ข้าวหอมมะลิ

20 ธ.ค. 2015 ข้าวหอมมะลิ

ข้าวหอมมะลิ (Thai jasmine rice) เป็นสายพันธุ์ข้าวที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย มีลักษณะกลิ่นหอมคล้ายใบเตย เป็นพันธุ์ข้าวที่ทำให้ข้าวไทยเป็นสินค้าส่งออกที่รู้จักไปทั่วโลก ข้าวหอมมะลิข้าวหอมมะลิ” เรียกอีกอย่างว่าข้าวเสวย เมื่อปี พ.ศ. 2497 นายทรัพธนา เหมพิจิตร ผู้จัดการบริษัทการส่งออกข้าว จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รวบรวมพันธุ์ข้าวหอมในเขตอำเภอบางคล้า ได้จำนวน 199 รวง แล้ว ดร.ครุย บุณยสิงห์ (ผู้อำนวยการกองบำรุงพันธุ์ข้าวในขณะนั้น) ได้ส่งไปปลูกคัดพันธุ์บริสุทธิ์และเปรียบเทียบพันธุ์ที่ สถานีทดลองข้าวโคกสำโรง (ขณะนี้เป็นสถานีข้าวลพบุรี) ดำเนินการคัดพันธุ์โดยนักวิชาการเกษตรชื่อนายมังกร จูมทอง ภายใต้การดูแลของนายโอภาส พลศิลป์ หัวหน้าสถานีทดลองข้าวโคกสำโรง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2502 ได้พันธุ์บริสุทธิ์ข้าวขาวดอกมะลิ 4-2-105 และคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ ข้าวได้อนุมัติให้เป็นพันธุ์ส่งเสริมแก่เกษตรกร เมื่อ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 โดยเกษตรกรทั่วไปเรียกว่า [ขาวดอกมะลิ 105] ต่อมาได้มีการปรับปรุงพันธุ์ข้าว [ขาวดอกมะลิ 105] จนได้ข้าวพันธุ์ [กข 15] ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ประกาศให้ ข้าวทั้ง 2 พันธุ์เป็นข้าวหอมมะลิไทย

ปัจจัยที่มาของความหอมของข้าวหอมมะลิ

ตามที่ทราบกันดีว่า เกษตรกรทางอำ เภอบางคล้า กิ่งอำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นแหล่งเดิมที่ปลูกข้าวหอมมะลินานกว่า 50 ปี โดยไม่เปลี่ยนเมล็ดพันธุ์เลยยังมีความหอมอยู่ เมื่อปี 2493-94 กรมเกษตร กระทรวงเกษตร ได้ให้คุณสุนทร สีหะเนิน รวบรวมข้าวพันธุ์นี้ จำ นวน 199 รวง แล้วนำ ไปคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์ที่สถานีทดลองข้าวโคกสำ โรง จังหวัดลพบุรี ต่อมากองบำ รุงพันธุ์ กรมการข้าว ได้เปรียบเทียบข้าวพันธุ์นี้ในท้องถิ่นทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ข้าวให้ใช้ขยายพันธุ์ ได้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2502 โดยใช้ชื่อว่า ขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งเป็นข้าวเจ้าไวต่อแสง ปลูกได้ เฉพาะฤดูนาปีเท่านั้น ลักษณะใบสีเขียว ลำ ต้นสีเขียวอ่อน ความสูงประมาณ 138-150 เซนติเมตร ปลูกได้ในที่ลุ่มทั่วไปที่มีระดับนํ้าไม่ลึกเกิน 80 เซนติเมตร ทนทานต่อความ แห้งแล้ง ทนดินเปรี้ยวและดินเค็มได้ดีพอสมควร ต้านทานโรคใบจุดสีนํ้าตาลและโรคขอบใบ แห้งปานกลาง แต่ไม่ต้านทานโรคใบสีส้ม โรคไหม้และโรคใบหงิก ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีนํ้า ตาล เพลี้ยจักจั่นสีเขียวและหนอนกอ ต้นข้าวอ่อนล้มง่ายเมื่อร่วงข้าวสุกแก่ อายุเก็บเกี่ยวประมาณ วันที่ 20 พฤศจิกายน ผลผลิตข้าวเปลือกค่อนข้างตํ่าเฉลี่ยประมาณ 363 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ด ข้าวเปลือกสีฟางยาวเรียวสวยงาม นํ้าหนักเบา ระยะพักตัวของเมล็ดข้าวนี้ประมาณ 43 วัน เมล็ดข้าวกล้องยาว 7.5 มิลลิเมตร กว้าง 2.1 มิลลิเมตร หนา 1.8 มิลลิเมตร เมล็ดข้าวสาร ใสดี แข็งแกร่งได้มาตรฐาน คุณภาพหุงต้มมีกลิ่นหอมอ่อนนุ่ม จากการสำรวจตรวจดูแหล่งเดิมปลูกข้าวหอมนี้ที่หนาแน่นเป็นผืนใหญ่ รวมทั้งสอบถามข้อ มูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรที่ปลูกข้าวดังกล่าว และดูแผนที่ดินของจังหวัดฉะเชิงเทรา ปรากฏ ว่า ดินในแหล่งนี้เป็นชุดดินรังสิต ชุดดินองครักษ์ ชุดดินมหาโพธิ์ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มชุดดินของดิน กรดกำ มะถันที่มีทั้งหมด 9 ชุดดินด้วยกัน คือ ชุดดินองครักษ์ ชุดดินดอนเมือง ชุดดินรังสิต ชุดดินเสนา ชุดดินอยุธยา ชุดดินมหาโพธิ์ ชุดดินธัญบุรี ชุดดินบางนํ้าเปรี้ยว ชุดดินฉะเชิงเทรา ชุดดินเหล่านี้บ้างเกิดจากการตกตะกอนของนํ้ากร่อย บ้างเกิดจากการตกตะกอนของนํ้าจืดบน ตะกอนนํ้ากร่อย ซึ่งมีเกลือสมุทรหรือโซเดียมคลอไรด์รวมอยู่ด้วย ผู้เขียนเคยปลูกข้าวหอมซํ้าที่เดิม ในดินนาธรรมดาทั่วไป 2-3 ปี โดยไม่เปลี่ยนพันธุ์ข้าวเลยแล้วได้ข้าวสารไม่มีกลิ่นหอมเลย จึงมี ความคิดที่จะใช้ประโยชน์ดังกล่าวว่าชุดดินอะไรบ้างที่เหมาะสมปลูกข้าวนี้ ในอันจะเป็นแนวทางส่ง เสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวนี้ มีคุณภาพหอมดีแพร่หลายสนองความต้องการเพิ่มมากขึ้น ในการ ตรวจสอบติดตามวิเคราะห์ดูความหอมของข้าวพันธุ์นี้ด้วยทั้งในที่นาของเกษตรกรภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคกลาง สถานีทดลองข้าวราชบุรีและโคกสำ โรง ตามลำ ดับ โดยไม่เปลี่ยนพันธุ์ ข้าวเลยเป็นเวลา 19-50 ปีพบว่า เป็นชุดดินองครักษ์ ชุดดินรังสิต ชุดดินมหาโพธิ์ ชุดดินดอน เมือง ชุดดินนครปฐม ชุดดินเดิมบางชุดดินโคกสำ โรง โดยเฉพาะชุดดินสุดท้ายนี้มีลักษณะเหมือน ชุดดินกุลาร้องไห้ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อสีเป็นข้าวเม็ดใสสวยหุงต้มแล้วมีกลิ่นหอมมาก โรงสีในจังหวัดลพบุรี สระบุรีแย่งกันซื้อในราคาสูง จากรายงานการสำ รวจดินจังหวัดในภาคตะวัน ออกเฉพาะที่ชุดดินองครักษ์ ชดุ ดนิ รงั สติ ชุดดินมหาโพธิ์ ชดุ ดนิ ดอนเมอื ง พอประมวลได้ด้งนี้ นครนายก 412,793 ไร่ ปราจีนบุรี 389,217 ไร่ ฉะเชิงเทรา 283,938 ไร่ ชลบุรี 109,188 ไร่ ระยอง 23,845 ไร่ ตราด 3,285 ไร่ ภาคตะวันตกเฉพาะที่ชุดดินนครปฐม ชุดดินเดิมบางได้แก่ สุพรรณบุรี 352,624 ไร่ นครปฐม 78,444 ไร่ ราชบุรี 49,481 ไร่ เพชรบุรี 25,769 ไร่ ภาคกลางมีลพบุรีจังหวัดเดียวที่มีชุดดินโคกสำ โรง 34,400 ไร่ นอกจาก นี้ในแต่ละจังหวัดของ 3 ภาคนี้มีชุดดินที่เหมาะสมของภาคอื่นด้วย สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือคุณเฉลียว แจ้งไพร อดีตผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสำรวจ จำแนกและวางแผนการการใช้ที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน และอดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ได้ชี้แจงว่า จากการสังเกตและประสบการณ์ปฏิบัติงานในภาคนี้เวลา 35 ปีที่ผ่านมามี ดินนา 5 ชุดด้วยกันที่เหมาะสมมากกับข้าวพันธุ์นี้ คือ ชุดดินร้อยเอ็ดทั่วไป ชุดดินร้อยเอ็ดดิน ร่วน ชุดดินกุลาร้องไห้ ชุดดินท่าตูม ชุดดินนครพนม ซึ่งปลูกซํ้าที่เดิมด้วยการไม่เปลี่ยนเมล็ด พันธุ์ข้าวกี่ปีก็ตาม ยังมีความหอมอยู่คงกะพันเสมอ ผู้เขียนได้ตรวจดูรายงานการสำ รวจดิน 19 จังหวัดในภาคนี้แล้วจะเห็นว่ามีดินนา 5 ชุดรวมกันประมาณ 22.6 ล้านไร่หรือร้อยละ 66.5 ของพื้นที่นาภาคนี้ 34 ล้านไร่ จังหวัดที่มีชุดดิน 5 ชุดนี้ คือ อุบลราชธานี ยโสธร อำ นาจเจริญ รวม 3,026,556 ไร่ สุรินทร์ 3,000,670 ไร่ บุรีรัมย์ 2,634,659 ไร่ ศรีสะ เกษ 2,472,981 ไร่ ขอนแก่น 1,768,814 ไร่ นครราชสีมา 1,656,192 ไร่ มหาสารคาม 1,546,890 ไร่ ร้อยเอ็ด 1,509,907 ไร่ อุดรธานี หนองบัวลำ ภูรวม 1,400,162 ไร่ กาฬสินธุ์ 900,690 ไร่ สกลนคร 781,934 ไร่ นครพนม มุกดาหารรวม 737,421 ไร่ ชัยภูมิ 648,931 ไร่ หนองคาย 471,762 ไร่ และเลย 2,244 ไร่ การที่ชุดดินเหล่านี้ เหมาะกับข้าวพันธุ์นี้อย่างยิ่งเพราะมีเกลือสินเธาว์อยู่ข้างใต้เนื่องจากสมัยดึกดำ บรรพ์โลกล้านปีภาค นี้เคยเป็นทะเลมาก่อน ข้าวสารที่ได้เม็ดยาวเรียว ใสสวยมากเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคมาก กว่าชุดดินที่ปลูกในภาคอื่น ในการนี้สันนิษฐานว่าธาตุโซเดียมส่วนสำคัญที่ช่วยให้ข้าวพันธุ์นี้มี ความหอม ส่วนภาคใต้ก็มีชุดดินรังสิต ชุดดินมหาโพธิ์ ชุดดินดอนเมือง เช่นเดียวกับทางภาคกลางที่ ปลูกแล้วมีความหอมดี อยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 39,722 ไร่ ปัตตานี 13,526 ไร่ สงขลา 7,244 ไร่ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงได้ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นพันธุ์คัดพันธุ์หลักในบริเวณ ศูนย์ฯซึ่งเป็นชุดดินแกลงตั้งแต่ปี 2526-33 โดยไม่เปลี่ยนเมล็ดพันธุ์เลย จากการวิเคราะห์พบว่า ความใสของเมล็ดข้าวสารอยู่ในขั้นพอใช้ได้ แต่ความขาวและอัตราส่วนการยืดตัวของข้าวสุกตํ่ากว่า มาตรฐาน กล่าวคือ สีคลํ้าไม่ขาวและไม่ยาวเท่าที่ควร ดังนั้นพอจะอนุมานได้ว่า ชุดดินแกลง เหมาะที่จะปลูกข้าวพันธุ์นี้ เพราะปลูกมาแล้ว 8 ปี ยังมีคุณสมบัติต่าง ๆ พอใช้โดยเฉพาะกลิ่น หอมอยู่ในขั้นพอใช้ จากการตรวจรายงานสำ รวจดินใน 14 จังหวัดภาคใต้ มีชุดดินนี้อยู่ในเฉพาะ จังหวัด สงขลา 171,848 ไร่ พัทลุง 123,253 ไร่ สตูล 51,381 ไร่ ปัตตานี 40,537 ไร่ ชุมพร 37,980 ไร่ ตรัง 18,105 ไร่ สุราษฎร์ธานี 15,309 ไร่ กระบี่ 3,672 ไร่ ถ้า ปลูกตามคำ แนะนำ ของ คุณเสถียร พรหมชัยนันท์ อดีตผู้อำ นวยการสถานีทดลองข้าวนครศรีธรรมราช โดยเลื่อนช่วงการปลูกก็สามารถปลูกได้เช่นกันเหมือนภาคอื่น ในการตรวจดูรายงานสำ รวจดิน17 จังหวัดภาคเหนือปรากฏว่า มีชุดดินนครปฐม ชุดดิน เดิมบางชุดดินร้อยเอ็ดทั่วไป ชุดดินท่าตูม ชุดดินนครพนม ในจังหวัดนครสวรรค์ 435,894 ไร่ กำ แพงเพชร 304,541ไร่ พิจิตร 251,189 ไร่ อุทัยธานี 245,924 ไร่ พิษณุโลก 209,767 ไร่ เพชรบูรณ์ 204,615 ไร่ สุโขทัย 184,691 ไร่ ลำ ปาง 51,541 ไร่ อุตรดิตถ์ 37,281 ไร่ ตาก 17,286 ไร่ ลำ พูน 1,653 ไร่ แต่เนื่องจากภาคเหนือไม่มีแหล่ง เกลืออยู่ข้างล่าง เมื่อปลูกไปจะได้ข้าวมีความหอมน้อยหรือไม่มี ต้องเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุก 3 ปี เนื่องจากข้าวขาวดอกมะลิ 105 ไม่ค่อยตอบสนองต่อปุ๋ยให้ผลผลิตข้าวเปลือกเพียง ประมาณ 500 กก. ต่อไร่ สู้ข้าว กข ไม่ได้ซึ่งใช้ปุ๋ยเคมี 30-50 กก. ให้ผลผลิต 800- 1,000 กก. ต่อไร่ เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วมีรายได้มากกว่าข้าวหอมดังกล่าว ฉะนั้นเกษตรกรในเขต ชลประทานจึงไม่สนใจปลูกข้าวพันธุ์นี้ แต่เกษตรกรในเขตนานํ้าฝน โดยเฉพาะทางภาคตะวันออก เฉียงเหนือยอมรับนิยมปลูก นับตั้งแต่ปี 2524 สถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตร ได้ ประกาศข้าว กข 23 เป็นข้าวพันธุ์ดีไม่มีกลิ่นหอมแนะนำ ให้ปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง โดยที่ ลักษณะเม็ดข้าวสารคุณภาพหุงต้มคล้ายใกล้เคียงกับข้าวหอมนี้ พ่อค้าโรงสีจึงให้ราคาสูงกว่าข้าว กข พันธุ์อื่น เพื่อเป็นแรงจูงใจติดยึดให้ปลูกกันมากขึ้น แล้วใช้ปนกับข้าวหอมมะลิในอัตราส่วน มากน้อยต่างกันตามแต่ผู้ซื้อจะพอใจ แต่ขณะนี้เกษตรกรนิยมปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ซึ่งเป็นข้าว แข็ง เพราะได้นํ้าหนักเปลือกมากกว่าพันธุ์อื่น พ่อค้าโรงสีนำ มาปนกับข้าวหอมนี้คุณภาพหุงต้มไม่ กลมกลืนกันต่างประเทศต้องส่งกลับคืนทำ ความเสียหายทางเศรษฐกิจมากและเสียชื่อเสียงขาด ความเชื่อถือเสียลูกค้า อนึ่งถ้าหากจะจัดทำ แผนส่งเสริมปลูกข้าวหอมนี้ที่ถูกต้อง กรมพัฒนาที่ดินควรได้รับบท บาทสำ คัญในการจัดทำ แผนที่ดินในจังหวัดอำ เภอที่ต้องการส่งเสริม โดยยึดถือชุดดินดังกล่าวข้าง ต้นทั้งหมดเป็นพื้นที่เป้าหมายหลัก เพื่อได้ข้าวหอมดีมีกลิ่นหอมเป็นที่พึงพอใจของผู้บริโภคทั้งภาย ในและต่างประเทศ พร้อมทั้งกำ หนดมาตรฐานคุณภาพข้าวนี้ให้ปฏิบัติได้ในทางการค้า นอกจากนี้ จะต้องดำ เนินการแพร่กระจายพันธุ์ให้มากที่สุด และแนะนำ ให้เกษตรกรรู้จักเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ดี บริสุทธิ์แบบวิธีง่าย ๆ ไว้ปลูกในปีต่อไป เพื่อลดภาระหน้าที่และเงินงบประมาณที่ใช้ในการผลิต ข้าวพันธุ์หลักพันธุ์ขยายได้อีกด้วย

การปลูกข้าวหอมมะลิ การเก็บเกี่ยวข้าว

https://www.youtube.com/watch?v=9b5qXWeMdbA

ข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้

การที่เรียกทุ่งกุลาร้องไห้นั้นมีตำนานเล่าขานกันมาว่า นับเป็นเวลาร้อย ๆ ปีมาแล้ว ชาว บ้านเรียกพ่อค้าที่ใช้โคเทียม เกวียนและหาบหามสรพสินค้า อาทิเช่น สีย้อมผ้า เข็ม แพรพรรณ เครื่องถมที่สานด้วย จักตอกไม้ไผ่ทารักลงสีมีลวดลายต่าง ๆ ยาสมุนไพร เป็นหมู่ ๆ 20-30 คน เที่ยวเร่ขายตามหมู่บ้านว่า พวกกุลาซึ่งมีพวกหนึ่งนำ สินค้าเที่ยวเร่ขายมาทางอุบลราชธานี ศรีสะ เกษ สุรินทร์ เมื่อขายสินค้าหมดแล้วคิดกลับบ้าน พอมาท้องที่ปัจจุบันเป็นอำ เภอท่าตูม จังหวัด สุรินทร์ ประจวบเป็นช่วงฤดูแล้งจึงซื้อครั่งใส่เข่งมากพอที่จะหาบไปได้ เพื่อทำ สีย้อมผ้าแล้วนำ กลับ มาขายอีกครั้งหนึ่ง พอข้ามแม่นํ้ามูลมาได้หน่อยหนึ่งก็ถึงทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาล จึงได้พากันเดิน ตัดทุ่งเพื่อไปทางอำ เภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ขณะเดินข้ามทุ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้ามาก นํ้าจะดื่มกลั้วคอก็ไม่มีต้นไม้ที่จะพักอาศัยร่มเงาพักผ่อน ก็หายากเต็มที่ มองไปข้าง หน้าเห็นคงๆ หนึ่งก็พากันหาบครั่งเดินลัดไปมองด้วยตาเห็นว่าใกล้แต่เท้าเดินนั้นสิมันไกลแสนไกล ทั้งแดดก็ร้อนจัด ต่างหิวโหยอิดโรยไปตามๆ กันครั่งที่หาบมาจะทิ้งก็เสียดาย จึงพากันโอดครวญ ร้องห่มร้องไห้และคิดว่าจะเอาชีวิตมาตายในทุ่งนี้เป็นแน่แท้ อาศัยความอดทนบึกบึนเดินไปถึงดง นั้น ครั้นจะเดินทางต่อไปก็ท้อใจเพราะยังมีทุ่งเวิ้งว้างอยู่ข้างหน้าอีก จึงเทครั่งทิ้งเหลือแต่เสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่มและอาหารสำ หรับเดินทางเท่านั้นเพื่อจะได้เบาแรง เมื่อเดินทางไปถึงหมู่บ้านใดชาว บ้านที่เคยซื้อสิ่งของจากพวกกุลาที่เคยนำ มาขายแต่ไม่มีอะไรจะขายให้กุลาพวกนั้นคิดถึงความหลังที่ ได้รับความลำ บากยากแค้นขึ้นมาก็ได้แต่เสียใจและร้องไห้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข่าวนี้ก็เล่าลือกระจาย ไปทุกแห่งทุกหน จึงให้ชื่อทุ่งนี้ว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ สืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ทุ่งกุลาร้องไห้มีพื้นที่ประมาณ 2.1 ล้านไร่ โดยมีความยาวสูงสุดวัดได้ 150 กม. และ ความกว้าง 50 กม. พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสภาพภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ มีอาณา เขตครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด 10 อำเภอ 51 ตำ บล 676 หมู่บ้าน ดังนี้คือ

  1. จังหวัดร้อยเอ็ด มีพื้นที่ 986,807 ไร่ หรือ 46.8% อยู่ใน 4 อำเภอ คือ อำเภอ เกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอปทุมรัตต์ และอำเภอโพนทราย
  2. จังหวัดยโสธร มีพื้น ที่ 64,000 ไร่ หรือ 3.1% อยู่ในบางส่วนของอำเภอมหาชนะชัย และอำเภอค้อวัง
  3. จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้น ที่ 287,000 ไร่หรือ 13.6% อยู่ในอำเภอราษีไศล
  4. จังหวัดสุรินทร์ มีพื้น ที่ 575,993 ไร่หรือ 27.3% อยู่ในอำเภอท่าตูม และอำเภอชุมพลบุรี
  5. จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่193,890 ไร่ หรือ 9.2%อยู่ในบางส่วนของอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย

ที่ดินในทุ่งกุลาร้องไห้ ประกอบด้วยที่ดอนใช้ปลูกพืชไร่ ได้แก่ มันสำ ปะหลัง ข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ถั่วต่าง ๆ กับหญ้าเลี้ยงสัตว์หรือจะใช้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ก็ได้ และที่ลุ่มใช้ปลูก ข้าว จากการสำ รวจดินกองสำ รวจดินของกองสำ รวจและจำ แนกดิน กรมพัฒนาที่ดิน พบว่า ที่ดอน พื้นที่รวม 101,807 ไร่ มีชุดดิน 4 ชุดด้วยกันที่มีระดับสูงลดหลั่นลงมาคือ

  1. ชุดดินโคราชพื้นที่ 48,511 ไร่
  2. ชุดดินนํ้าพองพื้นที่ 51,896 ไร่
  3. .ชุดดินโพนพิสัยพื้นที่ 564 ไร่
  4. ชุดดินเรณูพื้นที่ 864 ไร่

ส่วนที่ลุ่มพื้นที่รวม 1,689,977 ไร่ ใช้ปลูกข้าวมีชุดดินต่าง ๆ ระดับความสูงลดหลั่นลงมาดังนี้

  1. ชุดดินอุดรพื้นที่ 282 ไร่
  2. ชุดดินอุบลพื้นที่ 181,631 ไร่
  3. ชุดดินอ้นพื้นที่ 1 ,120 ไร่
  4. ชุดดินร้อยเอ็ดพื้นที่ 436,035 ไร่
  5. ชุดดินกุลาร้องไห้พื้นที่ 373,422 ไร่
  6. ชุดดินท่าตูมพื้นที่ 619,361 ไร่
  7. ชุดดินราชบุรีพื้นที่ 3,103 ไร่
  8. ชุดดินพิมายพื้นที่ 75,023 ไร่

จากการสังเกตและประสบการณ์ในการปฏิบัติงานทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเวลา 35 ปี คุณเฉลียว แจ้งไพร อดีตผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสำ รวจจำ แนกและวางแผนการใช้ที่ดินกรมพัฒนาที่ ดิน และอดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ชี้แจงว่า มีดินนา 5 ชุด คือ ชุด ดินร้อยเอ็ด ชุดดินร้อยเอ็ดดินร่วน ชุดดินกุลาร้องไห้ ชุดดินท่าตูม ชุดดินนครพนม เหมาะ กับข้าวหอมมะลิซึ่งปลูกซํ้าที่เดิมด้วยพันธุ์ข้าวกี่ปีก็ตาม ยังมีความหอมอยู่เสมอไม่เสื่อมคลาย จาก ข้อมูลชุดดินนาข้างต้น 3 ชุด ชุดดินร้อยเอ็ด ชุดดินกุลาร้องไห้ ชุดดินท่าตูม มีพื้นที่รวมกัน 1,429,818 ไร่นับว่าเป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง เนื่องจากข้าวหอมมะลิหรือข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวที่มีข้อดีจุดเด่นหลายประการสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าข้าวพันธุ์อื่น กล่าวคือ ทนทานต่อความแห้งแล้งเหมาะที่จะปลูกในนาเขตนํ้าฝน ทนดินเปรี้ยวและดินเค็มได้ดี พอสมควร ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมื่อนำ ข้าวหอมพันธุ์นี้ที่ปลูกในชุดดินองครักษ์ ชุดดินรัง สิต ชุดดินมหาโพธิ์ ชุดดินดอนเมือง ซึ่งดินชั้นบนอยู่บนตะกอนนํ้ากร่อยในดินชั้นล่างในอำ เภอ บางคล้า อำ เภอราชสาสน์จังหวัดฉะเชิงเทรา มาปลูกในชุดดินร้อยเอ็ด ชุดดินกุลาร้องไห้ ชุดดิน ท่าตูม ที่มีเกลือสินเธาว์อยู่ข้างใต้แล้วได้ข้าวสารคุณภาพเม็ดยาวเรียว แกร่งใสสวย มีความหอม มากดีกว่าแหล่งเดิมเสียอีก ฟางข้าวหอมมะลิ การปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวหอมในทุ่งนี้ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินได้แนะนำ ว่าถ้าที่นาบางแห่งเป็นกรดจัดมากควรใช้ปูนขาวอัตรา 50-90 กก. ต่อไร่ หว่านก่อนไถที่เตรียม ดินเพื่อลดความเป็นกรดให้น้อยลง โดยทำ ให้ได้ปริมาณแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อต้นข้าวมากขึ้น ถ้าเป็นดินเค็มจัดจากการทดสอบแนะนำ ให้ใช้แกลบเป็นวัสดุปรับปรุงอัตรา 2,000 กก. ต่อไร่ หว่านหลังเก็บเกี่ยวข้าว แล้วไถกลบเมื่อฝนตกจะช่วยให้ดินเหนียว ดินเหนียวปนทรายที่แน่นทึบ เป็นดินโปร่งร่วนซุย ถ่ายเทอากาศและนํ้าดีขึ้นรากข้าวชอนไชได้สะดวก แร่ธาตุอาหารรองที่สำ คัญ ในแกลบได้แก่ ซิลิก้าซึ่งทำ ให้ต้นข้าวแข็งแรงไม่ล้มง่ายและต้านทานต่อโรคแมลงอีกด้วย ปกติข้าว หอมมะลิให้ผลผลิตค่อนข้างตํ่า 300-320 กก.ต่อไร่ แนวทางการเพิ่มผลผลิตได้กว้างขวางเป็น รูปธรรมในพื้นที่มากๆ ใช้ปุ๋ยพืชสดโสนอัฟริกันที่สามารถขึ้นได้ดีในดินเค็ม และเพิ่มอินทรีย์วัตถุ ด้วยการหว่านเมล็ดอัตรา 7 กก. ต่อไร่ เมื่ออายุ 65-70 วันก็ไถกลบแล้วทิ้งไว้อีก 7 วัน เพื่อให้ ต้นโสนสลายตัวก่อนที่จะปลูกข้าวตาม โดยสามารถตรึงไนโตรเจนในอากาศได้ประมาณ 42-72 กก.ต่อไร่ และประมาณ 2 ใน 3 ของไนโตรเจนที่ตรึงได้จะถูกปลดปล่อยลงสู่ดิน นอกจากโสนนี้ แล้วยังมีโสนคางคก โสนจีนแดง โสนอินเดีย ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม ถั่วเขียว การเพิ่มอินทรีย์วัตถุในรูป อื่นก็คือปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ส่วนการเพิ่มอาหารแร่ธาตุในดินอีกแบบหนึ่งได้แก่ ปุ๋ยเคมีสูตรที่แนะนำ 16-16-8 อัตรา 20-25 กก.ต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้งคือหลังปักดำ 7-10 วันและระยะที่ต้น ข้าวตั้งท้อง ได้ผลผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ยประมาณ 679 กก.ต่อไร่ กรมส่งเสริมการเกษตรโดยสำ นักงานเกษตร 5 จังหวัดที่มีพื้นที่ในทุ่งนี้ ได้ดำ เนินการ โครงการเร่งรัดและพัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ด้วยกิจกรรมการส่งเสริมใช้ เมล็ดข้าวพันธุ์ดีการส่งเสริมบำ รุงดินด้วยการใช้ถั่วเขียวเป็นปุ๋ยพืชสด การรณรงค์ทำ นาหว่านแทน นาดำ การทำ นาสาธิตแปลงใหญ่ 500 ไร่ การทดสอบเพิ่มผลผลิตข้าวหอมมะลิและการใช้ปุ๋ย แต่งหน้า การรณรงค์ป้องกันกำ จัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน การส่งเสริมร่วมกับภาคเอกชน การ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและเยี่ยมเกษตรกร คุณพชร อิศรเสนา อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ขณะดำ รงตำ แหน่งอธิการบดีกรมการค้า ระหว่างประเทศ ได้ริเริ่มให้จัดประกวดข้าวหอมมะลิจากจังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ยโสธร ศรี สะเกษ สุรินทร์ มหาสารคาม บุรีรัมย์ ครั้งแรกในปีเพาะปลูก 2523/24 ปรากฏว่า รางวัลที่ 1-3 และ ชมเชย 7 รางวัล 5 จังหวัดของทุ่งกุลาร้องไห้ได้รับ 9 รางวัล ต่อมาปีเพาะปลูก 2527-28 -2531/32 ได้เพิ่มจังหวัดกาฬสินธุ์ สกลนคร หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบันกระทรวง พาณิชย์โดยกรมการค้าภายในประเทศ ร่วมกับสมาคมผู้ส่งข้างออออกต่างประเทศเปิดกว้างให้ เกษตรกรทุกภาคที่มีศักยภาพปลูกข้าวหอมมะลิได้มีโอกาสนำ ผลิตผลของตนเข้าร่วมประกวดและ เพิ่มรางวัลชมเชยเป็น 15 รางวัล อนึ่ง จากประสบการณ์ตรวจสอบความหอมของข้าวนี้ โดยไม่เปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ 50 ปีที่ ปลูกในชุดดินองครักษ์ ชุดดินรังสิต ชุดดินมหาโพธิ์ ซึ่งเกิดจากการตกตะกอนของนํ้ากร่อยที่มี เกลือสมุทรรวมอยู่ด้วย ยังมีความหอมชัดเจนดีและข้อมูลของคุณเฉลียว แจ้งไพร ดังนั้นกรม พัฒนาที่ดินควรจัดทำ แผนที่ดินกำ หนดเขตปลูกข้าวหอมมะลิในชุดดินร้อยเอ็ด ชุดดินกุลาร้องไห้ ชุดดินท่าตูม เพื่อได้ข้าวหอมคุณภาพดี จำ หน่าย ส่วนชุดดินอื่นแนะนำ ให้เกษตรกรปลูกข้าว เหนียวไว้บริโภคภายในครัวเรือน Source :

 

No Comments

Post A Comment