การปลูกไม้สักและบำรุงสวนไม้สัก

Zemanta Related Posts Thumbnail

26 ส.ค. 2011 การปลูกไม้สักและบำรุงสวนไม้สัก

การปลูกไม้สัก,บำรุงสวนไม้สักการปลูกสร้างสวนป่าไม้สักให้ได้ผลดี นอกจากจะต้องมีความรู้ทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับไม้สักแล้ว ยังมีปัจจัยที่สำคัญอื่น ๆ ที่ต้องคำนึงถึง และปฏิบัติอย่างถูกต้องด้วย ดังจะได้กล่าวถึงต่อไปนี้ ก. การคัดเลือกพื้นที่ปลูก การคัดเลือกพื้นที่ปลูกสร้างสวนป่าไม้สักจัดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะคุณสมบัติของพื้นที่ปลูกจะมีผลโดยตรงต่อการรอดตาย และการเจริญเติบโตของไม้สัก จากการศึกษาของสมเกียรติ จันทร์ไพแสง (2520) เกี่ยวกับผลผลิตของสวนป่าไม้สักในท้องที่ (site) ต่าง ๆ กัน จะให้ผลผลิตแตกต่างกัน สวนสักในพื้นที่ที่ค่อนข้างดีจะให้ผลผลิตสูงเกือบสองเท่าของสวนสักที่ปลูกในที่ที่ค่อนข้างเลว ดังนั้นการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่ปลูกสักควรใช้องค์ประกอบดังนี้เป็นเครื่องช่วยตัดสิน 1) ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่ควรเกิน 700 เมตร ระยะที่เหมาะสมควรอยู่ต่ำกว่า ระดับ 400 เมตร เหนือน้ำทะเล 2) ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เป็นดินลูกรัง หรือป่าเต็งรัง เพราะดินจะตื้นมีความเป็นกรด สูง ควรเลือกพื้นที่ที่เป็นป่าสักมาก่อน หรือป่าผสมผลัดใบเป็นหลัก ป่าดิบแล้งก็ใช้ ปลูกสร้างสวนป่าไม้สักได้ 3) พื้นที่ที่มีเขาหินปูน (lime stone) หรือดินที่มี parent material เป็นหินปูน หินภูเขาไฟ (volcanic rock) หิน gneiss, schist และ diorite จะเหมาะสม เพราะดินที่กำเนิดจากหินเหล่านี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีธาตุแคลเซียม (Ca) และฟอสฟอรัส (P) สูง ซึ่งเป็นที่ต้องการของไม้สัก อีกทั้งดินจะมีความเป็นกลาง หรือเป็น กรด-ด่าง เล็กน้อย (pH ระหว่าง 6.5-8.0) ซึ่งเหมาะต่อการเจริญเติบ โตของไม้สัก 4) หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เป็นดินเหนียว หรือดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี หรือเป็นที่ลุ่มน้ำขัง เพราะไม้สักจะงัน ไม่เจริญเติบโต เนื่องจากระบบรากไม่พัฒนาและอาจตายได้ ในที่สุด 5) ปริมาณน้ำฝนควรจะอยู่ระหว่าง 1,000 – 1,300 มม./ปี ข. การเตรียมพื้นที่ปลูก การเตรียมพื้นที่ปลูกไม้สักก็เช่นเดียวกับการเตรียมปลูกไม้ป่าทั่ว ๆ ไป คือ ทำการตัดฟันหรือไถไม้เล็กไม้น้อยตลอดจนวัชพืชที่มีอยู่ออกให้หมด แล้วสุมเผา เก็บริบจนพื้นที่สะอาดโล่งเตียน หากเป็นการปลูกแบบผืนใหญ่ (clear felling) จากนั้นก็ทำการปักหลักหมายแนวปลูก ระยะปลูกก็ใช้ตามความเหมาะสม เช่น 2 x 2 เมตร (400 ต้น/ไร่) 2 x 4 เมตร (200 ต้น/ไร่) 3 x 3 ((178 ต้น/ไร่) หรือ 4 x 4 เมตร (100 ต้น/ไร่) นอกจากนั้นก็อาจจะมีการเตรียมพื้นที่ปลูกที่แตกต่างออกไปอีก 2 วิธีคือ การถางแล้วปลูกเป็นหย่อม ๆ (patch clearing) และถางแล้วปลูกเป็นแถบ (strip clearing) ค. การปลูก การปลูกไม้สักควรกระทำในฤดูฝน คือระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม คำแนะนำสำหรับการปลูกสักคือ ควรปลูกด้วยเหง้า หมายถึง นำกล้าไม้สักที่ได้เพาะไว้ในแปลงเพาะที่มีอายุประมาณ 1 ปี มาตัดแต่งให้เป็นเหง้าที่มีตาเหลืออยู่ 2 คู่ ความโตที่คอราก (เหง้า) ประมาณ 0.8 ซม.ขึ้นไป ตัดรากฝอยออกให้หมด ตัดปลายรากแก้วทิ้งเล็กน้อย โดยความยาวตั้งแต่คอรากถึงปลายรากแก้ว ประมาณ 15 – 25 ซม. การปลูกกระทำโดยใช้ชะแลงเหล็กกระทุ้งดินให้เป็นรูลึกเท่า ๆ ขนาดความยาวของเหง้า นำเหง้าสักที่เตรียมไว้เสียบลงไปจนเกือบมิด โดยโผล่ส่วนของคอรากที่มีตาอยู่ 2 คู่เหนือพื้นดิน แล้วใช้ชะแลงอัดดินด้านข้างรูปลูกให้แน่นประมาณ 3 รู จนไม่มีช่องว่างระหว่างดินกับเหง้าในรูปลูก การปลูกโดยวิธีนี้ คนงานที่ชำนาญสามารถปลูกได้ถึง 500 เหง้า/วัน และเหง้าสักมีอัตราการรอดตายสูงถึง 75 – 90% การปลูกซ่อมจะกระทำภายใน 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน หลังจากการปลูกครั้งแรก ข้อสำคัญคือควรปลูกซ่อมก่อนหมดฤดูฝนพอสมควร และสมควรคัดขนาดเหง้าที่มีขนาดความโตที่คอรากตั้งแต่ 1 ซม. ขึ้นไป และมีความสมบูรณ์ นอกจากนั้นต้องเข้มงวดในขณะปลูกให้มากด้วย การปลูกด้วยเหง้า เป็นวิธีที่ทำให้ต้นสักมีความเจริญเติบโตดีกว่าปลูกทั้งต้น หรือปลูกด้วยกล้าถุง เนื่องจากเหง้าได้เก็บพลังของความเจริญเติบโตเอาไว้ เมื่อผ่านฤดูแล้งที่ผ่านมา เมื่อได้รับการกระตุ้นจากน้ำและความชื้นตลอดจนภูมิอากาศที่เหมาะสมก็จะปล่อยพลังความเจริญเติบโตออกมาเต็มที่ นอกจากนั้นยังมีข้อดีอื่น ๆ คือ เป็นการปลูกที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมาก สะดวก รวดเร็ว การขนส่งเหง้าสะดวก ปลูกได้พื้นที่มากในระยะเวลาอันสั้น แต่จะมีข้อเสียเล็กน้อย ตรงที่ต้องเสียเวลาตกแต่งเหง้าไปบ้าง อย่างไรก็ตามจะสะดวกที่สุดหากใช้เหง้าที่เก็บรักษาไว้ก่อนถึงฤดูกาลปลูก สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการเตรียมเหง้าคือ ต้องมีความประณีตในการถอน การตกแต่ง การขนส่ง ซึ่งจะต้องทำให้เหง้าบอบช้ำน้อยที่สุด และอย่าปล่อยให้เหง้าตากแดด ตากลมนานเกินไป เมื่อแต่งเหง้าแล้ว หากไม่สามารถปลูกได้เสร็จภายใน 1 – 2 วัน ควรคลุมเหง้าด้วยกระสอบชุบน้ำ เพื่อป้องกันเหง้าสูญเสียความชื้นและแห้งตายไป ง. การบำรุงรักษาสวนสัก การดูแลสวนสักใหม่ ๆ หลังจากเริ่มปลูกจะมีอยู่ 2 ประการ คือ การดายวัชพืชและการป้องกันไฟ การกำจัดวัชพืชเพื่อลดการแก่งแย่งธาตุอาหารและน้ำจากพืชอื่น และไม้สักเป็นพืชที่ต้องการแสงมาก จึงต้องช่วยลดการบดบังจากพืชอื่นด้วย ส่วนการป้องกันไฟในช่วง 3 ปีแรก จะช่วยให้ไม้สักไม่เกิด die-back ซึ่งจะทำให้ต้นที่แตกขึ้นมาใหม่มีหลายลำต้น หรือแตกง่ามเป็นเหตุให้สูญเสียความเจริญเติบโตไป สวนป่าไม้สักปีแรก หากมีการดูแลรักษาดีต้นไม้อาจจะมีความสูงได้ถึง 3 – 4 เมตร ทีเดียว การดูแลรักษาสวนสักมักจะกระทำกันเป็นเวลา 3 – 5 ปี จนกว่าต้นสักจะสูงพ้นวัชพืช ซึ่งมีลำดับขั้นตอนการดำเนินการตั้งแต่ปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 ดังนี้ 1. ทำทางตรวจการและแนวกันไฟ ทางตรวจการและแนวกันไฟควรสะอาด ซึ่งจะช่วยในการป้องกันไฟได้ดี ควรจะทำทางตรวจการและแนวกันไฟระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2. ดายวัชพืชในสวนป่าอายุ 1 ปี ครั้งที่ 1 ในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน เพื่อเปิดแสงและช่วยต้นไม้ขนาดเล็กให้มีการเจริญเติบโตเป็นไปตามปกติ ครั้งที่ 2 และ 3 เว้นระยะไปครั้งละประมาณ 4 เดือน 3. ดายวัชพืชสวนป่าที่มีอายุ 2 – 5 ปี ครั้งที่ 1 ในเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม และครั้งต่อไปทุก ๆ 3 – 4 เดือน หากมีวัชพืชมากควรชิงเผาก่อน 4. เตรียมกล้าไม้และเหง้าสักปลูกซ่อมต้นที่ดาย ปีแรกควรปลูกซ่อมหลังจากปลูกไปแล้ว 1 เดือน หากต้องซ่อมในปีต่อ ๆ ไปอีก (กรณีที่การรอดตายต่ำกว่า 90%) จะกระทำในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 5. เฝ้ารักษาและทำความสะอาดแนวกันไฟ ในเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน เพื่อช่วยให้งานป้องกันไฟได้ผลดีที่สุด หากเป็นสวนป่าที่มีขนาดใหญ่มากควรมีรถดับเพลิงไว้ใช้ปฏิบัติงานด้วย การกำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานปลูกสร้างสวนป่าไม้สักอาจสรุปได้ดังนี้ 1. เตรียมพื้นที่ปลูก ประมาณเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ 2. เตรียมหลักหมายปลูก ประมาณเดือน กุมภาพันธ์ – มีนาคม 3. เผาป่า เก็บริบ สุมเผา ประมาณเดือน มีนาคม – เมษายน 4. ปักหลักหมายปลูก ประมาณเดือน เมษายน – พฤษภาคม 5. เตรียมเหง้า – เพาะเมล็ด ประมาณเดือน เมษายน – พฤษภาคม 6. ปลูก ประมาณเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน 7. ดายวัชพืช ครั้งที่ 1 ประมาณเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม 8. ดายวัชพืช ครั้งที่ 2 ประมาณเดือน สิงหาคม – กันยายน 9. ดายวัชพืช ครั้งที่ 3 ประมาณเดือน ธันวาคม – มกราคม 10. ทำแนวกันไฟและป้องกันไฟ ประมาณเดือน มกราคม – เมษายน จ. การตัดสางขยายระยะ ยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนเกี่ยวกับการตัดสางขยายระยะในสวนป่าไม้สัก แต่หลักปฏิบัติทั่ว ๆ ไปคือ การตัดสางขยายระยะจะกระทำเมื่อเรือนยอดใกล้ชิดติดกันมากแล้ว ต้นไม้เริ่มมีการแก่งแย่งกันสูง การเจริญเติบโตทั้งด้านความโตและความสูง เริ่มลดลงเนื่องมาจากการแก่งแย่ง ซึ่งจะตัดสางขยายระยะเมื่อใด ยังขึ้นอยู่กับระยะปลูกเริ่มแรกด้วย หากระยะปลูกเริ่มแรกห่างกันมาก อาจทอดระยะเวลาการตัดสางขยายระยะออกไปได้ อย่างไรก็ตามคำแนะนำที่จะให้ไว้ในที่นี้คือ ควรจะวางแปลงถาวรไว้ในสวนป่าสัก 1 – 3 แปลง โดยให้แปลงเหล่านี้เป็นตัวแทนของสวนป่าทั้งหมด มีต้นไม้ในแปลงเป็นตัวแทน 25 – 50 ต้น แล้วแต่ขนาดของสวนป่า ทำการวัดต้นไม้ในแปลงถาวรทุกปี แล้วนำมา plot กราฟ ทั้งความโตและความสูง หากกราฟยังเป็นเส้นตรงขึ้นไปก็ยังไม่ต้องตัดสางขยายระยะ เมื่อกราฟเริ่มตกก็ให้ทำการตัดสางขยายระยะทันที เพื่อรักษาความเจริญเติบโตไว้ ส่วนการตัดสางขยายระยะจะใช้วิธีใดก็แล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งอาจจะเป็นวิธีใดวิธีหนึ่งใน 4 วิธี คือ Mechanical thinning หรือ Selection thinning หรือ High thinning หรือ Low thinning

No Comments

Post A Comment