ดินและปุ๋ย สิ่งสำคัญที่เกษตรกรต้องรู้!

21 พ.ย. 2013 ดินและปุ๋ย สิ่งสำคัญที่เกษตรกรต้องรู้!

ดิน เป็นแหล่งธรรมชาติแก่พืชที่ให้ทั้งแร่ธาตุและ สารอาหาร แร่ธาตุเหล่านี้เกิดจากการสลาย ตัวผุพังของดินและอินทรียวัตถุในดิน พื้นที่ บริเวณป่าก่อนที่จะถูกทำลายเพื่อการเพาะปลูกมี ธาตุอาหารอยู่อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ดินหลังจากเปิด ป่าใหม่ๆ จึงปลูกพืชได้งอกงาม และมีผลผลิตสูง โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเพราะพืชจะดูดดึงธาตุอาหารในดิน ซึ่งมีอยู่อย่างเพียงพอขึ้นมาสร้างต้นและผลผลิต การเก็บเกี่ยวผลผลิตของพืชออกจากไร่นาแต่ละครั้ง จะเกิดการสูญเสียธาตุอาหารพืชหรือปุ๋ยธรรมชาติ ในดินออกไปด้วย   ดินที่นา การปลูกพืชและเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจากไร่นา อย่างต่อเนื่องในเวลานาน จึงมีผลทำให้ดินดีกลายเป็นดิน ที่ด้อยคุณภาพ ปลูกพืชไม่งอกงาม การเจริญเติบโตและ ผลผลิตของพืชลดลง การเปลี่ยนแปลงของดินจากสภาพดิน ดีไปเป็นดินด้อยคุณภาพ จะเกิดขึ้นได้เร็วช้าแตกต่างกันตาม สภาพการใช้งานเพื่อการเกษตร และวิธีการอนุรักษ์ปรับปรุง บำรุงดินของเกษตรกร ถ้าเกษตรกรมีความรู้และเข้าใจใน ความสำคัญของดิน ดินก็จะเสื่อมสภาพช้า ในทางตรงข้ามกัน ถ้าเกษตรกรไม่เข้าใจและไม่รู้จักความสำคัญของดิน การ เสื่อมโทรมของดินก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดินด้อยคุณภาพ มีลักษณะดังนี้ คือเป็นดินที่มีปริมาณ ธาตุอาหารพืชต่ำ หรือมีระดับธาตุอาหารพืชที่เป็นประโยชน์ ไม่สมดุลกัน และไม่เหมาะสมต่อการต้องการพืช ดินด้อย คุณภาพประเภทนี้ สามารถแก้ไขปรับปรุงโดยการใช้ปุ๋ยเคมี ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก ส่วนดินที่มีคุณสมบัติทางกายภาพ ไม่ดี เช่น เป็นดินเหนียวแน่นทึบ หรือเป็นดินทรายจัด เป็นดิน ที่มีอินทรียวัตถุหน้าดินสูญหายไม่หมดสิ้นแล้ว เป็นดินที่มีชั้น ดินดานอยู่ตื้น เกิดขึ้นเนื่องจากมีการบดอัดแน่นจากรถแทรก- เตอร์หนักๆ ที่ใช้ไถพรวนดินอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา นาน ดินด้อยคุณภาพประเภทนี้ ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการ ปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้ดินมีความโปร่งอากาศสามารถ ถ่ายเทได้สะดวก ประเภทสุดท้ายเป็นดินที่มีปริมาณธาตุ อาหารต่ำธาตุอาหารไม่สมดุลและยังมีคุณสมบัติทางกาย ภาพเลว ดินประเภทนี้ต้องใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์เพื่อ เป็นการปรับสภาพดินทั้งทางด้านโครงสร้างทางกายภาพ ของดินให้ดีขึ้น และเป็นการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้สูงขึ้น ดินด้อยคุณภาพสามารถปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้แต่ ไม่สามารถปรับปรุงให้ดินดีเท่าเดิม หรือเหมือนตอนแรกเริ่ม ได้ การปรับปรุงดินให้ดีขึ้นสามารถปลูกพืชต่อไปได้ และให้ ผลผลิตต่อไร่สูง แต่ต้องใช้วิธีการต่างๆ หลายวิธีรวมกัน เช่น ต้องมีการเตรียมดินที่เหมาะสม ใช้พันธุ์พืชที่ดี การปฏิบัติ ดูแลรักษาดี และที่สำคัญคือต้องมีการใส่ปุ๋ยอยู่เสมอเป็นการ เพิ่มเติมธาตุอาหารที่ขาดหายไป ปุ๋ย โดยทั่วไปแบ่งปุ๋ยออกเป็น 2 ประเภท คือ ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยวิทยาศาสตร์หรือปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ใช้กันทั่วไป คือ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และวัสดุ เหลือใช้จากโรงงาน อุตสาหกรรมบาง ชนิด ปุ๋ยคอก ที่สำคัญได้แก่ ขี้หมู ขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้วัว เป็นปุ๋ยที่ นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในบรรดาสวนผักสวนผลไม้ ปุ๋ยคอกโดยทั่วไปแล้ว ถ้าคิดราคาต่อหน่วยธาตุอาหารพืชจะ มีราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมี แต่ปุ๋ยคอกจะช่วยปรับปรุงโครงสร้าง ของดินให้โปร่งและร่วนซุย ทำให้การเตรียมดินง่ายขึ้น การ ตั้งตัวของต้นกล้าเร็ว เปอร์เซ็นต์การรอดสูง ในนาข้าวที่เป็น ดินทราย เช่น ดินนาภาคอีสาน การใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ อื่นๆ จะช่วยให้การดำนาง่ายขึ้น ข้าวตั้งตัวได้ดีและเจริญ เติบโตงอกงามได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เนื่องจากดินทรายมี อินทรียวัตถุต่ำมาก การใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ลงไปจะทำ ให้ดินอุ้มน้ำและปุ๋ยได้ดีขึ้น การปักดำกล้าทำได้ง่าย ปุ๋ยขี้ไก่และขี้เป็ด มักจะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่า ขี้หมู และขี้หมูจะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าขี้วัว ปุ๋ยคอก ใหม่ๆ จะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยคอกที่เก่าและเก็บ ไว้นาน ทั้งนี้เนื่องจากส่วนของปุ๋ยที่ละลายน้ำได้ง่ายจะถูก ชะล้างออกไปหมด บางส่วนก็ละเกิดกลายเป็นแก๊ซสูญหายไป ดังนั้น การเก็บรักษาปุ๋ยคอกอย่างระมัดระวังก่อนนำไปใช้จะ ช่วยคุณค่าของปุ๋ยคอกไม่ให้เสื่อมคุณค่าอย่างรวดเร็ว การเก็บรักษาปุ๋ยคอก อาจทำได้เช่นนำมากองรวม กันเป็นรูปฝาชีแล้วอัดให้แน่น ถ้าอยู่ภายใต้หลังคาก็ยิ่งดี หรือ ถ้าอยู่กลางแจ้งควรหาวัสดุมาคลุม ปุ๋ยคอกที่ได้มาใหม่ๆ และ ยังสดอยู่ถ้าใส่ปุ๋ยฟอสเฟตชนิดธรรมดา (20% P2O5) ลงไปสัก เล็กน้อยก็จะช่วยป้องกันมิให้มีการสูญเสียไนโตรเจน โดยการ ระเหิดกลายเป็นแก๊สได้เป็นอย่างดี ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพวกนี้เป็นปุ๋ยที่ได้จากการหมักเศษพืช เช่น หญ้าแห้ง ใบไม้ ฟางข้าว โดยการหมักให้เกิดการย่อยสลาย เน่าเปื่อยเสียก่อนจึงนำไปใส่ในดินเป็นปุ๋ยหมัก ส่วนปุ๋ย เทศบาลที่บรรจุขายใช้ชื่อของปุ๋ยอินทรีย์เบอร์ต่างๆ นั้น ก็คือ ปุ๋ยหมักที่ได้จากการนำขยะจากในเมืองพวกเศษพืช เศษ อาหารนำเข้ามาหมักในโรงหมักเป็นขั้นตอนจนกลายเป็นปุ๋ย การทำปุ๋ยหมักสามารถทำได้เองโดยมีขั้นตอนง่ายๆ ในตอน แรกนำเศษพืชมาสุมกองขึ้นจากพื้นดินประมาณ 30-40 เซนติเมตร แล้วโรยปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 15- 15-15 ประมาณ 1-5 กิโลกรัม ผสมผสานกับใช้สารเร่ง จุลินทรีย์ เช่น สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 1 ซอง ละลายในน้ำ 20 ลิตร รดในกองปุ๋ยหมักในแต่ละชั้นต่อเศษพืชหนัก 1,000 กิโลกรัม เสร็จแล้วก็กองเศษพืชซ้อนทับลงไปอีก แล้วโรย ปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนสูง ประมาณ 1.5 เมตร การทำแต่ละชั้นต้องรดน้ำให้ชุ่มชื้นเพื่อ เป็นการทำให้มีการเน่าเปื่อยเร็วขึ้น กองปุ๋ยหมักนี้ทิ้งไว้ 3- 4 สัปดาห์ ก็ให้ทำการกลับกองปุ๋ยและทำการกลับทุก 2 สัปดาห์ ถ้ากองปุ๋ยแห้งเกินไปก็รดน้ำให้ชุ่มทำเช่นนี้ 3-4 ครั้ง เศษพืชก็จะเน่าเปื่อยและมีสภาพเป็นปุ๋ยหมัก นำไปใช้ใส่ดิน เป็นปุ๋ยให้กับพืชที่ปลูกได้เป็นอย่างดี ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการปลูกพืชปุ๋ยสด ได้แก่ พืชตระกูลถั่วต่างๆ แล้วทำการไถกลบเมื่อพืชเจริญ เติบโตซึ่งอยู่ในช่วงที่กำลังออกดอก พืชตระกูลถั่วที่ควรใช้ เป็นปุ๋ยพืชสดควรมีอายุสั้น มีระบบรากลึก ทนแล้ง โรคและ แมลงได้ดี เป็นพืชที่ปลูกง่ายและมีเมล็ดมาก ตัวอย่างพืช เหล่านี้ ได้แก่ ถั่วพร้า โสนอัฟริกัน ถั่วพุ่ม ปอเทือง เป็นต้น แปลงผักปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี เป็นปุ๋ยที่ได้จากการผลิตหรือสังเคราะห์ทาง อุตสาหกรรมแร่ธาตุต่างๆ ที่ได้ตามธรรมชาติหรือเป็น ผลพลอยได้ของโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิดปุ๋ยเคมีแบ่งเป็น 2 พวก คือ ปุ๋ยเดี่ยวและปุ๋ยผสม มีธาตุอาหารหลักคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซี่ยม อยู่ในรูปของ สารเคมี และสามารถปลดปล่อยให้เป็นประโยชน์แก่พืช ได้ง่ายและเร็ว ปุ๋ยเคมีที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดจะต้อง มีชื่อปุ๋ยเครื่องหมายการค้า สูตรปุ๋ยและน้ำหนักปุ๋ย รวมทั้งมี ชื่อและที่อยู่ของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่าย สิ่งเหล่านี้ผู้ซื่อปุ๋ย จะต้องสังเกต และจำไว้เพื่อพิจารณาการซื้อปุ๋ยนำไปใช้กับ พืชต่อไป ดินเมื่อใช้ทำการเกษตรแล้ว จำเป็นจะต้องหมั่น ดูแลเอาใจใส่บำรุงความอุดมสมบูรณ์ให้สม่ำเสมอ การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ที่มา : [code]สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม 10900[/code]

No Comments

Post A Comment