การผลิตเห็ดนางรม – นางฟ้า

Zemanta Related Posts Thumbnail

24 ม.ค. 2011 การผลิตเห็ดนางรม – นางฟ้า

กระตุ้นเห็ดนางรม-นางฟ้าให้ออกดอกพร้อมกันด้วยการงดน้ำ เรื่องของการเพาะ เห็ดนั้น กล่าวได้ว่าขึ้นอยู่กับอัธยาศรัยของผู้เพาะโดยแท้ นอกจากเกษตรกรจะ สามารถเลือกชนิดเห็ดที่ชอบ ระยะเวลา ปริมาณที่เพาะได้ตามความสมัครใจ และ ความพร้อมได้แล้ว เกษตรกรบางรายยังเลือกที่จะบังคับให้เห็ดทะยอยออกดอกให้ ได้เก็บทุกวัน เพื่อให้ได้เงินทุกวันและไม่ให้ล้นตลาด ในขณะที่เกษตรกรอีกคน อาจเลือกที่จะบังคับให้เห็ดออกดอกเป็นชุดๆ พร้อมๆกัน เพื่อให้เก็บได้คราวละ มากๆ จะได้ไม่เสียเวลา และใช้วิธีหมุนเวียน(กรณีมีก้อนเห็ดมาก) ส่วนวิธีการ บังคับดอกนั้น เฉพาะเห็ดนางฟ้า- นางรม ทำได้หลายวธีทั้งใช้ปุ๋ย ฮอร์โมน แต่ ขอเล่าให้ฟังเฉพาะวิธีงดน้ำ ** ข้อแนะนำ ** 1. วิธีการนี้ใช้ได้กับ เห็ดตระกูลนางฟ้า-นางรมเท่านั้น 2.ใช้วิธีการนี้หลังจากเก็บเห็ดรุ่นแรกแล้ว(ซึ่งเห็ดรุ่นแรกมักจะออกดอก พร้อมกันอยู่แล้ว) 3. หากอยากให้เห็ดทะยอยออกดอกทุกวัน ก็ใช้วิธีรดนำให้ความชื้นสมำเสมอทุกวัน ก้อนเห็ดจะรัดตัว และเมื่อพร้อมก็จะทะยอยออกดอกให้ได้เก็บทุกวัน มากบ้าง น้อยบ้าง ++ วิธีการปฏิบัติ ++ หากอยากให้เห็ดออกดอกเป็นชุด หลังจากเก็บดอกเห็ดชุดแรกเสร็จ ให้ทำความสะอาดหน้าเห็ด หากพบรากเห็ด หรือโคนเห็ดถูกดึงออกไม่หมดติดค้างอยู่ที่คอขวด ให้ใช้ช้อนแคะออกให้หมด จากนั้นงดให้น้ำเห็ดนางรม-นางฟ้า เป็นเวลา 4-7 วัน หากในระยะ 4-5 วันแรกมีเห็ดแทงดอกให้แคะทิ้ง หรือปล่อยให้ดอกเห็ดแห้ง ห้ามใจอ่อนรดน้ำเด็ดขาด เมื่อถึงวันที่ 6-7 หรือหากเป็นพันธุ์หนัก วันที่ 9-10 จะเกิดตุ่มดอกเห็ดชุดใหม่ทะยอยเกิดขึ้นพร้อมๆกัน ให้เริ่มรดนำให้ความชื้น และอาจกระตุ้นให้ความสดชื่นโดยการใช้เครื่องดื่มชูกำลังที่มีขายทั่วไป อัตรา 1 ขวด ผสมนำ 20 ลิตร ฉีดพ่น หลังให้นำครั้งแรก เห็ดจะออกดอกใด้สมำเสมอยิ่งขึ้น (ห้ามใช้ปุ๋ยเคมีนะครับ เห็ดจะออกดอกครั้งเดียวแล้วหายไปเลยเพราะเสียกำลัง) เท่านี้เห็ดนางฟ้า-นางรมของท่านก็จะออกดอกพร้อมกันเป็นชุดๆแล้ว ล้างหน้าก้อนเชื้อเห็ดนางรม-นางฟ้าเก่ากระตุ้นการออกดอก ก้อนเห็ดเมื่อเรา เปิดดอกไปได้ประมาณ 3 เดือนขึ้นไป อาหารด้านในก็จะเริ่มหมดไป และปริมาณผล ผลิตก็จะเริ่มน้อยลง หน้าก้อนเห็ดอาจจะแข็ง เรามีวิธีการกระตุ้นให้ดอกเห็ด ออกได้อีกและปริมาณการให้ผลผลิตเทียบเท่ากับครั้งที่สองของการออกดอกในเดือน แรก โดยวิธีการง่าย ๆ คือการล้างหน้าก้อนเห็ด ++ วิธีการมีดังนี้ ++ 1. เอาคอขวดออก 2.ดึงถุงให้ยืดจนสุดและพับปากถุงเข้าไปนิดหน่อย 3.ใช้น้ำฉีดไปล้างที่หน้าก้อนเห็ด โดยถ้าก้อนไหนหน้าก้อนแข็งมากก็เอามือถู หรือใช้ช้อนขูดออกเบา ๆ 4.หลังจากนั้นประมาณ 3-5 วันเห็ดจะเริ่มออกดอกพร้อม ๆ กัน ปัญหาในการเพาะเห็ดนางรมและวิธีการแก้ไข อาจกล่าวได้ว่า เห็ดนางรมเป็นเห็ดเศรษฐกิจที่มีผู้นิยมเพาะเลี้ยง และบริโภคเป็นอันดับ ต้นๆ ของประเทศ เนื่องมาจากลักษณะนิสัยที่เพาะเลี้ยงง่าย รสชาติดี ตลาด กว้างขวาง จึงทำให้มีการเพาะเลี้ยงเห็ดนางรมกันอย่างแพร่หลายใน ปัจจุบัน ทั้งเพื่อวัตถุประสงค์ในการจำหน่าย สร้างรายได้ หรือ เพิ่มแหล่ง อาหารให้ครัวเรือน แต่ในการเพาะเห็ดนางรมในโรงเรือน มักจะประสบกับปัญหา ต่างๆ ที่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตที่ จะได้รับด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นการรู้จักสภาพปัญหาและวิธีการแก้ไขที่ถูก ต้องจึงเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตเห็ดนางรมได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัญหาที่มัก พบในการเพาะเห็ดนางรมส่วนใหญ่จะมีลักษณะอาการผิดปกติดังนี้ I. เส้นใยไม่เดินลงถุงก้อนเชื้อเห็ด อาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ : 1. หัวเชื้อเป็นเชื้ออ่อน หรือ เส้นใยที่นำมาทำหัวเชื้อเห็ดผ่านการต่อเชื้อเห็ดมาแล้วหลายครั้ง จึงทำให้เส้นใยเห็ดอ่อนแอ แนวทางแก้ไข – ควรเลือกหัวเชื้อเห็ดที่ ได้จากเห็ดพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง และ ไม่ควรมีการต่อเชื้อบ่อย หรือ เลือกซื้อก้อนเชื้อเห็ดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ 2. หัวเชื้อเห็ดมีเชื้อจุลินทรีย์อื่นปลอมปน จึงทำให้เกิดการแข่งขันในเรื่องของการเจริญเติบโต การใช้อาหารจากก้อนเชื้อเห็ดกับเส้นใยเห็ด แนวทางแก้ไข – กรณีนี้ผู้เพาะเลี้ยงเห็ดควรหมั่นสังเกตตั้งแต่ในระยะที่เลี้ยงบนอาหารวุ้น ว่ามีเชื้ออื่นเข้ามาปลอมปนในจานเพาะเลี้ยงหรือไม่ และหลังจากนำหัวเชื้อจากอาหารวุ้นไปผลิตหรือขยายเชื้อลงบนเมล็ดข้าวฟ่างแล้ว ต้องไม่มีเชื้ออื่นปลอมปน 3. วัสดุที่นำมาเพาะอาจมีสารเคมีประเภทสารกำจัดโรคพืชหรือเชื้อราปะปนอยู่ด้วย จึงทำให้ไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ด แนวทางแก้ไข – เลือกวัสดุเพาะที่ปราศจากสารเคมีปะปนอยู่ โดยเฉพาะสารกำจัดโรคพืช 4. วัสดุที่นำมาเพาะมีสภาพความเป็นกรดเป็นด่างที่ไม่เหมาะสม แนวทางแก้ไข – ควรปรรับค่า pH ให้อยู่ระหว่าง 6.5 – 6.8 โดยให้มีความเป็นกรดเล็กน้อย เพราะเชื้อราจะเจริญได้ดีในสภาพที่เป็นกรด 5. ขี้เลื่อยที่นำมาใช้เพาะมีความชื้นมากเกินไป หรือ มีอาหารเสริมน้อยไป จึงทำให้เส้นใยเห็ดชะงักการเจริญเติบโต ไม่สามารถพัฒนาไปเป็นดอกเห็ดได้ แนวทางแก้ไข – ควรเตรียมอาหารเลี้ยง เชื้อให้มีความชื้นเพียงพอ(ที่ 70%) เพราะถ้ามีความชื้นมากเกินไปจะทำให้เชื้อแบคทีเรียและเชื้ออื่นเจริญได้ดี กว่า และควรเติมอาหารเสริมให้เพียงพอในขั้นตอนการเตรียมวัสดุเพาะ II. เส้นใยเห็ดเดินบางมาก (เส้นใยเห็ดเดินแต่เดินบางมาก) อาจเกิดจาก 1. มีอาหารเหลืออยู่น้อยในก้อนเชื้อเห็ดหรือมีอาหารเสริมน้อยเกินไป แนวทางแก้ไข – ควรคำนวณสูตรอาหารและใส่อาหารเสริมลงไปให้เหมาะสมตามสัดส่วนที่คำนวณได้ 2. เกิดจากการนึ่งฆ่าเชื้อยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ หรือใช้ระยะเวลาในการนึ่งก้อนเชื้อน้อยเกินไป แนวทางแก้ไข – ควนนึ่งฆ่าเชื้อในหม้อนึ่งความดันไม่ต่ำกว่า 3-5 ชั่วโมง ก้อนนำก้อนเชื้อมาใช้งาน III. เส้นใยเห็ดเดินเต็มถุงแล้วหยุด สาเหตุเกิดจากก้อนเชื้อเห็ดมีความชื้นมากเกินไป ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่ามีน้ำไหลมาอยู่รวมกันบริเวณก้นถุง จึงทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญได้ดี มีกลิ่นเหม็นเกิดขึ้น และอาจเกิดจากเชื้อเห็ดอ่อนแอด้วย แนวทางแก้ไข – ควรเตรียมวัสดุเพาะให้มีความชื้นพอดี(ที่ 70%) IV. เห็ดออกดอกช้าหลังเปิดถุงแล้ว สาเหตุ เกิดจาก การไม่ปล่อยให้เส้นใยเห็ดมีการรัดตัวก่อนหลังเชื้อเดินเต็มถุง(เปิดดอกเร็ว เกินไป) หรือ อาจมีปริมาณกาซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในโรงเรือนมากเกินไป เนื่องมาจากการระบายอากาศในโรงเรือนไม่ดีพอ แนวทางแก้ไข – หลังเชื้อเดินเต็มถุง ควรปล่อยให้เส้นใยเห็ดรัดตัว นาน 8-10 วันก่อนนำก้อนชื้อเห็ดไปเปิดดอก และ ควรมีการระบายอากาศโรงเรือนด้วยการเปิดประตูหรือหน้าต่างโรงเรือนบ้างเพื่อ ป้องกันการสะสมของคาร์บอนและอุณหภูมิภายในโรงเรือน V. ดอกเห็ดเกิดแต่ไม่พัฒนาไปเป็นดอก มักจะเหี่ยวและแห้งตายในที่สุด สาเหตเกิดจากเชื้อเห็ดอ่อนแอ หรือ เปิดปากถุงกว้างเกินไป จึงทำให้สูยเสียความชื้นได้ง่าย และดอกเห็ดแย่งกันออกมากเกินไป จึงทำให้อาหารในก้อนเชื้อหมดเร็ว แนวทางแก้ไข – ไม่ควรเปิดปากถุงเห็ดให้กว้างเกินไป และควรเลือกใช้ดอกเห็ดที่มีลักษณะดี มาผลิตหัวเชื้อ(ยิ่งเป็นเห็ดที่เกิดเองตามธรรมชาติยิ่งดี ) การเพิ่มผลผลิตเห็ดนางรมหลังเปิดดอก อย่างที่ทราบกัน ดีอยู่แล้วว่า ถ้าต้องการให้เส้นใยเห็ดเจริญดี ออกดอกดก ก็ต้องเริ่มจาก ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อ ให้มีธาตุอาหารที่เหมาะสมและเพียง พอ ต่อการเกิดดอกของเห็ด ด้วยการเพิ่มเติมอาหารเสริมและธาตุอาหารต่างๆ ลงไป ในขั้นตอนของการเตรียมก้อนเพาะเชื้อเห็ด ในอัตราส่วนที่เหมาะสม  และนอก จากวีดังกล่าวแล้วก็ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น ได้ ด้วยการเติมปุ๋ยให้ก้อนเชื้อเห็ด ที่ทำการเปิดดอกแล้ว ซึ่งมีวิธีการปฎิ บัติดังนี้ ++ สูตรปุ๋ยฉีดพ่นก้อนเชื้อเห็ดนางรมหลังเปิดดอก ++ ปุ๋ยยูเรีย 100 กรัม ปุ๋ยดับเบิ้ลซุปเปอร์ฟอสเฟส 50-100 กรัม น้ำสะอาด 20 ลิตร ++ วิธีการทำ ++ นำปุ๋ยยูเรียผสมกับปุ๋ยดับเบิ้ลซุปเปอร์ฟอสเฟส แล้วละลายในน้ำสะอาด คนจนกว่าจะได้สารละลายปุ๋ยน้ำ จากนั้นนำไปแดพ่นให้กับก้อนเชื้อเห้ดที่เปิดดอกแล้ว 2 วัน ฉีดพ่นทุกวันจนกระทั่งดอกเห็ดมีขนาดใหญ่เท่าเหรียญบาท จึงหยุดฉีดพ่น ด้วยวิธีการนี้จะช่วยให้ได้ดอกเห็ดนางรมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ได้น้ำหนักดี และ วิธีนี้ยังทำให้ดอกเห็ดมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วอีกด้วย สูตรอาหารเพาะเห็ดนางรม-นางฟ้า ให้ผลผลิตดีที่เชียงราย คุณ เจนจิรา ถิ่นทุมทอง เกษตรกรหญิงคนเก่ง จากจังหวัดเชียงราย เป็นอีกคนหนึ่ง ที่สนใจในเรื่องของการเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริม จึงได้ศึกษาเกี่ยวกับเห็ดที่ เหมาะสมกับลักษณะอากาศของภาคเหนือแล้วพบว่า สามารถเพาะเห็ดได้หลายอย่าง จึง เริ่มจากการทำก้อนเชื้อเห็ดจำหน่ายเสริมรายได้ และขยายไปสู่การเพาะเห็ด จำหน่ายควบคู่ไปด้วย โดยการทำก้อนเชื้อเห็ดนั้นมีพื้นฐานคล้ายๆกัน อาจมีบาง ส่วนผสมที่แตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แล้วแต่สูตรของผู้เพาะเห็ด แต่ส่วนใหญ่จะ พิจารณาเลือกใช้ส่วนผสมไปตามวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น และเหมาะสมต่อสภาพ อากาศ จึงทำให้เห็ดที่ได้ออกมาคุณภาพไม่เหมือนกัน แต่ที่คุณเจนจิราได้ทำ อยู่นี้ ค่อนข้างจะให้ผลผลิตดีเหมาะสำหรับการเพาะเห็ดในสภาพอากาศของจังหวัด เชียงราย ซึ่งมีส่วนผสมดังนี้ ++ ส่วนผสม ++ ขี้เลื่อยยางพารา 100 กิโลกรัม ยิปซัม ½ กิโลกรัม ภูไม ½ กิโลกรัม ดีเกลือ ½ กิโลกรัม น้ำตาลทราย ½ กิโลกรัม รำอ่อน ½ กิโลกรัม ปูนขาว ½ กิโลกรัม อาหารเห็ด 5 กิโลกรัม ++ วิธีการทำ ++ นำส่วนผสมทั้งหมดนำมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ในขณะที่ทำการคลุกเคล้า อยู่นั้นให้ทำการพ่นน้ำสะอาดที่ไม่ใช่น้ำประปาและคอยเช็คความชื้นโดยการใช้ มือกำแล้วบีบใช้พอมีความชื้นปั้นแล้วไม่เป็นก้อน และเวลาบีบไม่มีน้ำไหลออกมาระหว่างนิ้วมือเป็นอันใช้ได้ จาก นั้นนำมาบรรจุลงถุง ขนาด 6 ½ นิ้ว x 12 ½ นิ้วโดยการใช้เครื่องอัดเพื่ออัดให้แน่น แล้วทำการคอขวดแล้วปิดปากถุงเพาะเห็ดด้วยสำลี แล้วนำไปบรรจุลงถาดเหล็กนึ่งก้อนเชื้อ ซึ่ง 1 ถาด จะสามารถบรรจุได้ 12 ถุง เมื่อได้ปริมาณเห็ดที่มากพอตามจำนวนต้องการแล้วก็จะนำเข้าเตานึ่งที่สามารถ นึ่งได้ครั้งละหลายร้อยก้อน โดยจะใช้เวลาในการนึ่ง 6 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 100 องศา เมื่อ ครบ 6 ชั่วโมงแล้วก็จะหยุดนึ่ง และ ทิ้งไว้ให้เย็นตัวลงอีก 3 ชั่วโมง แล้วจึงทำการขนย้ายออกจากเตานึ่งแล้วนำมาบรรจุเชื้อเห็ด ซึ่งเชื้อเห็ดที่ คุณเจนจิรา ได้ผลิตจำหน่ายอยู่นั้นจะมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกันคือ เห็ดนางฟ้า เห็ดขอนขาว และเห็ดลม ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาดอย่างมาก เมื่อ บรรจุเชื้อเห็ดลงในถุงเรียบร้อยแล้วก็จะทำการนำกระดาษที่มีขนาด 2×2 นิ้ว นำมาปิดคอขวดแล้วรัดด้วยยางรัดให้แน่นอีกครั้ง จึงนำก้อนเห็ดไปพักไว้ในชั้นพักก้อนเห็ดเป็นระยะเวลา 1 เดือน เมื่อ ก้อนเชื้อมีอายุครบ 1 เดือนแล้วจะสังเกตเห็นว่ามีเชื้อสีขาวจำนวนมากขึ้นในก้อนเชื้อเห็ดแสดงว่า ก้อนเชื้อเห็นพร้อมที่จะออกเป็นดอกเห็ดแล้วจึงทำการขนย้ายก้อนเชื้อเห็ดเข้า โรงเพาะเห็ดแล้วทำการเปิดจุกกระดาษและสำลีออกเพื่อให้เห็ดออกเป็นดอก เมื่อทำการเปิดปากถุงได้ประมาณ 7-15 วัน ก็จะเริ่มสังเกตเห็นว่ามีเมล็ดสีขาวเล็กๆนั้นคือเห็ดที่พร้อมจะออกเป็นดอก เห็ดให้เก็บเกี่ยวได้ภายใน 2-3 วัน สูตรอาหารเพาะเลี้ยงเห็ดนางฟ้า เพิ่มผลผลิต ชั่ง ฟางข้าวให้ได้น้ำหนัก 100 กิโลกรัม แล้วนำมาวางกับพื้นซึ่งจะเป็นพื้น ซีเมนต์หรือพื้นดินก็ได้ จากนั้นเกลี่ยฟางให้กระจายเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาด ความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร ++ ส่วนผสมสูตรอาหารเพาะเลี้ยงเห็ดนางฟ้า ให้ผลผลิตสูง ++ – ฟางข้าวแห้ง จำนวน 100 กิโลกรัม – ปูนขาว จำนวน 1 กิโลกรัม – น้ำหมักชีวภาพ จำนวน 40 ซีซี. – แอมโมเนียมซัลเฟต จำนวน 2 กิโลกรัม ++ วิธีการเตรียมวัสดุเพาะเห็ดนางฟ้าตามสูตร++ 1. ชั่งฟางข้าวให้ได้น้ำหนัก 100 กิโลกรัม แล้วนำมาวางกับพื้นซึ่งจะเป็นพื้นซีเมนต์หรือพื้นดินก็ได้ จากนั้นเกลี่ยฟางให้กระจายเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีขนาด ความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร 2. รดน้ำให้ชุ่มจนทั่วกองฟาง เพื่อทำให้ฟางมีความชื้นพอหมาดๆ และทำให้เกิดความนิ่ม ทั้งนี้เพื่อให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น 3. นำปูนขาว 1 กิโลกรัม และแอมโมเนียมซัลเฟต 2 กิโลกรัม มาหว่านให้ให้ทั่วกองฟาง 4. นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำเปล่า ในอัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพ 40 ซีซี. (ประมาณ 4 ช้อนแกง)ต่อน้ำเปล่า 40 ลิตร รดให้ทั่วกองฟาง ทิ้งไว้สักครู่ประมาณ 10 นาที เพื่อรอให้แอมโมเนียมซัลเฟตซึมเข้ากับฟางได้ดี 5. นำฟางที่ได้เตรียมไว้มาอัดใส่พิมพ์ให้แน่น แล้วยกออกจากพิมพ์(บล็อคไม้คล้ายการทำเห็ดฟางกองเตี้ย)และนำผ้ายางมาคลุม เพื่อปรับสภาพและรักษาความชื้น เพื่อทำให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น 6. การพลิกกองจะต้องทำทุกๆ 3-4 วัน โดยการพลิกด้านบนลงสู่ด้านล่างและจากล่างขึ้นบน เพื่อให้ทำให้เกิดการหมักที่สมบูรณ์และทั่วถึงกัน ประมาณ 12-15 วัน ถือว่าใช้ได้ 7. นำฟางหมักที่ได้มายัดถุง (ต้องเป็นถุงยัดเห็ดโดยเฉพาะ เนื่องจากสามารถทนความร้อนได้ดี) จะต้องยัดฟางหมักให้แน่น เพื่อทำให้ผลผลิตที่ได้มีปริมาณมากขึ้น ถ้าหากฟางมีความหลวมผลผลิตที่ได้จะน้อยลง 8. นำถุงเห็ดที่ได้ไปนึ่งฆ่าเชื้อ โดยใช้หม้อนึ่งแบบลูกทุ่ง (ใช้ถังแดงขนาด 200 ลิตร) ใช้เวลาในการนึ่งนานประมาณ 2-2½ ชั่วโมง โดยเริ่มนับเวลาตั่งแต่น้ำเดือดและมีไอน้ำขึ้น เมื่อนึ่งเสร็จแล้ว นำถุงเห็ดออกมาพักในห้องต่อเชื้อให้เย็น ประมาณ4-6 ชั่วโมง แต่ไม่ควรเกิน 1 วัน เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ตัวอื่นจะเข้ามาปนเปื้อนและทำงานก่อนเชื้อเห็ด 9. เมื่อถุงเห็ดเย็นแล้ว เหี่ยเชื้อเห็ดลงถุง fh;pขั้นตอนการปลอดเชื้อ เช่น – จะต้องมีการล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ – ใช่เข็มเขี่ยเชื้อเผาไฟเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจเกิดการปนเปื้อนได้ เขี่ยเชื้อใส่ถุงเห็ด 20-30 เม็ดต่อถุงแล้วนำกระดาษมาปิดแล้วรัดด้วยยางให้แน่น แล้วนำไปพักเชื้อในโรงเรือน นานประมาณ 1 เดือน ซึ่งประมาณ 3 วันจะสังเกตเห็นว่าเชื้อมีการเจริญเป็นเส้นใยสีขาว เมื่อครบ 1 เดือนเชื้อจะเดินจนเต็มถุง ซึ่งเชื้อจะมีสีที่เข้มขึ้นกว่าเดิม จนกลายเป็นสีน้ำตาล ถือว่าเชื้อแก่เต็มที่แล้ว 10. จากนั้นนำถุงเห็ดที่ได้ไปเรียง หรือวางเป็นชั้นๆ ตามชั้นวางที่ได้เตรียมไว้ในโรงเรือนเปิดดอก แล้วเปิดกระดาษและสำลีออก แล้วรดน้ำให้ทั่วแต่รดพอชุ่ม ไม่ควรรดน้ำจนแฉะ เพราะจะทำให้ถุงเชื้อเน่า เก็บผลผลิตได้น้อยลง และถุงเห็ดอายุสั้นลง ควรรดน้ำในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง อย่างน้อยวันละ 3 เวลา คือ ช่วงเช้า ช่วงเที่ยง และช่วงเย็น ใช้เวลาในการรดน้ำ 3 วัน จะเริ่มเห็นดอกเห็ดโผล่ออกมาจากปากถุงเห็ด จากนั้น ประมาณ 1-2 วันก็สามารถเก็บดอกเห็ดจำหน่ายได้ โดยจะมีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปนานประมาณ 2 เดือนขึ้นไป ** ข้อควรระวัง ** 1. การรดน้ำไม่ควรรดมากจนเกินไปเพราะจะทำให้ถุงเชื้อเห็ดมีอายุสั้นลง 2. ความชื้น ภายในโรงเรือนจะต้องมีความชื้นประมาณ 75-80 % เป็นอย่างน้อย 3. ควรมีแสงสว่าง และมีอากาศถ่ายเทบ้างเล็กน้อย เพิ่มผลผลิตเห็ดนางฟ้าด้วยการทำความสะอาดจุดเปิดดอกเห็ด เคล็ดลับในการ เพิ่มผลผลิตเห็ดนางฟ้า ของคุณสมสิน สิน จุลจินดา ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง เห็ด จาก ต.ทุ่งลาน อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา  ที่ให้ไว้มีดังนี้ ในการเก็บเห็ดนางฟ้าแต่ละครั้ง ส่วนใหญ่จะเก็บเพียงอย่างเดียว ไม่ได้คำนึงถึงช่องเปิดดอกว่ามีเศษรากเห็ดติดคาอยู่หรือไม่ ตรงนี้สำคัญมาก ให้ละเอียดเพิ่มขึ้นอีกสักนิด กำชับคนงานให้สนใจตรงนี้ด้วย เพราะหากมีเศษรากเห็ดติดอยู่ตรงช่องเปิดดอก ต้องเขี่ยออกให้หมด เพื่อจะได้ไม่กีดขวางทางเห็ดรุ่นต่อไปที่กำลังจะออกมา บางทีเมื่อทำอย่างนี้เป็นประจำแล้ว ผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว เทคนิคเพิ่มผลผลิตเห็ดนางรม-นางฟ้าฟาร์มครูยงค์-บงกช แม้ว่าเห็ด นางรม-นางฟ้าที่เพาะเลี้ยงเชิงการค้าในปัจจุบัน จะเป็นสายพันธุ์ที่เจริญ เติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมของไทย เพาะเลี้ยงง่ายและสามารถออกดอกได้เกือบตลอด ปี ผู้เพาะเลี้ยงก็ยังคงต้องคิดหาเทคนิคเฉพาะ ในการเพิ่มผลผลิตเห็ด ให้มี ป้อนตลาดได้ตลอดปีด้วยเช่นกัน เพื่อคการลงทุนที่คุ้มค่า โดยเฉพาะในยุคสมัย ที่ต้นทุนการผลิตมีราคาต่อหน่วยค่อนขางสูง ซึ่งฟาร์มของครูยงค์-บงกช มีเทคนิคและวิธีการเพิ่มผลผลิตเห็ดนางรม-นางฟ้า ดังนี้ ทางฟาร์มจะใช้ ผลิตภัณฑ์โวลกานิค พลัส แบบผง และสารละลายแร่หินภูเขาไฟ Si-Plus ร่วมกับเทคนิคตามธรรมชาติ โดยสารดังกล่าวจะช่วยยืดอายุก้อนเชื้อเห็ด และร่นระยะเวลาการออกดอกของเห็ด จากเดิมที่จะออกดอกทุกๆ 15 วัน ก็จะออกดอกทุกๆ 7 วัน ++ เพิ่มผลผลิตโดยใช้ผลิตภัณฑ์ โวลกานิคพลัสในสูตรอาหารเลี้ยงเชื้อ ++ – ขี้เลื่อยแห้ง 100 กิโลกรัม – รำละเอียด 10 กิโลกรัม – ใบกระถินป่น 3 กิโลกรัม – ข้าวโพดป่นหรือแป้งข้าวเหนียวผสมเอ็มไซม์ 1 กิโลกรัม – ส่าเหล้า 1 กิโลกรัม หินฟอสเฟต 1 กิโลกรัม – ปูนโดโลไมต์ 1 กิโลกรัม ดีเกลือ 2008 ครึ่งกิโลกรัม – สารเอสไอพลัส 60 CC ผสมในน้ำเปล่า 20 ลิตร – ผลิตภัณฑ์โวลกานิคพลัส แบบผงครึ่งกิโลกรัม **สิ่งสำคัญของการทำก้อนเชื้อเห็ดก็คือ หลังจากคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว ให้หมักกองทิ้งไว้ 1 วัน กลับกอง 2 ครั้ง ก่อนบรรจุลงถุง เพื่อให้ก๊าซแอมโมเนีย เจือจางลง ป้องกันดอกเห็ดบิดเบี้ยว จากการสะสมของก๊าซแอมโมเนียทีมีมากจนเกินไป ++ การจัดวางก้อนเชื้อเห็ดเพิ่มผลผลิต ++ จัดวางก้อนเห็ดด้วยการแขวนเชือกในโรงเปิดดอก ซึ่งจะทำให้จัดวางก้อนเชื้อได้มากกว่าปกติ(ปกติจะจัดวางได้ 60 ก้อน ) การัดวางในลักษณะนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นได้ด้วย ทำให้เห็ดออกดอกได้ดีขึ้น เพราะก้อนเชื้อไม่กดทับ ทั้งยังง่ายต่อการกำจัดก้อนที่เป็นโรคหรือแมลง(ดึงก้อนเชื้อที่เป็นโรคออกมา จากชั้นวางได้ง่าย) ++ เพิ่มผลผลิตโดยใช้สาร Si plus ฉีดพ่นหน้าบาดแผลที่แห้งสนิท ++ หลังเก็บดอกเห็ดจะปล่อยก้อนเชื้อไว้ 1 วันโดยไม่ทำอะไร เพื่อให้หน้าแผลแห้งและปิดสนิท จากนั้นจึงฉีดพ่นหน้าก้อนเชื้อ ด้วยสาร Si plus 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ซึ่งทางฟาร์มจะเน้นใช้สาร SI-plus หลังตัดดอกแล้วเท่านั้น อีกไม่นานเกิน 3 วัน ดอกเห็ดเล็กๆ จึงจะโผล่ขึ้นมา ++ ถ่ายเทอากาศในโรงเรือนเพิ่มผลผลิต ++ และอีกหนึ่งเทคนิคง่ายๆได้ผลดี ก็คือ การเปิดผ้าหรือประตูที่ปิดโรงเรือน เพื่อถ่ายเทอากาศ ลดกลิ่นอับขณะเก็บดอกเห็ดและรดน้ำในช่วงเช้าทุกครั้ง เมื่อเริ่มมีแสงแดดจึงจะปิดผ้าหรือประตู เทคนิคนี้จะทำให้ดอกเห็ดยืดตัวเข้าหาแสง ส่งผลให้ดอกเห็ดยืดยาวเร็วขึ้น (ฟาร์มเห็ดครูยงค์-บงกช : แขวง/เขตราษฎร์บูรณะ กทม. ) สูตรอาหารเพาะเลี้ยง”เห็ดนางรม”ในถุงพลาสติก สูตรอาหารที่ใช้ ในการเพาะเลี้ยงเห็ดนางรมในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะมีการดัดแปลงมาจากสูตรของกรม วิชาการเกษตรได้มีการคิดค้นทดลอง จนได้สูตรอาหารที่เหมาะต่อการเจริญเติบโต ของเส้นใยเห็ดนางรม หากแต่จะมีความต่างกันตรงที่อาหารเสริมและปริมาณส่วนผสม ที่ใช้ไม่เหมือนในแต่ละสูตรอาจไม่เหมือนกัน นั่นเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ ต่างๆ ของผู้ผลิตเห็ด และขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถของผู้ ผลิตเห็ด และ วัสดุที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่นด้วย ดังนั้นการตัดสินใจเลือกใช้สูตรอาหารสูตรใดสูตรหนึ่ง ในการเพาะเลี้ยงเห็ด นางรม ทั้งมวล ล้วนขึ้นอยู่กับการพิจารณาเลือกเอาตามความเหมาะสมของผู้เพาะ เลี้ยง ทั้งนี้อาจพิจารณาเลือกจากวัสดุที่หาได้ง่ายและมีอยู่มากในท้องถิ่น เป็นหลักก็ได้เช่นกัน ซึ่งสูตรอาหารเพาะเลี้ยงเห็ดที่นิยมใช้เพาะเลี้ยงกัน อยู่ในปัจจุบันมีดังนี้ สูตรอาหารของกรมวิชาการเกษตร : สูตรที่ 1 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา จำนวน 100 กิโลกรัม รำละเอียด จำนวน 5 กิโลกรัม น้ำสะอาด จำนวน 60-70 ลิตร สูตรที่ 2 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา จำนวน 100 กิโลกรัม รำละเอียด จำนวน 3-5 กิโลกรัม แป้งข้าวเจ้าหรือน้ำตาลทราย จำนวน 3-5 กิโลกรัม ปูนขาว จำนวน 0.5-1 กิโลกรัม ดีเกลือ จำนวน 0.5 กิโลกรัม น้ำ(ความชื้น) จำนวน 65-70 ลิตร สูตรที่ 3 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 ส่วนโดยปริมาตร รำละเอียด 8 ส่วนโดยปริมาตร แป้งข้าวเจ้าหรือน้ำตาลทราย 2-3 ส่วนโดยปริมาตร กากถั่ว 2 ส่วนโดยปริมาตร หินปูน 2-3 ส่วนโดยปริมาตร น้ำ (ความชื้น) 70-75 ส่วนโดยปริมาตร **หมายเหตุ** การเพิ่มปริมาณอาหารเสริมสูงทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ แต่ก้อนเชื้ออาจเสียหายจากเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นได้เช่นกัน สูตรของฟาร์มเส้นทางเห็ด : ขี้เลื่อยไม้ยางพาราแห้ง จำนวน 100 กิโลกรัม รำอ่อน จำนวน 10 กิโลกรัม น้ำสะอาด จำนวน 60-70 ลิตร ยิปซั่ม จำนวน 2 กิโลกรัม ดีเกลือ จำนวน 0.2 กิโลกรัม( 2 ขีด) ปูนขาว จำนวน 2 กิโลกรัม เทคนิคการดูแลรักษา”เห็ดนางรม”ให้มีคุณภาพดี เห็ดนางรม สามารถ เพาะให้เกิดดอกได้ตลอดทั้งปี ทั้งยังเป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูง คือ ประกอบไปด้วย ธาตุอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรท โปรตีน ไขมัน รวมทั้งแร่ธาตุ ต่าง ๆ และวิตามินหลากหลายชนิด ทั้งยังมีส่วนประกอบของไวตามิน กรดอะมิโน จำ เป็นอยู่หลายตัว นอกจากนี้ดอกเห็ดยังมีสรรพคุณ ในการนนำไปใช้บำบัดอาการปวด เอว ปวดขา อาการชาตามแขน ขา ขยายหลอดเลือดและอาการเอ็นยึด และ น้ำสารสกัด จากดอกเห็ดนางรมยังสามารถยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย เพื่อให้คุ้ม ประโยชน์ต่อการลงทุนผู้เพาะเลี้ยงเห็ดนางรม จึงควรศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติและการดูแลรักษาเห็ดนางรม เพื่อให้ได้ผลผลิตคุ้มค่า คุณภาพดี มีราคา ด้วยเทคนิคและวิธีปฏิบัติดูแลรักษาและการจัดการด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้ วัสดุที่ใช้เพาะเห็ดนางรม : มีมากมายหลายอย่างที่ใช้เพาะเห็ดนางรมได้ อาจใช้เดี่ยวๆ หรือผสมกันหลายอัตราส่วนก็ได้ อาจเติมอาหารเสริมลงไปคลุกผสมด้วยเลยก็ได้สำหรับสูตรที่อาหารน้อย อาหารเสริมก็เช่น รำละเอียด รำหยาบ กากถั่ว ส่าเหล้าป่น ข้าวโพดป่น ข้าวฟ่างป่นและอาหารจำพวกเดียวกัน อัตราการใช้หมักประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนัก ส่วนวัสดุเพาะมีตัวอย่างที่ใช้แล้วได้ผลคือ ซังข้าวโพดป่น ฟ่างข้าวสับละเอียด ต้นข้าวโพดป่น ขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน ไส้นุ่นไส้ฝ้าย ปุ๋ยหมักใช้ทำเชื้อเห็ดฟาง ปุ๋ยหมักใช้เพาะเห็ดเป๋าฮื้อ ปุ๋ยที่ใช้เพาะเห็ดอื่นๆ แม้แต่ฟางที่ใช้เพาะเห็ดฟางไปแล้วก็ตากแห้งป่นละเอียดก็ใช้ได้ การคลุมผิวหน้า : ป้องกันการแห้งของผิวหน้าเชื้อในถุง โดยการใช้วัสดุคลุมผิวชั้นคลุมผิว ไม่ควรเกิน 1 ซม. ถ้าหนาเกินจะเกิดดอกเห็ดช้า และจะอมน้ำมากเกินไปได้ง่าย วัสดุที่ใช้คลุมผิวดิน ที่ใช้ได้ผลดีก็เช่น ดินร่วนที่อยู่ลึกลงไปในดินราว 1 ฟุต เอามาทุบให้เล็กร่วนตากแดดให้แห้งหรืออาจฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำมาก่อนก็ได้ คลุมหนา 1 ซม. หรือน้อยกว่า ขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อนโรยคลุมผิวหน้าบางๆ พอปกคลุมทั่ว ต้นข้าวโพดแห้งป่นคลุมบางๆ หรือฟางตัดเป็นชิ้นเล็กละเอียด อาจใช้อย่างเดี่ยวๆ หรือหลายอย่างผสมกันก็ได้ การใช้ซังข้าวโพดป่นดูจะได้ผลดีมาก เวลารดน้ำก็ลดลงไปบนวัสดุคลุมนี้จนเปียกแต่ไม่ถึงกับเปียกมากจนน้ำขัง วิธีนี้มักได้ผลดีกว่าไม่คลุมผิวหน้า แต่บางท่านเห็นว่าเป็นการทำให้งานมากขึ้น การเปิดก้อนเชื้อทั้งก้อน : แกะเอาพลาสติกออกหมดทั้งก้อนแล้วเอาก้อนเชื้อวางบนแผงไม้หรือในตะกร้า รดน้ำเปียกทั่วทั้งกอง เวลาเกิดดอกเห็ดจะเกิดได้ทุกส่วนคือส่วนบนและด้านข้าง มีโอกาสที่จะคายน้ำออกไปได้มาก แบบนี้เกิดเห็ดได้เร็วและหมดไปเร็วด้วย บางครั้งเอาฟางหรือต้นข้าวโพดป่นวางก้นตะกร้า มันจะช่วยเก็บความชื้นให้ก้อนเชื้อที่วางทับอยู่และการออกดอกก็จะเร็วยิ่ง ขึ้น การใส่ก้อนเชื้อในถาด : แกะพลาสติกออก ทั้งก้อนแล้วเอาก้อนเชื้อวางในตะกร้า วางชิดๆ กันให้พื้นที่ในการเกิดดอกเห็ดมีอยู่เฉพาะด้านบนด้านเดียว แล้วเอาฟางชุบน้ำคลุมผิวหน้าบางๆ หรือจะไม่คลุมก็ได้แต่ให้ความชื้นสม่ำเสมอจนมีเห็ดเกิดขึ้น เนื่องจากปล่อยให้เกิดดอกเห็ดเฉพาะด้านบน จึงอาจแบ่งก้อนหนึ่งเป็นสองหรือสามส่วนด้านขวาง แล้วใส่ในตะกร้าใหม่ เท่ากับทำให้ก้อนเชื้อเตี้ยลง ผลผลิตรวมที่ได้นั้นเพิ่มขึ้นจากวางทั้งก้อน วางทั้งก้อนมักจะใช้อาหารด้านล่างไม่หมดจึงทำให้ได้เห็ดน้อยกว่าที่ควร อายุและการเก็บเกี่ยว : เมื่อเอาถุงก้อนเชื้อมาเปิดรดน้ำจะเกิดดอกเห็ดเล็กๆ ในเวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ เมื่อเป็นดอกเห็ดเล็กๆ และดูแลรักษาความชื้นได้ดีดอกเห็ดก็จะโตเต็มที่ภายใน 4-5 วัน ส่วนมากตัดได้ภายในวันที่ 4 ถ้าทิ้งไว้นานกว่านั้น มันจะสร้างสปอร์ออกมาเป็นผงละเอียดสีขาวหลุดหล่นลงมาด้านล่าง ดอกเห็ดที่สร้างสปอร์ไปแล้วคุณภาพจะด้อยลงคือเหนียวขึ้นและรสก็จะขมขึ้นด้วย ฤดูปลูก : เห็ดนางรมขึ้นได้ดีมากในหน้าฝน ดีพอควรในหน้าร้อน ดีมากในหน้าหนาวที่ไม่ควรหนาวเกินไป ถ้าหนาวจัดก็ชะงักการเจริญเติบโตเช่นกัน กล่าวอย่างกว้างๆ ภาคกลางและภาคใต้ปลูกได้ทุกฤดูทั้งปี ภาคเหนือและภาคอีสานจะได้ผลดีในหน้าฝน หน้าร้อนพอใช้ได้ และผลผลิตจะต่ำลงมากในฤดูหนาวซึ่งหนาวกว่าภาคอื่นๆ ผลผลิตเห็ดนางรม : ก้อนเชื้อสูตรธรรมดาขนาดน้ำหนัก 200-300 กรัม จะให้ผลผลิตครั้งละ 10-30 กรัม รวม 3-5 ครั้ง ได้น้ำหนักรวม 50-100 กรัม แต่ละก้อนมักให้ผลผลิตได้ 4-5 รุ่น การดูแลและเก็บเห็ดนางรมจะทำอยู่ราวเดือนครึ่งถึงสองเดือนก็หมดอายุอาหารใน ก้อน ควรนำรุ่นใหม่เข้ามาแทน ส่วนของเก่าก็นำไปทำปุ๋ยหมักใส่ต้นไม้หรือเอาไปปรับปรุงดินให้ร่วนและอุดม ขึ้นต่อไป การจัดการก้อนเชื้อและการเพิ่มผลผลิต”เห็ดนางรม” การเพาะเลี้ยง เห็ดจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการก้อนเชื้อเห็ด และผล เสียอันอาจจะเกิดขึ้นได้จากเชื้อฝ่อ เน่า ตาย เส้นใยไม่เดิน เห็ดไม่ออก ดอก ผลผลิตน้อย หรือ มีเชื้อราเข้าทำลายเส้นใยเห็ด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผล คุ้มค่าต่อหน่วยการลงทุน และเพื่อให้ได้เห็ดนางรมที่มีคุณภาพดี เป็นที่ต้อง การของตลาด ผู้เพาะเลี้ยงเห็ดจำเป็นต้องอาศัยเทคนิคคความรู้ความเข้าใจ และ แนวทางในการจัดการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในการเพาะเลี้ยงเห็ดนางรม ซึ่ง มักจะพบมากมาย ดังนี้ สภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขในการเพาะเลี้ยงเห็ดนางรมในถุงพลาสติก : ++ เส้นใยเห็ดไม่เดินลงก้อนเชื้อเห็ด ++ อาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ 1. หัวเชื้อเห็ดเป็นเชื้ออ่อน หรือเส้นใยที่นำมาทำหัวเชื้อเห็ดผ่านการต่อเชื้อเห็ดมาหลายครั้ง ทำให้เส้นใยอ่อนแอ จึงควรเลือกหัวเชื้อที่ได้จากพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง และไม่ควรต่อเชื้อบ่อยครั้ง 2. หัวเชื้อเห็ดมีเชื้อจุลินทรีย์อื่นปนเปื้อนและเจริญแข่งกับเส้นใยเห็ด ผู้เพาะเลี้ยงควรสังเกตตั้งแต่ระยะเลี้ยงบนอาหารวุ้นว่ามีเชื้ออื่นปนเปื้อน หรือไม่ และหลังจากขยายลงบนเมล็ดข้าวฟ่างแล้ว ต้องไม่มีเชื้อจุลินทรีย์อื่นปอมปน 3. เลือกวัสดุเพาะที่ปราศจากสารเคมีปะปนอยู่ในวัสดุ โดยเฉพาะสารกำจัดโรคพืชที่มาจากฟางข้าวหรือขี้เลื่อย 4. สภาพความเป็นกรด-ด่าง ในก้อนเชื้อไม่เหมาะสม ควรให้มี pH ระหว่าง 6.5-6.8 5. ขี้เลื่อยที่ใช้เพาะมีความชื้นมากเกินไป เพราะสภาพดังกล่าวเชื้อแบคทีเรียและเชื้ออื่นจะเจริญได้ดีกว่า ++ เส้นใยเห็ดเดินบางมาก ++ เส้นใยเห็ดเดิน แต่ลักษณะการเดินของเส้นใยบางมากอาจเกิดจาก 1. มีอาหารเหลืออยู่น้อยในถุงก้อนเห็ด หรือมีอาหารเสริมน้อยเกินไป 2. การนึ่งฆ่าเชื้อยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ ใช้เวลาในการนึ่งน้อยเกินไป ++ เส้นใยเห็ดเดินแล้วหยุด ++ ก้อนเชื้อเห็ดมีความชื้นมากเกินไป จะสังเกตเห็นน้ำไหลมารวมกันที่ก้นถุง เชื้อแบคทีเรียจะเจริญได้ดี มีกลิ่นเหม็นเกิดขึ้น และอาจเกิดจากเชื้อเห็ดอ่อนแอ ++ เห็ดออกดอกช้าหลังจากเปิดถุงแล้ว ++ เมื่อเส้นใยเดินเต็มถุงแล้วควรปล่อยเส้นใยรัดตัว นาน 8-10 วัน เส้นใยต้องสานกันแน่นและสะสมอาหารให้มากพอจึงจะพัฒนาไปเป็นดอก นอกจากนี้อาจมีปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์สูง เพราะการระบายอากาศไม่ดีพอ หรือภายในโรงเรือนอาจมีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป หรือมีความชื้นไม่เพียงพอ ++ ดอกเห็ดเกิดขึ้นแต่ไม่พัฒนาไปเป็นดอก ++ มักจะเหี่ยวและแห้งตายในที่สุด อาจเกิดขึ้นจาก 1. หัวเชื้อเห็ดอ่อนแอ ต้องเลือกหัวเชื้อที่ดีและแข็งแรงเท่านั้น 2. เปิดปากถุงก้อนเชื้อกว้างเกินไป ทำให้เกิดดอกเห็ดมากโดยอาหารมีไม่พอเพียงและน้ำในก้อนเชื้อเคลื่อนย้ายออก จึงไม่ควรเปิดปากถุงให้กว้างเกินไป 3. ความชื้นในโรงเรือนมีน้อย ควรฉีดพ่นน้ำ ในทางตรงกันข้ามหากฉีดพ่นน้ำให้กระทบกับก้อนเห็ดโดยตรง จะทำให้ดอกเน่าเสียหายได้ ควรฉีดพ่นน้ำเป็นละอองฝอยในอากาศ 4. มีเชื้อจุลินทรีย์และเชื้ออื่นๆ แพร่ระบาดมาก จึงต้องรักษาความสะอาดภายในโรงเรือนให้ดี และอาจมีแมลงศัตรูเห็ด กัดและทำลายก้อนเชื้อเห็ดจำเป็นต้องจัดโรงเรือนให้สะอาดก่อนนำก้อนเชื้อเห็ด เข้าและระหว่างการเกิดดอก ++ การเพิ่มผลผลิตของเห็ดนางรม ++ นอกจากจะเพิ่มผลผลิตโดยเพิ่มอาหารเสริมในอัตราส่วนที่เหมาะสมแล้ว ยังมีวิธีการเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นได้ โดยการเพิ่มปุ๋ยให้แก่ก้อนเชื้อที่เปิดถุง วิธีการที่ใช้คือนำปุ๋ยยูเรีย 100กรัม ผสมกับปุ๋ยดับเบิ้ลซุปเปอร์ฟอสเฟต 50-100 กรัม ละลายในน้ำสะอาด 20 ลิตร ฉีดพ่นให้กับก้อนเชื้อที่เปิดถุงแล้ว 2 วัน และฉีดพ่นทุกวัน จนกระทั่งดอกเห็ดมีขนาดเท่าเหรียญบาท จะช่วยให้ดอกเห็ดเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การเพาะ”เห็ดนางรม”ในท่อนไม้ วิธีการนี้เป็น การเลียนแบบธรรมชาติ  เพราะเห็ดชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตในไม้เนื้ออ่อนได้ เป็นอย่างดี  ดอกเห็ดที่เกิดบนท่อนไม้สามารถเจริญอยู่ได้นาน  5-7  วัน  โดย ไม่เน่าเสียผลผลิตที่ได้ค่อนข้างสูง วิธีการเพาะเห็ดนางรมในท่อนไม้ : สามารถปฏิบัติเป็นขั้นตอนได้ ดังนี้ 1. เลือกไม้เนื้ออ่อนที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 นิ้ว มีความยาวประมาณ 1 เมตร ถ้าเป็นท่อนไม้ยางพาราควรทิ้งไว้ 5-7 วัน เพื่อให้ยางที่เปลือกแห้งก่อน 2. ใช้ค้อนหรือสว่านเจาะรูบนท่อนไม้แบบสลับฟันปลา แต่ละรูลึกประมาณ 2 นิ้ว และอยู่ห่างกัน 4-6 นิ้ว 3. นำหัวเชื้อเห็ดนางรมใส่ลงไปในรู พร้อมกับปิดปากรูด้วยจุกพลาสติก หรือเปลือกหุ้มไม้ที่เจาะออกมาเคลือบขี้ผึ้ง จากนั้นนำท่อนไม้ไปบ่มในร่มนานประมาณ 1 เดือน เพื่อให้เส้นใยเห็ดนางรมเจริญในท่อนไม้ก่อน จึงนำไปเปิดดอกภายในโรงเรือนเปิดดอก 4. เห็ดนางรมจะเริ่มให้ดอกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม้ผุ จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนจะได้ผลผลิตประมาณ 7 กก.ต่อท่อน การเพาะ”เห็ดนางรม”ในถุงพลาสติก หลัก การเพาะเห็ดนางรมเหมือนกับการเพาะเห็ดอื่นๆ โดยหลักการกว้างๆ คือ การผลิต หัวเชื้อเห็ดบริสุทธิ์ การผลิตหัวเชื้อเห็ด การผลิตก้อนเชื้อเห็ด และ การ เพาะในท่อนไม้ และ การทำให้เกิดดอกเห็ด หัว เชื้อเห็ดนางรมสามารถนำไปใช้ในการผลิตเห็ดทั้งในถุงพลาสติกและในท่อนไม้ เพื่อให้เห็ดนางรมใช้อาหารจากวัสดุทั้ง 2 อย่าง ในการเจริญและพัฒนาเป็นดอกเห็ดต่อไป การผลิตเห็ดนางรมในถุงพลาสติก : วัสดุที่บรรจุในถุงอาจเป็นขี้เลื่อยหรือฟางสับ ซังข้าวโพดอ่อน แล้วแต่วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ ทั้งนี้นิยมใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพารา และไม่จำเป็นต้องหมักขี้เลื่อย แต่จำเป็นต้องผสมอาหารเสริมเพิ่มลงไปในส่วนผสม เพื่อให้เห็ดนางรมใช้อาหารได้เต็มที่ สูตรอาหารที่นิยมใช้เพาะเห็ดนางรมมีหลายสูตรด้วยกัน ดังนี้ สูตรที่ 1 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กก. รำละเอียด 5 กก. น้ำสะอาด 60-70 ลิตร สูตรที่ 2 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กก. รำละเอียด 3-5 กก. แป้งข้าวเจ้า หรือน้ำตาลทราย 3-5 กก. ปูนขาว 0.5-1 กก. ดีเกลือ 0.5 กก. น้ำ (ความชื้น) 65-70 ลิตร สูตรที่ 3 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 ส่วนโดยปริมาตร รำละเอียด 8 ส่วนโดยปริมาตร แป้งข้าวเจ้า หรือน้ำตาลทราย 2-3 ส่วนโดยปริมาตร กากถั่ว 2 ส่วนโดยปริมาตร หินปูน 2-3 ส่วนโดยปริมาตร น้ำ (ความชื้น) 70-75 ส่วนโดยปริมาตร ** หมายเหตุ ** การเพิ่มปริมาณอาหารเสริมสูงทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ แต่ก้อนเชื้ออาจเสียหายจากเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นได้เช่นกัน ขั้นตอนการเตรียมวัสดุเพาะเห็ดนางรม : การเตรียมวัสดุเพาะเห็ดนางรม วัสดุหลัก (หากใช้ฟางข้าวแทนขี้เลื่อยจะต้องนำฟางข้าวมาสับเป็นท่อนๆ ยาว 2-3 นิ้วและหมักฟางไว้ 5-7 วัน) วิธีการ : 1. การผสม ใช้วัสดุหลักกองบนพื้นปูนซีเมนต์ พร้อมกับใส่อาหารเสริมลงไปกระจายให้ทั่ว ใช้พลั่วคลุกเคล้าผสมให้เข้ากันให้ดี ให้อาหารเสริมกระจายในส่วนผสมอย่างสม่ำเสมอ เติมน้ำลงไปในวัสดุเพาะให้มีความชื้นกระจายอย่างทั่วถึง ทดสอบความชื้นโดยนำขึ้นมากำแล้วบีบ หากพบว่าไม่มีน้ำไปไหลออกตามง่ามมือ และเมื่อแบมือออก ส่วนผสมยังจับกันเป็นก้อน แสดงว่าความชื้นในอาหารอยู่ในระดับเหมาะสม 2. การบรรจุและฆ่าเชื้อ นำวัสดุที่ผ่านการผสมแล้ว บรรจุในถุงพลาสติกทนร้อน ขนาด 7 x 12 นิ้ว หรือ 7 x 13 นิ้ว โดยอัดส่วนผสมลงในถุงพลาสติก ให้มีน้ำหนักประมาณ 800 กรัม สวมคอขวดใช้ยางรัดแล้วปิดจุกด้วยสำลี จากนั้นนำไปนึ่งด้วยหม้อนึ่งลูกทุ่ง นาน 3-4 ชม. นับจากน้ำเดือด หลังจากทิ้งให้ก้อนเชื้อเห็ดเย็นตัวลง นำหัวเชื้อเห็ดหรือเชื้อขยายในเมล็ดข้าวฟ่างใส่ลงไป 10-20 เมล็ด พร้อมกับเขย่าให้เมล็ดข้าวฟ่างกระจาย ** ข้อควรระวังในการเขี่ยต่อเชื้อลงในถุงก้อนเห็ด ** – หัวเชื้อเห็ดต้องไม่แก่หรืออายุมากเกินไป เพราะเส้นใยจะเจริญเติบโตช้า และต้องไม่มีเชื้อจุลินทรีย์อื่นปนเปื้อน – สถานที่ที่ใช้ในขั้นตอนต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วต้องสะอาด มีการกำจัดเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ 3. การบ่มเส้นใย นำถุงก้อนเห็ดไปบ่มในโรงบ่มเส้นใยซึ่งเป็นที่มืดและมีอุณหภูมิสูง ประมาณ 28 – 35 ๐ซ. เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของเส้นใย เส้นใยเห็ดจะเดินเต็มก้อนเห็ดภายใน 2-3 สัปดาห์ ควรพักก้อนเห็ดไว้ระยะหนึ่งเพื่อให้เส้นใยสะสมอาหาร 4. การกระตุ้นให้เกิดดอก หลังจากนั้นหากสามารถนำก้อนเห็ดไปไว้ที่อุณหภูมิต่ำ (chilling treatment) เพื่อให้จุลินทรีย์ที่จะทำลายเห็ดชะงักการเจริญเติบโต ที่อุณหภูมิประมาณ 17-20 องศาเซลเซียส นาน 10-15 วัน จะเป็นผลดีต่อการเพาะเลี้ยง ต่อมานำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเรือนเปิดดอก โดยวางซ้อนกันบนชั้นตัวเอ (A) หรือชั้นแขวนพลาสติก ซึ่งการเรียงไม่ควรให้สูงเกิน 1.5 เมตร เพราะความชื้นและความเย็นจากพื้นจะขึ้นไปไม่ถึง นอกจากนี้ยังสะดวกต่อการเก็บดอก ภายในโรงเรือนควรรักษาความชื้นไว้ที่ 70-90 % โดยการรดน้ำ 5. การเปิดดอก หลังจากเส้นใยเห็ดเจริญเต็มก้อนแล้ว ควรปล่อยให้เส้นใยเห็ดรัดตัวและสะสมอาหารเพิ่มมากขึ้นประมาณ 5-7 วัน เปิดถุงก้อนเห็ดสามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้ 1. การเปิดปากถุงโดยการม้วนปากถุงลง ใช้วิธีดึงคอขวดออกพร้อมกับม้วนปากถุงลง แล้วนำไปวางบนชั้นภายในโรงเรือนเพาะเห็ด ข้อเสียของการเปิดถุงแบบนี้คือ จะมีน้ำขังบนถุงทำให้ก้อนเชื้อเสียได้ และความชื้นในก้อนเห็ดสูญหายได้เร็วขึ้น 2. การเปิดปากถุงโดยใช้มีดปาดปากถุงบริเวณคอขวดออก แล้วนำไปวางบนชั้นเพาะเห็ดมีข้อเสียเหมือนวิธีแรก 3. การกรีดข้างถุงโดยใช้มีดปาดตรงคอขวดออก หรือดึงจุกสำลีออกแล้วนำก้อนเชื้อมาวางเรียงซ้อนกันภายในโรงเรือน ปล่อยให้เห็ดเจริญออกมาทางปากถุงทางเดียว เป็นวิธีใช้กันมากเพราะประหยัดพื้นที่และน้ำไม่ขังบนก้อนเชื้อ การผลิตเชื้อ”เห็ดนางรม”บริสุทธิ์และการทำหัวเชื้อจากเมล็ดข้าวฟ่าง ในการผลิตหัวเชื้อเห็ดนางรมให้ได้หัวเชื้อคุณภาพดี มีประสิทธิภาพในการเกิดดอกสูง ควรปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้ การเลือกดอกเห็ดทำพันธุ์ : – ควรเป็นดอกที่สมบูรณ์ หมวกดอกควรมีลักษณะงอโค้งคล้ายเห็ดมะม่วง – ดอกไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ควรอยู่ในระยะก่อนที่จะมีการสร้างสปอร์ – มีก้านดอกที่แข็งแรง ไม่มีเชื้อจุลินทรีย์ หรือเชื้อทำลายดอกเห็ด – สีของดอกควรเป็นสีขาวหรือเทา ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์และต้องไม่มีสีอื่นปะปน – ควรคัดดอกเห็ดจากถุงก้อนเชื้อที่ให้ผลผลิตสูงกว่าก้อนอื่น การเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดเพื่อผลิตหัวเชื้อเห็ดบริสุทธิ์ : การเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดเพื่อผลิตหัวเชื้อเห็ดบริสุทธิ์อาจทำได้ 2 กรณี ดังนี้ 1. การเพาะเลี้ยงสปอร์ ส่วนใหญ่จะใช้ในกรณีปรับปรุงพันธุ์ หรือผสมพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ 2. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ส่วนใหญ่จะใช้ในการขยายเส้นใยเห็ดนางรมกันมาก เพราะทำง่าย สะดวก รวดเร็ว และจะได้ดอกเห็ดที่มีลักษณะเหมือนพันธุ์เดิมทุกประการ สูตรอาหารเลี้ยงเชื้อเห็ดนางรมบริสุทธิ์ : โดยทั่วไปจะใช้อาหารวุ้น PDA แต่อาจใช้สูตรอาหารที่เหมาะสมกับการเลี้ยงเชื้อเห็ดโดยเฉพาะ ดังนี้ สารสกัดจากข้าวมอลท์(malt extract) 5 กรัม แป้งถั่วเหลือง(soybean flour) 10 กรัม เปปโตน(peptone) 1 กรัม ปุ๋ย (K2HPO4) 0.5 กรัม ดีเกลือ (MgSo4.7H2O) 0.5 กรัม สารละลาย FeCl2 (1%) 1 ซีซี สารสกัดจากยีสต์ (yeast extract) 0.1 กรัม วุ้นทำขนม 15-18 กรัม น้ำ 1 ลิตร การเขี่ยเชื้อเห็ดนางรม : ขั้นตอนการเขี่ยตัดเชื้อเห็ดเพื่อนำมาเพาะเลี้ยงในอาหารวุ้น ผสมยีสต์สกัด ควรปฏิบัติดังนี้ 1. ใช้เข็มเขี่ยชุบแอลกอฮอล์พร้อมลนไฟฆ่าเชื้อที่ปลายเข็มเขี่ย ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงส่วนของด้ามที่ใช้จับ การลนเข็มควรลนในแนวตรงเพื่อให้เข็มเขี่ยถูกเปลวไฟให้มากที่สุด ถือเข็มให้ปลายเข็มอยู่ในอากาศนาน 15-20 วินาที และอย่าให้ปลายเข็มสัมผัสกับส่วนใดๆ ภายในตู้เขี่ย 2. ใช้มือฉีกดอกเห็ดออกเป็น 2 ส่วน แล้วใช้เข็มเขี่ยจิกชิ้นส่วนของเนื้อเยื่อภายในดอก โดยเลือกเนื้อเยื่อระหว่างก้านดอกกับหมวกเห็ด ใช้เข็มเขี่ยจิกเนื้อเยื่อติดมาเพียงเล็กน้อยก็พอ 3. วางดอกเห็ดลงพร้อมใช้มือหยิบขวดอาหารวุ้น ใช้นิ้วก้อยและอุ้งมือที่ถือเข็มเขี่ยดึงจุกสำลีออกพร้อมกับถือเอาไว้ ห้ามกำจุกสำลีเด็ดขาด จากนั้นลนปากขวดอาหารวุ้น เพื่อฆ่าเชื้อและสอดเข็มเขี่ยที่มีเนื้อเยื่อติดอยู่ที่ส่วนปลายเข้าไป วางเนื้อเยื่อบนอาหารวุ้น ดึงเข็มออก ลนไฟฆ่าเชื้อที่ปากขวดก่อนปิดจุกขวด 4. นำขวดอาหารวุ้นเก็บในที่มืดและอุณหภูมิสูง จะช่วยให้เส้นใยเห็ดเดินเต็มได้เร็วขึ้นภายใน 10-15 วัน เมื่อเส้นใยเดินเต็มอาหารวุ้นแล้ว นำไปขยายลงในเมล็ดธัญพืชต่อไป หรือถ่ายเชื้อเห็ดจากอาหารวุ้น ขยายลงบนขวดอาหารวุ้นหลายๆ ขวดได้ การผลิตหัวเชื้อเห็ดนางรม : นิยม ขยายเส้นใยเห็ดลงบนเมล็ดธัญพืช ก่อนนำไปลงในถุงก้อนเชื้อ เมล็ดพืชที่นิยมคือเมล็ดข้าวฟ่าง เพราะหาง่าย ราคาถูก หรืออาจใช้เมล็ดข้าวเปลือกแทนได้ วิธีการเตรียมเมล็ดธัญพืชควรปฏิบัติ ดังนี้ 1. นำเมล็ดข้าวฟ่างมาคัดเอาสิ่งเจือปนออก แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน (เมล็ดข้าวฟ่าง 1 กก. จะใช้บรรจุขวดแบนได้ ประมาณ 50 ขวด หรือ 10 ขวด/กก.) 2. ต้มจนสุกแต่เมล็ดต้องไม่บาน หากบานมากเกินไปจะทำให้เส้นใยจับตัวกันแน่นไม่สะดวกในการเขี่ยเชื้อไปยัง ก้อนเชื้อเห็ด ควรจะเป็นการสุกรอบนอกเมล็ดก็เพียงพอ 3. นำมาผึ่งให้แห้งพอหมาด แล้วบรรจุลงในขวดแบนประมาณ ½ ขวด ปิดด้วยจุกสำลีแล้วหุ้มด้วยกระดาษ 4. นำขวดเมล็ดข้าวฟ่างไปนึ่งด้วยหม้อนึ่งความดัน โดยใช้ความดัน 15 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว นาน 30 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อ 5. เมื่อเมล็ดข้าวฟ่างเย็นตัวลง ให้เขย่าขวดเพื่อให้ความชื้นของเมล็ดในขวดกระจายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เส้นใยเห็ดเดินเร็วขึ้น 6. ทำการเขี่ยเส้นใยเห็ดในอาหารวุ้นลงไปในขวด โดยใช้เทคนิคการปลอดเชื้อและควรปฏิบัติภายในตู้เขี่ยเชื้อ เส้นใยจะเจริญเต็มเมล็ดข้าวฟ่างภายใน 2-3 สัปดาห์ แล้วนำไปปลูกเชื้อในถุงก้อนเชื้อต่อไป ลักษระเฉพาะของเห็ดนางรม เห็ด นางรมมีถิ่นกำเนิดแถบยุโรป มีการเจริญเติบโตได้ดีในไม้โอ้ค (oak)  เม เปิ้ล (maple)  ไม้พีช  (peach)  ฯลฯ  และสามารถเจริญเติบโตได้ดีใน เขตอบอุ่น  ต่อมาได้มีการทดลองเพาะเลี้ยงในไทย  พบว่าสามารถปรับตัวเจริญได้ ดีในไทยจนเป็นที่รู้จักกันดี  เห็ดนางรมจัดเป็นเห็ดที่นิยมรับประทานกัน มาก  เนื่องจากมีลักษณะคล้ายเห็ดขอนขาวหรือเห็ดมะม่วง  ที่เกิดขึ้นตาม ธรรมชาติบนตอไม้ผุ  ประกอบกับเป็นเห็ดที่มีสีขาวสะอาด  มีคุณค่าทางอาหาร สูง  และมีรสชาติหอมหวาน  เนื้อเห็ดไม่เหนียวและยังมีสารบางอย่างมีสรรพคุณ เป็นยารักษาโรค  จึงเป็นที่นิยมผลิตเพื่อบริโภคกันมาก เห็ด นางรมมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะโปรตีน คาร์โบไฮเดรท วิตามิน และธาตุอาหารหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม ให้พลังงานค่อนข้างสูง มีวิตามินบี 1 และบี 2 สูงกว่าเห็ดชนิดอื่น และยังมีกรดโฟลิคสูงกว่าพืชผักและเนื้อสัตว์ ช่วยป้องกันรักษาโรคโลหิตจางได้ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมีปริมาณโซเดียมต่ำจึงใช้เป็นอาหารผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคไตอักเสบ ลักษณะทางชีววิทยาและสัณฐานวิทยาของเห็ดนางรม : ชื่อวิทยาศาสตร์ Pleurotus osttreatus (Fr.) Kummer ชื่อสามัญ Oyster mushroom Subdivision Basidiomycotina Class Hymenomycetes Subclass Holobasidiomycetidae Order Agaricales (Agarics) Family Pleurotaceae Genus Pleurotus Specie ostreatus เห็ดนางรมขึ้นอยู่เป็นกลุ่ม มีโคนก้านดอกติดกันและมีหมวกเห็ดซ้อนกันเป็นชั้นๆ และสามารถงอกออกมาจากขอนไม้หรือกิ่งไม้ผุบนต้นไม้ยืนต้นได้ 1.เห็ดนางรมสีขาว(White type หรือ Florida type) เจริญเติบโตได้ในสภาพอุณหภูมิสูง จึงนำมาเพาะเลี้ยงในช่วงฤดูร้อน เห็ดชนิดนี้จะออกดอกได้ดีที่อุณหภูมิสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส หมวกดอกมีสีขาว และมีน้ำหนักมากกว่าเห็ดนางรมสีเทา แต่หมวกดอกจะมีขนาดเล็กและบางกว่านางรมสีเทา 2.เห็ดนางรมสีเทา(Grey type หรือ Winter type) เจริญได้ดีในสภาพอุณหภูมิต่ำ จึงเพาะเลี้ยงในช่วงฤดูหนาว เห็ดจะออกดอกได้ดีที่อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส หมวกดอกหนาและมีขนาดใหญ่ แต่ผลผลิตต่ำกว่าชนิดแรก รูปร่างลักษณะของเห็ดนางรม : เนื่องจากเห็ดนางรมมีรูปร่างเหมือนหอยนางรมจึงเรียกเห็ดนี้ว่า Oyster mushroom ซึ่งประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้ 1.หมวกดอก(cap หรือ pileus) มีลักษณะคล้ายหอยนางรม หมวกดอกมีลักษณะแบนราบไม่เหมือนเห็ดฟาง กลางหมวกดอกมีลักษณะเว้าเป็นแอ่ง มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-15 ซม. มีสีขาวหรือสีขาวนวล มีขนละเอียดสีขาวปกคลุมคล้ายขนกำมะหยี่ ด้านล่างของหมวกดอกจะเชื่อมติดกับก้านดอกหรือเป็นเนื้อเดียวกัน 2.ก้านดอก(stalk) เป็นส่วนชูดอกขึ้นไปในอากาศ ก้านดอกค่อนข้างสั้นและเจริญเข้าหาแสงสว่าง ก้านดอกเห็ดอยู่ค่อนไปข้างหนึ่ง ไม่อยู่กึ่งกลางของหมวกเห็ด ก้านโค้งงอเหมือนพัดเล็กน้อย มีความกว้างประมาณ 0.5-2 ซม. ยาวประมาณ 1-3 ซม. 3.ครีบดอก(gill) มีลักษณะเป็นแผ่น บางๆ สีขาวหรือสีเทา บริเวณครีบดอกเป็นแหล่งสร้างสปอร์ สปอร์มีสีขาวอมม่วงอ่อน รูปร่างกลมรี มีติ่งเล็กๆ ที่ปลายข้างหนึ่ง ขนาด 3x 4 – 8 x 12 ไมครอน วงจรชีวิตของเห็ดนางรม : เห็ดนางรมมีวงจรชีวิตแบบ heterothallic ที่เกิดจากดอกเห็ดเจริญเติบโตเต็มที่ มีการสร้างเบสิดิโอสปอร์ เมื่อสปอร์ปลิวไปตกในบริเวณที่เหมาะสมจะงอกเส้นใยขั้นที่ 1 (primary mycelium) ซึ่งมีนิวเคลียสเพียงอันเดียว จากนั้นเส้นใยขั้นที่ 1 ที่เจริญมาจากสปอร์ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมอีก 1 สปอร์ จะรวมตัวกันแล้วพัฒนาเป็นเส้นใยขั้นที่ 2 (secondary mycelium) ซึ่งมีนิวเคลียส 2 อัน เส้นใยขั้นที่ 2 นี้อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า dikaryotic เส้นใยขั้นที่ 2 จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และในแต่ละเซลล์จะมีข้อยึดระหว่างเซลล์ (clamp connection) เส้นใยจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน พร้อมที่จะสร้างดอกเรียกเส้นใยระยะนี้ว่าเส้นใยขั้นที่ 3 (teritiary mycelium) จากนั้นเส้นใยจะค่อยๆ พัฒนาไปเป็น fruiting body หรือเจริญเป็นดอกเห็ดต่อไป ธรรมชาติของเห็ดนางรม : เห็ดนางรมเป็นเห็ดที่มีการดำรงชีวิตแบบ saprophytic fungi แต่บางครั้งจัดเป็นพาราสิต โดยเจริญเติบโตบนต้นไม้ที่มีชีวิตและเมื่อต้นไม้ตาย เห็ดนางรมก็ยังสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้อีก การดำรงชีวิตตามธรรมชาติของเห็ดนางรม ดังนี้ 1.จัดเป็นเห็ดที่มีความสามารถย่อยสารประกอบที่มีโมเลกุลซับซ้อนได้ดีกว่าเห็ดฟาง โดยเฉพาะพวกเซลลูโลส ลิกนิน จึงทำให้วัสดุที่ใช้เพาะโดยเฉพาะขี้เลื่อยไม้ยางพาราไม่จำเป็นต้องผ่านการหมักก็ได้ 2.ความสามารถในการดำรงชีวิตในกรณีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เห็ดนางรมสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยการสร้างคลามัยโดสปอร์ (chlamydospore) อยู่ตามตอไม้ เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะงอกเส้นใยออกมา แล้วเส้นใยจะพัฒนาไปเป็นดอกและมีสปอร์แพร่พันธุ์ต่อไป 3.เห็ดนางรมจัดเป็นเห็ดที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดเล็กน้อย หรือมี pH ระหว่าง 5-5.2 จึงไม่จำเป็นต้องใส่ปูนขาวในวัสดุเพาะ 4.อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเส้นใย ควรอยู่ประมาณ 30 -32 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสร้างดอกประมาณ 25 องศาเซลเซียส 5.เส้นใยเห็ดนางรมมีความสามารถในการเจริญเติบโต และมีการเชื่อมต่อของเส้นใยเร็วมาก จึงทำให้เส้นใยเดินเต็มก้อนได้เร็วกว่าเห็ดชนิดอื่นๆ และมีความสามารถในการใช้น้ำตาลในรูปของคาร์โบไฮเดรทได้เป็นอย่างดี

การเพาะ”เห็ดนางรม”ในถุงพลาสติก หลัก การเพาะเห็ดนางรมเหมือนกับการเพาะเห็ดอื่นๆ โดยหลักการกว้างๆ คือ การผลิต หัวเชื้อเห็ดบริสุทธิ์ การผลิตหัวเชื้อเห็ด การผลิตก้อนเชื้อเห็ด และ การ เพาะในท่อนไม้ และ การทำให้เกิดดอกเห็ด หัว เชื้อเห็ดนางรมสามารถนำไปใช้ในการผลิตเห็ดทั้งในถุงพลาสติกและในท่อนไม้ เพื่อให้เห็ดนางรมใช้อาหารจากวัสดุทั้ง 2 อย่าง ในการเจริญและพัฒนาเป็นดอกเห็ดต่อไป การผลิตเห็ดนางรมในถุงพลาสติก : วัสดุที่บรรจุในถุงอาจเป็นขี้เลื่อยหรือฟางสับ ซังข้าวโพดอ่อน แล้วแต่วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ ทั้งนี้นิยมใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพารา และไม่จำเป็นต้องหมักขี้เลื่อย แต่จำเป็นต้องผสมอาหารเสริมเพิ่มลงไปในส่วนผสม เพื่อให้เห็ดนางรมใช้อาหารได้เต็มที่ สูตรอาหารที่นิยมใช้เพาะเห็ดนางรมมีหลายสูตรด้วยกัน ดังนี้ สูตรที่ 1 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กก. รำละเอียด 5 กก. น้ำสะอาด 60-70 ลิตร สูตรที่ 2 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กก. รำละเอียด 3-5 กก. แป้งข้าวเจ้า หรือน้ำตาลทราย 3-5 กก. ปูนขาว 0.5-1 กก. ดีเกลือ 0.5 กก. น้ำ (ความชื้น) 65-70 ลิตร สูตรที่ 3 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 ส่วนโดยปริมาตร รำละเอียด 8 ส่วนโดยปริมาตร แป้งข้าวเจ้า หรือน้ำตาลทราย 2-3 ส่วนโดยปริมาตร กากถั่ว 2 ส่วนโดยปริมาตร หินปูน 2-3 ส่วนโดยปริมาตร น้ำ (ความชื้น) 70-75 ส่วนโดยปริมาตร ** หมายเหตุ ** การเพิ่มปริมาณอาหารเสริมสูงทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ แต่ก้อนเชื้ออาจเสียหายจากเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นได้เช่นกัน ขั้นตอนการเตรียมวัสดุเพาะเห็ดนางรม : การเตรียมวัสดุเพาะเห็ดนางรม วัสดุหลัก (หากใช้ฟางข้าวแทนขี้เลื่อยจะต้องนำฟางข้าวมาสับเป็นท่อนๆ ยาว 2-3 นิ้วและหมักฟางไว้ 5-7 วัน) วิธีการ : 1. การผสม ใช้วัสดุหลักกองบนพื้นปูนซีเมนต์ พร้อมกับใส่อาหารเสริมลงไปกระจายให้ทั่ว ใช้พลั่วคลุกเคล้าผสมให้เข้ากันให้ดี ให้อาหารเสริมกระจายในส่วนผสมอย่างสม่ำเสมอ เติมน้ำลงไปในวัสดุเพาะให้มีความชื้นกระจายอย่างทั่วถึง ทดสอบความชื้นโดยนำขึ้นมากำแล้วบีบ หากพบว่าไม่มีน้ำไปไหลออกตามง่ามมือ และเมื่อแบมือออก ส่วนผสมยังจับกันเป็นก้อน แสดงว่าความชื้นในอาหารอยู่ในระดับเหมาะสม 2. การบรรจุและฆ่าเชื้อ นำวัสดุที่ผ่านการผสมแล้ว บรรจุในถุงพลาสติกทนร้อน ขนาด 7 x 12 นิ้ว หรือ 7 x 13 นิ้ว โดยอัดส่วนผสมลงในถุงพลาสติก ให้มีน้ำหนักประมาณ 800 กรัม สวมคอขวดใช้ยางรัดแล้วปิดจุกด้วยสำลี จากนั้นนำไปนึ่งด้วยหม้อนึ่งลูกทุ่ง นาน 3-4 ชม. นับจากน้ำเดือด หลังจากทิ้งให้ก้อนเชื้อเห็ดเย็นตัวลง นำหัวเชื้อเห็ดหรือเชื้อขยายในเมล็ดข้าวฟ่างใส่ลงไป 10-20 เมล็ด พร้อมกับเขย่าให้เมล็ดข้าวฟ่างกระจาย ** ข้อควรระวังในการเขี่ยต่อเชื้อลงในถุงก้อนเห็ด ** – หัวเชื้อเห็ดต้องไม่แก่หรืออายุมากเกินไป เพราะเส้นใยจะเจริญเติบโตช้า และต้องไม่มีเชื้อจุลินทรีย์อื่นปนเปื้อน – สถานที่ที่ใช้ในขั้นตอนต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วต้องสะอาด มีการกำจัดเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ 3. การบ่มเส้นใย นำถุงก้อนเห็ดไปบ่มในโรงบ่มเส้นใยซึ่งเป็นที่มืดและมีอุณหภูมิสูง ประมาณ 28 – 35 ๐ซ. เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของเส้นใย เส้นใยเห็ดจะเดินเต็มก้อนเห็ดภายใน 2-3 สัปดาห์ ควรพักก้อนเห็ดไว้ระยะหนึ่งเพื่อให้เส้นใยสะสมอาหาร 4. การกระตุ้นให้เกิดดอก หลังจากนั้นหากสามารถนำก้อนเห็ดไปไว้ที่อุณหภูมิต่ำ (chilling treatment) เพื่อให้จุลินทรีย์ที่จะทำลายเห็ดชะงักการเจริญเติบโต ที่อุณหภูมิประมาณ 17-20 องศาเซลเซียส นาน 10-15 วัน จะเป็นผลดีต่อการเพาะเลี้ยง ต่อมานำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเรือนเปิดดอก โดยวางซ้อนกันบนชั้นตัวเอ (A) หรือชั้นแขวนพลาสติก ซึ่งการเรียงไม่ควรให้สูงเกิน 1.5 เมตร เพราะความชื้นและความเย็นจากพื้นจะขึ้นไปไม่ถึง นอกจากนี้ยังสะดวกต่อการเก็บดอก ภายในโรงเรือนควรรักษาความชื้นไว้ที่ 70-90 % โดยการรดน้ำ 5. การเปิดดอก หลังจากเส้นใยเห็ดเจริญเต็มก้อนแล้ว ควรปล่อยให้เส้นใยเห็ดรัดตัวและสะสมอาหารเพิ่มมากขึ้นประมาณ 5-7 วัน เปิดถุงก้อนเห็ดสามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้ 1. การเปิดปากถุงโดยการม้วนปากถุงลง ใช้วิธีดึงคอขวดออกพร้อมกับม้วนปากถุงลง แล้วนำไปวางบนชั้นภายในโรงเรือนเพาะเห็ด ข้อเสียของการเปิดถุงแบบนี้คือ จะมีน้ำขังบนถุงทำให้ก้อนเชื้อเสียได้ และความชื้นในก้อนเห็ดสูญหายได้เร็วขึ้น 2. การเปิดปากถุงโดยใช้มีดปาดปากถุงบริเวณคอขวดออก แล้วนำไปวางบนชั้นเพาะเห็ดมีข้อเสียเหมือนวิธีแรก 3. การกรีดข้างถุงโดยใช้มีดปาดตรงคอขวดออก หรือดึงจุกสำลีออกแล้วนำก้อนเชื้อมาวางเรียงซ้อนกันภายในโรงเรือน ปล่อยให้เห็ดเจริญออกมาทางปากถุงทางเดียว เป็นวิธีใช้กันมากเพราะประหยัดพื้นที่และน้ำไม่ขังบนก้อนเชื้อ
No Comments

Post A Comment