การเสริมรายได้ในสวนยาง ด้วยการปลูกพืชแซมและเลี้ยงสัตว์

Zemanta Related Posts Thumbnail

28 ต.ค. 2010 การเสริมรายได้ในสวนยาง ด้วยการปลูกพืชแซมและเลี้ยงสัตว์

ระหว่างที่รอต้นยางโตหรือรอกรีดนั้นสามารถปลูกพืชได้หลายชนิด ปลูกได้ตั้งแต่เริ่มปลูกยางพาราไปจนกระทั่งยางพาราเปิดกรีดได้ แต่มีพืชอีกหลายชนิดที่ไม่ สมควรปลูก เพราะจะมีผลกระทบต่อต้นยางพารา หรืออาจจะทำให้สวนยาง

การเสริมรายได้ในสวนยาง ด้วยการปลูกพืชแซมและเลี้ยงสัตว์

ระหว่างที่รอยางโตหรือรอกรีดนั้นสามารถปลูกพืชได้หลายชนิด ปลูกได้ตั้งแต่เริ่มปลูกยางพาราไปจนกระทั่งยางพาราเปิดกรีดได้ แต่มีพืชอีกหลายชนิดที่ไม่ สมควรปลูก เพราะจะมีผลกระทบต่อต้นยางพารา หรืออาจจะทำให้สวนยางพาราเสียหายได้ สำหรับประเภทของพืชเสริมรายได้นั้นแบ่งออกเป็น

1. การปลูกพืชเพิ่มรายได้

ก. การปลูกพืชแซมยาง หมายถึงพืชล้มลุกหรือพืชอายุสั้นที่ต้องการแสงสว่างมากในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต และรวมถึงพืชล้มลุก ขนาดเล็กต่าง ๆ ที่ทนต่อสภาพร่มเงา ซึ่งหมายถึงพืชแซมยาง แบ่งได้เป็น 2 ประเภท :-

ประเภทที่ 1 : พืชแซมยางที่ต้องการแสงมาก มีหลายชนิด ได้แก่ พืชไร่ชนิดต่าง ๆ เช่น ข้าวไร่ ข้าวโพด และถั่วต่าง ๆ พืชเหล่านี้ควรปลูกห่างแถวยางพาราประมาณ 1 เมตร ในกรณีที่เป็นอ้อย มันสำปะหลัง และละหุ่ง ควรปฏิบัติดังนี้.-

1. อ้อย : มี 2 ชนิดคือ อ้อยโรงงาน ซึ่งใช้ทำน้ำตาล และอ้อยคั้นน้ำ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ควรปลูกอ้อยทั้ง 2 ชนิดนี้ เพื่อลด ผลกระทบต่อต้นยางพารา และลดปัญหาไฟไหม้สวนยางพารา (ใบอ้อยแห้งจะเป็นเชื้อไฟได้ในช่วงแล้ง) ส่วนในภาคใต้และภาคตะวันออก ไม่ควรปลูกอ้อยโรงงานเช่นเดียวกัน แต่สำหรับอ้อยคั้นน้ำเนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของยางพารา และปัญหาด้านเป็นเชื้อไฟ มีน้อยเพราะอายุสั้น และในช่วงแล้งก็ไม่แล้งจัดจนเกินไป จึงสามารถปลูกเป็นพืชแซมยางได้ ทั้งในภาคใต้และภาคตะวันออก

2. มันสำปะหลัง : ไม่ควรปลูกในภาคใต้และภาคตะวันออก เพราะมันสำปะหลังเจริญเติบโตเร็ว มีศักยภาพในการใช้ปุ๋ยสูง จึงมีผลกระทบ ต่อการเจริญเติบโตของยางพารา ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ไม่ควรปลูกเช่นเดียวกัน แต่ในกรณีที่เกษตรกรจำเป็นต้องปลูก (เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดและบำรุงรักษาได้ง่าย) ปฏิบัติตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยพืชไร่ และควรปลูกห่างแถวยางพาราประมาณ 2 เมตร การไถตัดราก (ไถเดินตาม) ห่างจากแถวมันสำปะหลังประมาณ 50 เซนติเมตร (เฉพาะแถวริมที่อยู่ใกล้แถวยางพารา) จะลดปัญหา การแย่งปุ๋ย และความชื้นในดินจากยางพาราได้บ้าง

3.ละหุ่ง : ไม่ควรปลูกในภาคใต้และภาคตะวันออกเช่นเดียวกัน เพราะนอกจากจะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของยางพาราแล้ว ฝักของละหุ่งมักเป็นเชื้อราเนื่องจากความชื้น และนอกจากนั้นยังหาตลาดจำหน่ายได้ยากเช่นเดียวกับมันสำปะหลัง แต่ในภาคตะวันออก เฉียงเหนืออนุโลมให้ปลูกได้ โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกมันสำปะหลัง

*** นอกจากพืชไร่ดังกล่าวแล้ว ยังสามารถปลูกพืชได้อีกหลายชนิด เช่น พืชผักต่าง ๆ กล้วย มะละกอ สับปะรด และพืชอาหารสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำแนะนำ พืชประเภทนี้จะปลูกได้ช่วงที่ยางยังมีอายุน้อยๆ พุ่มยังไม่แผ่กว้างคลุมพื้นที่ สามารถปลูกแซมได้ตั้งแต่เริ่มปลูกยางเป็นต้นไป

ประเภทที่ 2 : พืชแซมยางที่ทนต่อสภาพร่มเงาได้แก่ ขิง ข่า ขมิ้น ไม้ดอกบางชนิด ดาหลา หน้าวัว เฮลิโกเนีย ผักพื้นบ้านบางชนิด เช่น ผักกูด และผักกาดนกเขา ฯลฯ ตลอดจนเฟิร์นต่าง ๆ

หมายถึง พืชขนาดกลางไปจนถึงพืชยืนต้นขนาดใหญ่ เช่น ผักเหมียง กระวาน พืชสกุลระกำ หวายตะค้าทอง หวายกินหน่อ และไม้ป่าบางชนิด ไม้ผลพื้นเมืองบางชนิดได้ เช่น ละไม ส่วนลองกองและขนุนในขณะนี้ยังไม่แนะนำให้ปลูกเป็นพืชร่วมยาง

*** ปลูกเมื่อยางเริ่มแผ่กิ่งก้านปกคลุมพื้นที่สวนแล้ว

2. การเลี้ยงสัตว์ในสวนยาง

การเลี้ยงสัตว์ในสวนยางสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรเจ้าของสวนยาง ดำเนินการได้ใน 2 รูปแบบ คือ การปลูกหญ้า เพื่อเลี้ยงสัตว์ในสวนยางอ่อน และการปล่อยสัตว์กินหญ้าในสวนยาง สัตว์ที่นิยมเลี้ยง เช่น แกะ แพะ สัตว์ปีก นอกจากนี้ในสวนยาง ยังสามารถเลี้ยงผึ้งได้

การเลี้ยงแกะในสวนยาง :

ในสวนยางที่มีอายุมากกว่า 20 ปี พบว่ามีปริมาณเพียงพอให้แกะแทะเล็มเป็นอาหารได้ในอัตรา 1 ตัวต่อไร่ สำหรับสวนยางอ่อน ควรปล่อยแกะลงแทะเล็มหญ้าตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.30 น.ในขณะที่สวนยางที่ให้ผลผลิตแล้ว ควรให้แกะได้รับแสงแดดเช้า และบ่าย ช่วงละ 2 ชั่วโมง

– จัดน้ำให้แกะกินในสวนยางด้วย

– โรงเรือนที่พักแกะ หลังคาหน้าจั่ว ยกพื้นสูง 1 – 1.50 เมตร ไม้พื้นทำเป็นร่องห่างกัน 1.5 – 2.0 เซนติเมตร ความกว้างไม่เกิน 5 เมตร ความยาวขึ้นอยู่กับปริมาณแกะ โดยมากแกะ 1 ตัวใช้ขนาด 2 ตารางเมตร

– ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย โรคอื่น ๆ ปีละ 2 ครั้ง ห่างกัน 6 เดือน ถ่ายพยาธิทุก 3 เดือน

– ต้องมีน้ำสะอาดและเกลือแร่ก้อนให้แกะกินตลอดเวลา

การเลี้ยงผึ้งในสวนยาง

– ใช้ผึ้งพันธุ์ Apis mellifera เลี้ยงเพื่อเก็บน้ำหวานโดยวิธีย้ายรัง นำรังผึ้งวางไว้ในสวนยางช่วงยางผลัดใบ

– ยางพารา 1.4 ไร่ สามารถเลี้ยงผึ้งได้ 1 รัง

– ควรเลือกแหล่งวางรังผึ้งในบริเวณที่มีความหลากหลายของพืช วัชพืช ไม้ผล หรือไม้ป่า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมวิชาการเกษตร

 

No Comments

Post A Comment