ต้นพญาคชราช

Zemanta Related Posts Thumbnail

17 ม.ค. 2011 ต้นพญาคชราช

ต้นพญาคชราช ไม้เศรษฐกิจ โตเร็ว มาแรง
พญา คชราช(Payakocharach) เป็นชื่อใหม่ของต้น ปอหู ที่ตั้งขึ้นโดย นายชูพงศ์วริ นทร์ ซุ้นสุวรรณ ประธานโครงการประเทศสีเขียว ซึ่งพญาคชราชเป็นชื่อที่เป็น มงคล ตามที่เชื่อกันว่าเป็นไม้มงคลสายพันธุ์หนึ่ง และ เพื่อนำมาใช้ เรียก เฉพาะในโครงการประเทศสีเขียวนั้น เนื่องจากอาจมีการเข้าใจผิดโดยการนำ เอาไม้ชนิดอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แต่คุณสมบัติแตกต่างกันมาใช้เรียก ว่าเป็นต้นพญาคชราช 
พญาคชราชมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Talipariti macrophyllum (Roxb.Ex Hornem.) Fryxell
วงศ์ Malvaceae Order. Malvales
มีชื่อทางท้องถิ่นไทย คือ ปอหู (สระบุรี,นครราชสีมา) ปอจง(ปัตตานี)


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ลำต้น(Stem) พญาคชราช เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ความสูง 15-30 เมตร (สำหรับในประเทศไทยต้น พญาคชราช โตเต็มที่ ที่พบในป่าธรรมชาติมีขนาดโตทางเส้นรอบวงเพียงอกประมาณ 280 ซม. สูงประมาณ 27 เมตร) ผลัดใบและผลิใบใหม่พร้อมกับดอก ลำต้นเปลาตรง โคนเป็นพูพอน

เรือนยอด เป็นพุ่มทรงกลมหรือรูปกรวย กิ่งตั้งฉากกับลำต้น ส่วนใหญ่ลำต้นเปลาตรง มีการผลิใบใหม่พร้อมกับดอกตามธรรมชาติ

เปลือก(Bark) สีน้ำตาลอมเขียวอ่อน มีมีเทาแต้มเป็นรอยด่างและมีรอยย่นกระจายทั่วไป เปลือกเป็นเส้นใยสีน้ำตาลแดง

ใบ (Leaf) เป็นชนิดใบเดี่ยว (Simple leaf) ออกเรียงเวียนสลับกัน รูปหัวใจ มีขนาดประมาณ 5-12 x10-24 ซม.โคนหยัก เว้า ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อค่อยข้างหนา และมีขนนุ่มทั่วไป ใบแก่ ผิวใบเกลี้ยง หน้าใบเข้ม หลังใบเขียวอ่อน และ จะหลุดร่วงไปเมื่อใบแก่ เส้นแขนงใบ มี 7-14 คู่เห็นชัดทั้งสองด้าน

ดอก(Flower) เป็นชนิดช่อแบบ Raceam สีส้มอ่อนๆ หรือเหลืองอ่อนๆ ออกเป็นช่อ เป็นพวงสั้นๆ ตามง่ามใบตอนปลายกิ่ง

ผล(Fruit) เป็นชนิดผลเดี่ยว เป็นประเภทผลแห้งแบบ Nut รูปทรงกระสวยเกลี้ยง ๆ เป็นผลชนิดปีกเดียว ลักษณะปีกเป็นกาบบางสีแดงเรื่อๆ เป็นกระโดงโค้งยาวแระมาณ 10 ซม. หุ้มส่วนหนึ่งของผล ดูคล้ายใบเรือ

เมล็ด (Seed) มี 1 เมล็ด เมื่อแกะเปลือกและขนอ่อนๆ รอบเมล็ดออกจะเห็นเมล็ดสีน้ำตาล รูปร่างคล้ายเงินจีนขนาด 0.35 x 0.55 ซม. เมล็ดแห้งหนัก 1 กิโลกรัม มีจำนวนเมล็ดประมาณ 20-30 ล้านเมล็ด
ปัจจัยควบคุมการเจริญเติบโตของต้นพญาคชราช :

1. ปริมาณน้ำฝนและความชื้นของดิน ต้นพญาคชราชสามารถขึ้นได้ตามธรรมชาติที่มีปริมาณน้ำฝนรายปี 1,000 – 5,000 มล. แต่ช่วงที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของต้นพญาคชราช คือ 1,500-5,000 มล. มีช่วงฤดูแล้งไม่เกิน 3 เดือน ส่วนต้นพญาคชราชที่ขึ้นในที่แห้งแล้งจะแคระแกร็น มีรูปร่างที่เป็นพุ่ม มีการเจริญเติบโตน้อย ในทางตรงกันข้ามในพื้นที่ที่มีความชันสูงมาก ต้นพญาคชราช จะมีขนาดใหญ่และสูงมาก ซึ่งความใกล้ไกลจากแหล่งน้ำจะมีผลต่อปริมาณความชื้นในดินด้วย
2. อุณหภูมิและปริมาณความชื้นในบรรยากาศ เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของต้น พญาคชราช ซึ่งสามารถจะพบต้น พญาคชราช ได้ในช่วงอุณหภูมิตั้งแต่ 15-35 องศาเซลเซียส ปริมาณความชื้นในบรรยากาศไม่ต่ำกว่า 80% น้ำค้างแข็ง มีอิทธิพลต่อต้นพญาคชราช โดยจะทำอันตรายต่อส่วนที่อวบน้ำของต้น เช่น ยอด ใบอ่อน และ เยื่อเจริญของเปลือก จะทำให้เกิดการตายจากยอดลงมา
3. แสง ต้นพญาคชราช ต้องการแสงมากและไม่ทนร่ม ความเข้มแสงที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตและการพัฒนาของต้นกล้าพญาคชราช จะอยู่ระหว่าง 75-94% ของปริมาณแสง และถ้าได้รับคามเข้มของแสงน้อยกว่านี้ในเวลากลางวัน จะทำให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งของลำต้น ลดลง

การปลูก :
ต้นพญาคชราชเป็นไม้โตเร็ว ประกอบกับมีเรือนยอดแผ่กว้างตั้งฉากกับลำต้น ระยะปลูกที่เหมาะสมจึงไม่ควรน้อยกว่า 3 x 3 เมตร หรือความหนาแน่นของหมู่ไม้ไม่ควรเกิน 182 ต้นต่อไร่ หากปลูกในระบบวนเกษตร ควรใช้ระยะปลูก 3 x 3 , 3 x 6, 4 x 6 หรือ 6 x 6 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชคบคุม และจำนวนปีที่ต้องการปลูกพืชแทรก

ตามที่ต้นพญาคชราชสามารถปลูกได้ทุกสภาพดิน แต่หากเป็นดินทราย ดินลูกรัง หรือ ที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ควรเพิ่มระบบการให้น้ำในระยะแรกของการปลูกด้วย สำหรับระยะห่างการปลูกต้นกล้าควรเป็น 4 x 4 เมตร (100 ต้น/ไร่ ) เมื่อต้นไม้มีอายุได้ประมาณ 7 ปี ก็ยังจะมีพื้นที่ให้รถและเครื่องจักรกลเข้าไปตัดต้นไม้ได้ (หากปลูกมากกว่าน้ำลำต้นจะมีขนาดเล็กลง)

การบำรุงและการดูแลรักษา :
เนื่องจากต้นพญาคชราช เป็นไม้โตเร็วและพบรายงานความเสียหายที่เกิดจากโรคและแมลงน้อยมาก การบำรุงและดูแลรักษาจึงไม่ยุ่งยาก แต่ควรหาวิธีป้องกันไม้ให้สัตว์เลี้ยงที่กินพืชเข้าไปรบกวนในแปลงปลูก เพราะอาจเข้าไปกัดกินยอดและใบ หรือ เหยียบทำลายได้ อย่างไรก็ตามในช่วงแรกควรให้ปุ๋ยและสร้างไม้ค้ำยัน ตามความเหมาะสม โดยเฉพาะ 6 เดือนแรกของการปลูก ต้องมีการให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอดังนี้
– ระยะ 1-6 เดือนแรกของการปลูก ให้ปุ๋ยเดือนละ 2 ครั้ง
– ตั้งแต่ 6 เดือน – 1 ปี ให้ปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง

เมื่อพ้น 1 ปี ต้นไม้จะแข็งแรงเพียงพอที่จะเติบโตได้เองตามธรรมชาติ เกษตรอาจให้ปุ๋ยบำรุงต้นเพิ่มเติมเพียงปีละ 1 ครั้ง และควรมีการปลูกซ่อมแซม ปราบวัชพืช ทำแนวกันไฟ การชิงเผาเพื่อลดเชื้อเพลิง แลการตัดสางขยายระยะ เพื่อส่งเสริมการเจริญเตอบโตของไม้ที่เหลือ


อัตราการเจริญเติบโต :

อัตราการเจริญเติบโตของต้นพญาคชราช ในระยะแรก ๆ อาจช้า แต่ต่อมาจะเร็วมาก ภายหลังจากย้ายปลูกแล้ว 1 ปีอาจสูงถึง 3 เมตร อัตราการเจริญเติบโตทางความสูงโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 2-3 เมตร/ปี ติดต่อกันไปนาน 6-8 ปี การเจริญเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.3-7.6 ซม./ปี

ลักษณะและประโยชน์ของต้นพญาคชราช :

1. หลังปลูกได้ 1-2 ปี ความสูงอยู่ระดับ 6-10 เมตร ขึ้นอยู่กับการดูแล จะนำเปลือกไม้ไปทำเป็นเชือกปอ ส่วนเนื้อไม้เอาไปทำดอกไม้จันทน์ และ ถ้ามีอายุมากกว่านี้แก่นของไม้จะเริ่มแข็งขึ้น
2. หลังปลูกได้ 5-7 ปี เส้นรอบวงอยู่ที่ประมาณ 100-120 เซนติเมตร สูงไม่ต่ำกว่า 14 เมตร และจะมีแก่นลายไม้สีน้ำตาลเข้ม ลักษณะเนื้อไม้คล้ายไม้พะยูงหรือไม้สัก เนื้อไม้ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ในครัวเรือน กรอบและบานหน้าต่าง งานกลึงแกะสลักทำพื้นและฝาที่ใช้งานในที่ร่ม (**กรณีที่ใช้งานภายนอกควรใช้เนื้อไม้ที่มีอายุมากและควรใช้สารเคลือบไม้ เพื่อเพิ่มความทนทาน) ใช้ทำไม้อัดพาร์ติเคิลบอร์ด วีเนียร์ ทำกระดานไม้ฝา

”ต้นพญาคชราช” ที่กำลังบูม กับข้อเท็จจริง
ในช่วงที่ผ่านมา มีต้นไม้โตเร็วหลายชนิด ถูกนำมาสร้างกระแสให้โด่งดัง ให้ความหวังกับประชาชน คนทำมาหากินว่าจะสามารถทำรายได้ให้อย่างมากมายมหาศาล ช่วงนี้เองก็มีต้นไม้ อีกชนิดหนึ่งที่กำลังเข้ามาอยู่ในความสนใจ นั่นคือ “ต้นพญาคชราช”

สำหรับ “ต้นพญาคชราช” กรมป่าไม้ โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ ได้รายงาน ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไม้ดังกล่าว เพื่อเป็นข้อมูลให้กับประชาชนที่จะนำไป ปลูก ดังนี้

ต้นพญาคชราช มีชื่อสามัญว่า ปออีเก้ง หรือ อ้อยช้าง และยังมีชื่อสามัญที่เรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น กาลูแปงบูกง (ปัตตานี มาเลเซีย) คำโรง (เขมร-สุรินทร์) คางฮุ่ง (พิษณุโลก) ปอกะด้าง ปอขี้แฮด (ภาคเหนือ) ปอขี้ไก่ (สุโขทัย) ปอขี้แตก (สระบุรี,นครราชสีมา) ปอขี้ลิ้น (หนองคาย) โปง (ปัตตานี-ยะลา) หมีคำราม อ้อยช้าง (ปราจีนบุรี) เหม่ง (จันทบุรี) เป็นต้น พบมีการกระจายพันธุ์ ตามธรรมชาติ โดยขึ้นประปรายในป่าเบญจพรรณ และป่าดงดิบตามบริเวณใกล้ลำห้วยทั่วไป

พญาคชราชเป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15-30 เมตร เป็นไม้ผลัดใบ และผลิใบใหม่พร้อมดอก ลำต้น เปลา ตรง โคนเป็นพูพอน เรือนยอด เป็นพุ่มทรงกลม หรือรูปกรวย ค่อนข้างโปร่ง ตามส่วนต่าง ๆ ที่ยังอ่อนมีขนสีเทาทั่วไป เปลือกสีน้ำตาลอมเขียวอ่อนมีสีเทาแต้มเป็นรอยด่างและมีรอยย่นกระจายทั่วไป เปลือกในเป็นเส้นใยสีน้ำตาลแดง ใบเป็นชนิดใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับกัน รูปหัวใจ โคนหยัก เว้า ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อค่อนข้างหนา และมีขนนุ่มทั่วไป ใบแก่ผิวใบจะเกลี้ยง หน้าใบเขียวเข้มหลังใบเขียวอ่อน ดอกเป็นชนิด ดอกช่อ สีเขียว อ่อน ๆ หรือเหลืองอ่อน ออกเป็นช่อ เป็นพวง สั้น ๆ ตามง่ามใบตอนปลาย ๆ กิ่ง เป็นชนิดผลเดี่ยว เป็นประเภทผลแห้ง รูปกระสวยเกลี้ยง ๆ เป็นผลชนิดมีปีกเดียว ลักษณะปีกเป็นกาบบางสีแดงเรื่อ ๆ เป็นกระโดงโค้งยาวประมาณ 10 ซม. หุ้มส่วนหนึ่งของผล ดูคล้ายใบเรือ เมล็ดรูปร่างกลมรี สีเทาอมน้ำตาลมีลายสีน้ำตาล เมื่อแกะเปลือกหุ้มเมล็ดจะมีสีเหลืองรูปร่างคล้ายเงินจีน เนื้อไม้สีขาวสม่ำเสมอ ไม่มีแก่น เสี้ยนตรง เนื้อหยาบแข็งแรงปานกลางคล้ายไม้งิ้ว ถ้าผึ่งไม่ดีราอาจขึ้น ทำให้เกิดสีดำคล้ำ

ทางคุณสมบัติของไม้ เนื้อไม้จัดอยู่ในชั้นไม้คุณภาพต่ำ หรือเกรด C ความหนาแน่นน้อย 430-590 กก.ต่อลูกบาศก์เมตร หากผึ่งไม่ดีหรือการกองไม้ไม่ถูกต้องและไม่ระมัดระวัง จะถูกเห็ดราย้อมสีเกาะ ทำให้ไม้เป็นสีเทาหรือสีดำได้ง่าย มีความทนทานตามธรรมชาติเฉลี่ย 1.3 ปี ซึ่งจัดอยู่ในไม้ที่มีความทนทานต่ำ น้อยกว่า 2 ปี ถูกเชื้อราและปลวกเข้าทำลายได้ง่าย ด้านคุณสมบัติการใช้งาน การเลื่อย การไส การกลึง และการขัดเงา ทำได้ง่ายมาก แต่การยึดเหนี่ยวตะปูมีค่าน้อยมาก การใช้ประโยชน์ ใช้ทำหีบใส่ของ ไม้กระดาน หลักเข็ม รองเท้าไม้ แบบรองเท้า ไม้ขีดไฟ ไม้จิ้มฟัน ไม้บาง ไม้อัด ส่วนทางอ้อม เปลือกใช้ทำเชือกหยาบ ๆ ได้

ด้านการขยายพันธุ์และการปลูก ปกติใช้วิธีการขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด แต่เนื่องจากปออีเก้งเป็นไม้ที่มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติบริเวณที่ชื้น หรือบริเวณใกล้ลำห้วย จึงไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ทั่วไป นอกจากนี้ปออีเก้งเป็นไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจต่ำ ไม้เป็นไม้เนื้ออ่อนตามมาตรฐานกรมป่าไม้ คือเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงในการดัด (MOR) ของไม้แห้งต่ำกว่า 600 กม. ต่อตารางเซนติเมตรและความทนทานตามธรรมชาติต่ำกว่า 2 ปี ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง จึงไม่มีผู้นิยมนำมาปลูก และไม่มีการศึกษาวิจัยเรื่องการปลูกและการขยายพันธุ์

**โดยสรุปไม้ปออีเก้ง เป็นไม้เบิกนำเช่นเดียวกับไม้ตะกู มักพบขึ้นในพื้นที่มีการเปิดป่าใหม่ เช่น ในพื้นที่ที่มีการสร้างถนนผ่านพื้นที่ป่า ซึ่งดินมีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารรวมถึงความชื้นสูง เนื่องจากผิวหน้าดินยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ ดังนั้นจึงพบว่าไม้ชนิดนี้มีการเจริญเติบโต รวดเร็วในระยะแรกสภาพการขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ คือป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณชื้น สูงดังนั้นจึงมีข้อจำกัดเกี่ยวกับพื้นที่ในการปลูก กล่าวคือในพื้นที่ที่ชุ่มชื้นน้อยหรือ แห้งแล้งและดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จะมีเปอร์เซ็นต์การรอดตายต่ำและการเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร

ในส่วนของคุณสมบัติของไม้ปออีเก้ง เป็นไม้เนื้ออ่อนมีความแข็งแรงและความทนทานตามธรรมชาติของไม้ต่ำ คือมีค่าเฉลี่ยความทนทานแค่ 1.3 ปี ซึ่งต่ำกว่าไม้ตะกู รวมทั้งมีค่าการยึดเหนี่ยวตะปูมีค่าน้อยมาก จึงมีข้อจำกัดในการนำไปใช้ประโยชน์ โดนเฉพาะอย่างยิ่งการนำไปใช้ในการก่อสร้าง หรือทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ

การปลูกไม้ตะกู

ตะกู เป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 6-27 เมตร  เรือนยอดเป็นพุ่มกลม กิ่งตั้ง ฉากกับลำต้น ส่วนใหญ่ต้นเปลาตรง มีการลิดกิ่งเองตามธรรมชาติ เปลือสีเทาปน น้ำตาลค่อนข้างเรียบ เนื้อไม้สรเหลืองอ่อน ใบเดี่ยวเรียงตัวตรงข้ามเป็น คู่ๆ มีขาดประมาณ 5-12 *10-24 ซม.ปลายใบมนเป็นติ่งแหลม โคนใบป้าน เนื้อใบ ค่อนข้างหนา  หลังใบมีขนสาก ๆ และมีสีเข้มกว่าทางท้องใบ ท้องใบมีขน นุ่ม และ จะหลุดร่วงไปเมื่อแก่ เส้นแขนงใบมี 7-14 คู่ เห็นชัดทั้งสองด้าน ……….

No Comments

Post A Comment