่ใช้เพาะกล้าออกแล้วย้ายลงในหลุมปลูก ช่วงเวลาที่จะ ย้ายกล้านั้นควรย้ายช่วงประมาณเวลา 17.00 น. จะทำ ให้ปฏิบัติงานในไร่นาได้สะดวกและต้นกล้า สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น

การให้นํ้า หลังจากย้ายกล้าปลูกแล้ว ต้องให้นํ้าทันที ระบบการให้นํ้านั้นอาจจะแตกต่างกัน ขึ้น อยู่กับสภาพพื้นที่ แต่ระบบที่เหมาะสมกับแตงกวา คือการให้นํ้าตามร่อง เพราะว่าจะไม่ทำ ให้ลำ ต้น และ ใบไม่ชื้น ลดการลุกลามของโรคพืชทางใบ ช่วงเวลาการให้นํ้าในระยะแรกควรให้ 2-3 วันต่อครั้งและ เมื่อต้นแตงกวา เริ่มเจริญเติบโตแล้วจึงปรับช่วงเวลาการให้นํ้าให้นานขึ้น ข้อควรคำ นึงสำ หรับการให้นํ้า นั้นคือ ต้องกระจายในพื้นที่สมํ่าเสมอตลอดแปลง และตรวจดูความชื้นในดินไม่ให้สูงเกินไปจนกลายเป็น แฉะ เพราะจะทำ ให้รากเน่าได้

การใส่ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยในแตงกวานั้น อาจแบ่งเป็นระยะต่าง ๆ ดังนี้

  1. ระยะเตรียมดิน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 ตันต่อไร่ และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 12-24-12 อัตราประมาณ 20-30 กิโลกรัมต่อไร่
  2. หลังย้ายปลูกประมาณ 7 วัน ใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจน เช่น ยูเรีย หรือ แอมโมเนียซัลเฟต ในอัตรา ประมาณ 20 กิโลกรัมต่อไร่
  3. ระยะแตงกวาออกดอก ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 25 วัน หลังจากย้ายกล้า ใส่ปุ๋ยสูตร 15- 15-15 หรือ 12-24-12 อัตรา ประมาณ 20-30 กิโลกรัมต่อไร่

แปลงปลูกแตงกวา

แมลงศัตรูพืชของแตง

ในแตงกวานั้นมีศัตรูที่ทำ ลายแตงกวาแบ่งได้ คือ

แมลงศัตรูแตง แตงกวานั้นเป็นพืชผักชนิดหนึ่งที่มี แมลงศัตรูเข้าทำ ลายมาก และที่พบบ่อยและ ทำ ความเสียหายกับแตงกวามากได้แก่

  1. เพลี้ยไฟ (Thrips : Haplothrips floricola) เป็นแมลงขนาดเล็ก ตัวสีนํ้าตาลอ่อนถึงนํ้าตาลแก่ พบตามยอดใบอ่อน ดอกและผลอ่อน
    การทำลาย ดูดนํ้าเลี้ยงที่ใบ ดอกอ่อน และยอดอ่อน ทำ ให้ใบม้วนหงิกงอ รูปร่างผิดปกติเป็น กระจุก มีสีสลับเขียวเป็นทาง ระบาดมากในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้งฝนทิ้งช่วง นับเป็นแมลงที่เป็นปัญหา สำคัญที่สุดในการปลูกแตงกวา
    การป้องกันกำจัด ให้นํ้าเพิ่มความชื้นในแปลงปลูก โดยให้นํ้าเป็นฝอยตอนเช้าและตอนเย็น จะ ช่วยลดปัญหาของเพลี้ยไฟได้
    ใช้สารฆ่าแมลง คือ สารคาร์โบฟูราน ได้แก่ ฟูราดาน 3 จี หรือ คูราแทร์ 3 จี 1 ช้อนชาต่อหลุม ใส่พร้อมกับการหยอดเมล็ด จะป้องกันได้ประมาณ 2 สัปดาห์
    กรณีที่เริ่มมีการระบาดให้ใช้สารฆ่าแมลง ได้แก่ พอสซ์เมซูโรล แลนเนท ไดคาร์โซล ออลคอล อะ โซดริน โตกุไทออน หรือทามารอน เป็นต้น
  2. เพลี้ยอ่อน (Alphids: Aphids gossypii) เป็นแมลงขนาดเล็ก ลำ ตัวคล้ายผลฝรั่ง มีท่อเล็กๆ ยื่นยาวออกไปทางส่วนท้ายของลำ ตัว 2 ท่อน เป็นแมลงปากดูด ตัวอ่อนสีเขียว ตัวแก่สีดำ และมีปีก
    การทำลาย ดูดนํ้าเลี้ยงที่ใบและยอดอ่อน ทำ ให้ใบม้วน ต้นแคระแกร็น และยังเป็นพาหนะนำ ไว รัสด้วย มักระบาดมากในช่วงอากาศร้อนและแห้งซึ่งเป็นตอนที่พืชขาดนํ้า โดยมีมดเป็นตัวนำ หรือการ บินย้ายที่ของตัวแก่
    การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีป้องกันกำ จัดแมลงเช่นเดียวกับการป้องกันกำ จัดเพลี้ยไฟ
  3. ไรแดง (Red spider mites: Tetranychus spp.)  ลักษณะ ไม่ได้เป็นแมลงแต่เป็นสัตว์ที่มีขา 8 ขา มีขนาดเล็กมาก มองเห็นเป็นจุดสีแดง
    การทำลาย ดูดนํ้าเลี้ยงที่ใบและหยอดอ่อนทำ ให้ใบเป็นจุดด่างมีสีซีด โดยจะอยู่ใต้ใบเข้าทำ ลาย ร่วมกับเพลี้ยไฟ และเพลี้ยอ่อน มักระบาดมากในช่วงอากาศร้อนและแห้งซึ่งเป็นตอนที่พืชขาดนํ้า
    การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีกำ จัดไร ได้แก่ เคลเทน ไตรไทออน หรือ โอไมท์ เป็นต้น
  4. เต่าแตงแดง (Red cucurbit beetle: Aulacophora simills) และเต่าแตงดำ (Black cucurbit beetle: A. frontalis) เป็นแมลงปีกแข็ง ปีกมีสีส้มแดงและสีดำ เข้ม ตัวมีขนาดเล็กยาวประมาณ 0.5-0.8 ซม. อาศัยอยู่ตามกอข้าวที่เกี่ยวแล้วในนาหรือตามกอหญ้า
    การทำลาย กัดกินใบตั้งแต่ระยะใบเลี้ยงจนกระทั่งต้นโต ทำ ให้เป็นแผลและเป็นพาหะของโรค เหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียด้วย ตัวเมียวางไข่บริเวณโคนต้น ตัวหนอนกัดกินราก
    การป้องกันกำจัด ควรทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลง รวมทั้งเศษซากแตงหลังการเก็บเกี่ยว
    ใช้สารเคมีฉีดพ่น ได้แก่ เซฟวิน คาร์โบน๊อกซี-85 หรือ ไบดริน หรือใช้สารเคมีชนิดเม็ด เช่น ฟู ราดาน 3 จี หรือคูราแทร์ 3 จี ใส่หลุมปลูกพร้อมกับการหยอดเมล็ด จะป้องกันเต่าแตงได้ประมาณ 2 สัปดาห์
  5. หนอนกินใบแตง (Leaf eating caterpilla: Palpita indica) และหนอนไถเปลือกหรือหนอนเจาะผล (Fruit boring caterpillar:Helicoverpa armigera) หนอนกัดกินใบแตง มีรูปร่างเรียวยาวประมาณ 2 ซม. สีเขียวอ่อน ตรงกลางสันหลังมี เส้นแถบสีขาวตามยาว 2 เส้น หนอนตัวโตเต็มวัยเป็นผีเสื้อที่มีปีกโปร่งใสตรงกลาง ส่วนหนอนเจาะผลมี ขนาดใหญ่กว่า ลำ ตัวยาวสีเขียวอ่อนถึงสีนํ้าตาลดำ มีรอยต่อปล้องชัดเจน
    การทำลาย กัดกินใบ ไถเปลือกเป็นแผลและเจาะผลเป็นสาเหตุให้โรคอื่น ๆ เข้าทำ ลายต่อได้ เช่น โรคผลเน่า
    การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี เช่น อโซดริน แลนเนท ทามารอน โตกุไทออน บุก หรือ อะโกรน่า เป็นต้น

 

โรคของแตงกวา

แตงกวามีโรคที่เป็นศัตรูสำคัญ ได้แก่

  1. โรครานํ้าค้าง (Downy mildew) หรือที่เกษตรกรนิยมเรียกว่าโรคใบลาย
    เกิดจากเชื้อ Psudoperonospora
    ลักษณะอาการ เริ่มเป็นจุดสีเหลืองบนใบ แผลนั้นจะขยายออกเป็นเหลี่ยมในระหว่างเส้นใบ ถ้าเป็นมากๆ แผลลามไปทั้งใบทำ ให้ใบแห้งตาย ในตอนเช้าที่มีหมอกนํ้าค้างจัดช่วงหลังฝนตกติดต่อกันทำ ให้มีความชื้นสูง ในบริเวณปลูกจะ พบว่าใต้ใบตรงตำ แหน่งของแผลจะมีเส้นใยสีขาวเกาะเป็นกลุ่มและมีสปอร์เป็นผงสีดำ
    การป้องกันกำจัด คลุกเมล็ดแตงด้วยสารเคมีเอพรอน หรือ ริโดมิลเอ็มแซดก่อนปลูกหรือจะนำ เมล็ดมาแช่สารเคมีที่ละลายนํ้าเจือจางเป็นเวลา 3 ชั่วโมงก็ได้ เมื่อมีโรคระบาดในแปลงและในช่วงนั้นมี หมอกและนํ้าค้างมาก ซึ่งควรฉีด Curzate M8, Antrachor สลับกันเพื่อป้องกันการดื้อสารเคมีของเชื้อ
    โรครานํ้าค้า โรคใบด่าง
  2. โรคใบด่าง (Mosaic)
    เชื้อสาเหตุ Cucumber mosaic virus
    ลักษณะอาการ ใบด่างสีเขียวเข้มสลับสีเขียวอ่อนหรือด่างเขียวสลับเหลืองเนื้อใบตะปุ่มตะปํ่า มี ลักษณะนูนเป็นระยะๆ ใบหงิกเสียรูปร่าง
    การป้องกันกำจัด ในปัจจุบันยังไม่มีการใช้สารเคมีหรือวิธีการใดๆ ที่จะลดความเสียหายเมื่อโรคนี้ ระบาด ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดขณะนี้ คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรค เช่น เลือกแหล่งปลูกที่ปลอดจากเชื้อ ไวรัส อาจทำ ได้โดยเลือกแหล่งปลูกที่ไม่เคยปลูกผักตระกูลแตงมาก่อนและทำ ความสะอาดแปลงปลูก พร้อมทั้งบริเวณใกล้เคียงให้สะอาดไม่ให้เป็นที่อาศัยของเชื้อและแมลงพาหะ
  3. โรคผลเน่า (Fruit rot)
    เชื้อสาเหตุ Pythium spp., Rhizoctonia solani, Botrytis cinerea
    ลักษณะอาการ มักเกิดกับผลที่สัมผัสดิน และผลที่แมลงกัดหรือเจาะทำ ให้เกิดแผลก่อนจะพบมาก ในสภาพที่เย็นและชื้น กรณีที่เกิดจากเชื้อพิเที่ยมจะเป็นแผลฉํ่านํ้าเริ่มจากส่วนปลายผล ถ้ามีความชื้นสูง จะมีเส้นใยฟูสีขาวขึ้นคลุม กรณีที่เกิดจากเชื้อไรซ๊อกโทเนียจะเป็นแผลเน่าฉํ่านํ้าบริเวณผิวของผลที่สัมผัส ดิน แผลจะเปลี่ยนจากสีนํ้าตาลแก่และมีรอยฉีกของแผลด้วย ส่วนกรณีที่เกิดจากเชื้อโบทริทิ่สนั้นบริเวณ ส่วนปลายของผลที่เน่า จะมีเชื้อราขึ้นคลุมอยู่
    การป้องกันกำจัด ทำ ลายผลที่เป็นโรค อย่าให้ผลสัมผัสดิน ป้องกันไม่ให้ผลเกิดบาดแผล
  4. โรคราแป้ง (Powdery mildew)
    เชื้อสาเหตุ Oidium sp.
    ลักษณะอาการ มักเกิดใบล่างก่อนในระยะที่ผลโตแล้ว บนใบจะพบราสีขาวคล้ายผงแป้งคลุมอยู่ เป็นหย่อมๆ กระจายทั่วไป เมื่อรุนแรงจะคลุมเต็มผิวใบทำ ให้ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้วแห้งตาย
    การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี เช่น เบนเลท เดอโรซาล Diametan หรือ Sumilex ฉีดพ่นเมื่อพบ การระบาด

 

การเก็บเกี่ยวแตงกวา

อายุการเก็บเกี่ยวของแตงกวานับจากวันปลูกประมาณ 30-40 วัน แล้วแต่พันธุ์แตงกวาสำ หรับ บริโภคสด ควรเลือกเก็บขณะที่ผลยังอ่อนอยู่เนื้อแน่นกรอบ และสังเกตได้จากมีนวลสีขาวเกาะและยังมี หนามอยู่บ้าง ถ้าผลแก่นวลจะจางหาย สีผลเริ่มเป็นสีเหลือง และไม่มีหนาม การเก็บแตงกวาควรทยอย เก็บวันเว้นวัน ไม่ปล่อยให้แก่คาต้น เพราะจะทำ ให้ผลผลิตทั้งหมดลดลง โดยปกติจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ประมาณ 1 เดือน

การเก็บเกี่ยวแตงกวา

 

วิดีโอเกี่ยวกับแตงกวา

 

อ้างอิงจาก :

  • กรมการค้าภายใน. 2531. รายงานการศึกษาเรื่องแตงกวา. กองเศรษฐกิจการเกษตร. กรมการค้าภายใน หน้า 1-65.
  • กมล เลิศรัตน์. 2536. การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก. กองขยายพันธุ์พืช. กรมส่งเสริมการเกษตร หน้า 189-213.
  • จานุลักษณ์ ขนบดี. 2535. การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก. กรุงเทพ: สำ นักพิมพ์โอเยนสโตร์ หน้า 102-125.
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา : สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

Save

Save

No Comments

Post A Comment