ทุเรียน ผลไม้ที่ได้ชื่อว่า “ราชาแห่งผลไม้” (King of Fruits)

king-of-fruits-01

08 ต.ค. 2016 ทุเรียน ผลไม้ที่ได้ชื่อว่า “ราชาแห่งผลไม้” (King of Fruits)

เชื่อว่าใครท่านอยากจะปลูกทุเรียนอยู่ ไม่ว่าจะปลูกรับประทานเองหรือจะปลูกขายก็ตาม หลายท่านไปซื้อทุเรียนตามท้องตลาดมารับประทาน แต่ราคาก็สูงเช่นกันทำให้เป็นข้อหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับใครที่ต้องการปลูกทุเรียนขายนั้นเอง และใครที่จะปลูกไว้ทานก็มาลองอ่านข้อมูลที่เว็บเกษตรอินทรีย์แนะนำไว้ก็ไม่เสียหายนะ

ทุเรียนนั้นมีการออกผลตามฤดูกาลอยู่แต่ปัจจุบันนี้มีการทำทุเรียนที่เรียกว่าทุเรียนทวาย หรือการทำให้ออกผลิตนอกฤดูการนั้นเอง แต่จะไปพูดถึงเรื่องราวและขั้นการการปลูก การทำทุเรียนทวาย มารู้จักทุเรียนกันก่อนเลย

ทุเรียน

ประวัติความเป็นมาของการปลูกทุเรียนในประเทศไทย

ทุเรียน (Durian) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Durio zibethinus Murr อยู่ในวงศ์ (Family) Bombacaceae มีแหล่งกำเนิดในสุมาตรา หรือบอร์เนียว มีรายงานว่าคนไทยบริโภคทุเรียนมาไม่น้อยกว่า 300 ปีแล้ว สกุล Durio นั้นมีอยู่ 27 species โดยอยู่ในสุมาตรา 7 ชนิด บอร์เนียว 19 ชนิด มาลายา 11 ชนิด ไทย เมียนมาร์ (พม่า) ศรีลังกา และฟิลิปปินส์ ประเทศละ 1 ชนิด แต่จากหลักฐานของกรมป่าไม้รายงานว่า พบสกุล Durio ในประเทศไทยจำนวน 4 ชนิด คือ ทุเรียนปลูก (D.zibethinus Murr.) ทุเรียนดอน (D. malaccensis Planch. ex. Mast.) ทุเรียนนก [D. griffithii (Mast.) Bakh.] และทุเรียนป่า (D. pinanginan Ridley)

พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) กล่าวถึงการแพร่กระจายพันธุ์ของทุเรียนจากจังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นมากรุงเทพฯ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2318 โดยประมาณ และ มีการทำสวนทุเรียนที่ตำบลบางกร่าง ในคลองบางกอกน้อยตอนใน ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2397 ในระยะแรก เป็นการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และพัฒนามาเป็นการปลูกด้วยกิ่งตอนจากพันธุ์ดี 3 พันธุ์ คือ อีบาต ทองสุข และการะเกตุ ผู้ที่หากิ่งตอนจากพันธุ์ดีทั้ง 3 พันธุ์ไม่ได้ จำต้องใช้เมล็ดของทั้งสามพันธุ์เป็นพันธุ์ปลูก ทำให้เกิดทุเรียนลูกผสมขึ้นมากมาย

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีทุเรียนเพียงไม่กี่พันธุ์เท่านั้นที่ได้รับความนิยมในท้องตลาด เช่น หมอนทอง ชะนี กระดุมทอง เกษตรกรจึงตัดโค่นทุเรียนพันธุ์อื่นๆ ที่มีอยู่ในสวนของตน และปลูกเฉพาะพันธุ์ที่ตลาดต้องการ นับเป็นการสูญเสียแหล่งพันธุกรรมของทุเรียนที่มีอยู่มากมาย ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตรได้ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์พันธุกรรมของทุเรียนไว้ จึงได้มีการเก็บรักษาพันธุ์ทุเรียนเหล่านี้ไว้ในแปลงรวบรวมพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี โดยมีทั้งสิ้นประมาณ 100 พันธุ์ เพื่อใช้เป็นฐานพันธุกรรมสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ทุเรียนในอนาคต

แหล่งปลูกทุเรียน

แหล่งปลูกดั้งเดิมของทุเรียนอยู่ในเขตนนทบุรี ธนบุรี และกรุงเทพฯ โดยเป็นการปลูกแบบยกร่อง มีคันคูน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยทั่วไปมักปล่อยให้มีการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ มีการดูแลรักษาน้อย ต่อมาเมื่อประสบปัญหาน้ำท่วมในบางปี ประกอบกับมีการขยายความเจริญของสังคมเมืองออกสู่พื้นที่รอบนอกของกรุงเทพมหานคร เกษตรกรจึงมีการขายพื้นที่สวนเดิม เพื่อใช้ในการปลูกสร้างอาคารที่อยู่อาศัย หรืออาคารพาณิชย์ และย้ายฐานการผลิตออกไปยังจังหวัดอื่นที่มีสภาพภูมิอากาศ และสภาพพื้นที่เหมาะสม ปัจจุบันมีการปลูกทุเรียนเป็นจำนวนมากในทุกภาคของประเทศไทย เช่น ภาคเหนือ ที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ จังหวัดนครพนม ศรีสะเกษ หนองคาย ภาคกลางที่จังหวัด อยุธยา ลพบุรี สระบุรี ภาคใต้ที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นราธิวาส และตรัง และภาคตะวันออกที่จังหวัดจันทบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และตราด เป็นต้น จากสถิติพื้นที่ปลูกทุเรียน และผลผลิต (ตารางที่ 1) จะเห็นได้ว่ามีการขยายพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนในอัตราเฉลี่ยประมาณ 2.52% ต่อปี อย่างไรก็ตามผลผลิตที่ได้รับในแต่ละปีมีความแปรปรวน ขึ้นกับสภาพภูมิอากาศในปีนั้น

พื้นที่ปลูกและผลผลิตทุเรียนของประเทศไทย ปี 2535-2544

พันธุ์ทุเรียน

จากการตรวจสอบเอกสาร พบมีการรายงานชื่อพันธุ์ทุเรียนในประเทศไทย ถึง 227 พันธุ์ ในจำนวนนี้อาจมีบางพันธุ์ที่เป็นพันธุ์เดียวกัน แต่เมื่อนำไปปลูกในแหล่งปลูกหรือสวนใหม่อาจมีการกำหนดชื่อพันธุ์ขึ้นใหม่ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน และไม่เป็นประโยชน์ในเชิงวิชาการได้เท่าที่ควร ต่อมาศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร ได้นำหลักวิชาการด้านพฤกษศาสตร์มาใช้ในการจำแนกทุเรียนไทยอย่างเป็นระบบในระดับใต้ species โดยใช้ลักษณะของทรงใบ ฐานใบ ปลายใบ ทรงผล และหนามผล ซึ่งเป็นลักษณะที่ค่อนข้างคงที่ ไม่แปรปรวนตามสภาพแวดล้อม สามารถจำแนกกลุ่มทุเรียนไทยเป็น 6 กลุ่ม คือ

  • ก) กลุ่มกบ จำนวน 38 พันธุ์
  • ข) กลุ่มลวง จำนวน 7 พันธุ์
  • ค) กลุ่มก้านยาว จำนวน 7 พันธุ์
  • ง) กลุ่มกำปั่น จำนวน 11 พันธุ์
  • จ) กลุ่มทองย้อย จำนวน 12 พันธุ์
  • ฉ) กลุ่มเบ็ดเตล็ด จำนวน 47 พันธุ์

อย่างไรก็ตามพันธุ์ทุเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้รับความนิยมจากตลาด จึงทำให้เกษตรกรมีการตัดต้นพันธุ์เดิมและเปลี่ยนเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ปัจจุบันพันธุ์ทุเรียนที่นิยมปลูกเป็นการค้ามี 4 พันธุ์ คือ พันธุ์หมอนทอง ชะนี ก้านยาว และ กระดุมทอง ซึ่งแต่ละพันธุ์มีลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนี้

ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง

  • ทรงพุ่มโปร่ง รูปฉัตรใบใหญ่ยาวเรียว (linear-oblong) ปลายใบเรียวแหลม(acuminate) ฐานใบแหลม (acute) ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สีขาวอมเหลือง ออกดอกเป็นช่อประกอบด้วยดอกย่อย 3-30 ดอก
  • ผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักผลตั้งแต่ 2.0 – 4.5 กก. ทรงผลยาว (oblong) ก้นผลแหลม ไหล่ผลกว้าง พูเห็นชัดเจน เปลือกค่อนข้างบาง เนื้อหนา หยาบ สีเหลืองอ่อน รสหวานจัด กลิ่นน้อย
  • ไม่ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า

ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง

ทุเรียนพันธุ์ชะนี

  • ทรงพุ่มทึบ รูปฉัตร กิ่งถี่ ทรงพุ่มค่อนข้างแคบ แตกกิ่งเป็นระเบียบ ใบเล็กทรงยาวรูปไข่ (oval-oblong) ปลายใบสั้นสอบแหลม (acuminate-acute) หรือ สอบแหลม (acuminate) ฐานใบมนออกแหลม (acute) หรือ มน (obtuse)
  • ผล เป็นรูปทรงกระบอก (cylindroidal) หรือทรงไข่ ปลายแหลม ขนาดผลปานกลาง กลางผลป่อง (ellipsoidal) พูเห็นเด่นชัด ร่องพูไม่ลึก เนื้อละเอียดและเหนียว สีเหลืองเข้ม รสหวานมัน กลิ่นแรง แต่เนื้อไม่หนานัก
  • ทนทานต่อโรครากเน่าและโคนเน่า

ทุเรียนพันธุ์ก้านยาว

  • ทรงรูปกรวย กิ่งยาว และมีนิสัยทิ้งกิ่งง่าย ใบใหญ่ ปลายใบกว้างสอบมาทางโคนใบ (obovolanceolate) ปลายใบสอบแหลม (acuminate) ฐานใบเรียวสอบออกแหลม (cuncate-acute)
  • ผลทรงกลม (round) หรือทรงลิ้นจี่ (obovate) คือ ค่อนข้างยาว มีไหล่ผล ด้านขั้วผลกว้างและเรียวไปทางก้นผล ขนาดไม่โตนัก พูไม่เห็นเด่นชัด ก้านผลยาวเห็นได้ชัด เนื้อบาง สีเหลือง ละเอียดและเหนียว เมล็ดโต รสหวานมัน กลิ่นน้อย เนื้อไม่ค่อยแฉะเละ แม้ว่าจะสุกเกินไปบ้าง เมล็ดโต จำนวนเมล็ดมาก
  • ไม่ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า

ทุเรียนพันธุ์กระดุมทอง

  • ทรงพุ่มโปร่ง รูปกรวย ใบใหญ่ รูปป้อมกลางใบ (elliptical) ปลายใบเรียวแหลมยาว (caudate-acuminate) ฐานใบกลม (obtuse) กว้างและสั้น
  • ผล กลม เล็ก ร่องพูลึกคล้ายผลฟักทอง เปลือกค่อนข้างบาง หนามเล็กและถี่ เนื้อบาง สีเหลืองเข้ม รสหวานจัด
  • ไม่ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า

ทุเรียนก้านยาวและกระดุมไพบูลย์

ทุเรียนพันธุ์แนะนำ

จากผลการดำเนินการจัดประกวดทุเรียนพันธุ์การค้าของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร เป็นเวลา 3 ปี (ปี 2530-2532) ทำให้สามารถคัดเลือก Clone ทุเรียนพันธุ์การค้าที่มีคุณสมบัติดีเด่น เช่น มีความหนาเนื้อ น้ำหนักเนื้อ/น้ำหนักผล %เมล็ดลีบ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของพันธุ์นั้น หลังจากที่ได้พิจารณารายละเอียดของต้นที่ได้รับรางวัลทั้งหมด ได้นำเสนอกรมวิชาการเกษตรเพื่อขอความเห็นชอบเป็นพันธุ์แนะนำ และได้รับความเห็นชอบจำนวน 3 พันธุ์ ดังนี้คือ

พันธุ์หมอนทอง สันต์จันทบุรี

ลักษณะประจำพันธุ์

ทรงพุ่มรูปฉัตรโปร่ง กิ่งแขนงห่าง ใบรูปทรงยาวเรียว ปลายเรียวแหลม ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สีขาวอมเหลือง ช่อดอกประกอบด้วยดอกย่อย 3-30 ดอก กลีบดอกมี 5 กลีบ ผลรูปร่างยาว ไหล่ผลกว้าง ก้านผลแหลมแบ่งเป็นพูเห็นชัดเจน เปลือกค่อนข้างบาง หนามรูปทรงพีรามิด ฐานเป็นเหลี่ยมปลายเรียวแหลม เนื้อผลหนาสีเหลืองอ่อน ละเอียด เหนียว เส้นใยน้อย รสชาติดีหวานมัน การสุกของเนื้อในผลสม่ำเสมอ น้ำหนักผลเฉลี่ย 4 กิโลกรัม ผลผลิต 120-180 ผล/ต้น/ปี อายุเก็บเกี่ยว 140 วันหลังดอกบาน

ลักษณะเด่น

ผลผลิตสูง เนื้อหนา 2.04 เซนติเมตร อัตราส่วนน้ำหนักเนื้อต่อน้ำหนักผลอยู่ในเกณฑ์สูง 40% เนื้อสีเหลืองเข้มกว่าพันธุ์หมอนทองโดยทั่วไป เนื้อละเอียด เหนียว เส้นใยน้อย รสชาติหวานมันพอดี มีการสุกสม่ำเสมอทั้งผล ไม่พบอาการของโรครากเน่าและโคนเน่า

ข้อจำกัด / ข้อเสนอแนะ

  1. มีการติดผลดีจึงจำเป็นต้องมีการตัดแต่งผลให้เหลือในปริมาณที่พอเหมาะ มิฉะนั้นผลจะมีรูปทรงบิดเบี้ยวและมีขนาดเล็ก ซึ่งไม่ตรงตามความต้องการของตลาด
  2. แม้จะไม่เคยพบอาการของโรครากเน่าโคนเน่าที่ต้นพันธุ์ แต่ในการนำพันธุ์ไปปลูกควรหลีกเลี่ยงแหล่งที่มีการระบาดของโรครากเน่าโคนเน่า
  3. ต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อมีอายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม (ประมาณ 140 วันหลัง ดอกบาน) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี

พันธุ์ก้านยาว อารีจันทบุรี

ลักษณะประจำพันธุ์

ทรงพุ่มรูปกรวย กิ่งขนานกับพื้นดิน ลักษณะกิ่งยาวกว่าพันธุ์อื่นๆ ใบขนาดใหญ่ ปลายใบกว้างและค่อยๆ สอบมาทางโคนใบ ปลายใบสอบแหลม ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สีขาว อมเหลือง ช่อดอกประกอบด้วยดอกย่อย 3-30 ดอก กลีบดอกมี 5 กลีบ ผลมีขนาดใหญ่ ทรงกลมหรือทรงลิ้นจี่ ไหล่ผลกว้างและเรียวลงไปทางก้นผล พูไม่นูนเด่นชัด หนามเล็กถี่และสั้น ขอบหนาม 2 ข้างโค้งออก เปลือกบาง เนื้อผลสีเหลืองเข้ม รสหวานมัน น้ำหนักผลเฉลี่ย 2.5 กิโลกรัม ผลผลิต 180-200 ผล/ต้น/ปี อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วันหลังดอกบาน

ลักษณะเด่น

เนื้อสีเหลืองเข้ม ไม่มีอาการไส้ซึม คุณภาพเนื้อดี เส้นใยเนื้อน้อย เนื้อละเอียดมากและเหนียวมาก ผลผลิตสูง

ข้อจำกัด / ข้อเสนอแนะ

ไม่ควรไว้ผลมากเกินไป เพราะจะทำให้กิ่งอ่อนแอและทิ้งกิ่งได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการปลูกในแหล่งที่เคยมีการระบาดของโรครากเน่าโคนเน่า

พันธุ์ชะนี ชาญชัยจันทบุรี

ลักษณะประจำพันธุ์

ทรงพุ่มรูปฉัตร แตกกิ่งเป็นระเบียบ ทรงพุ่มค่อนข้างแคบ ใบมีขนาดเล็ก ปลายใบสั้น สอบแหลม (acuminateacute) ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สีขาวอมเหลือง ผลขนาดปานกลาง (1.5 ก.ก.) ถึงขนาดใหญ่ (4.2 ก.ก.) ผลทรงกระบอกหรือทรงไข่ ปลายแหลม กลางผลป่อง ก้นผลป้านตัด แบ่งเป็นพูเห็นเด่นชัด หนามใหญ่สั้นและห่าง เนื้อผลสีเหลืองเข้ม เนื้อละเอียดและเหนียว รสหวานมัน น้ำหนักผลเฉลี่ย 3.1 กิโลกรัม ผลผลิต 180-200 ผล/ต้น/ปี อายุเก็บเกี่ยว 100-110 วันหลังดอกบาน

ลักษณะเด่น

มีลักษณะตรงตามพันธุ์ โดยมีลักษณะผลรูปทรงกระบอกหรือทรงไข่ ปลายแหลม กลางผลป่อง ก้นผลป้านตัด เนื้อหนา ไม่มีอาการแกน เต่าเผา ไส้ซึม เปอร์เซ็นต์เมล็ดลีบสูง สภาพเนื้อเมื่อสุกจะแห้ง รสชาติดีหวานและมัน

ข้อจำกัด/ ข้อเสนอแนะ

เป็นพันธุ์ที่มีปัญหาการติดผลน้อย ดังนั้นจึงต้องมีการตัดแต่งดอกให้เหลือในปริมาณที่เหมาะสม จึงจะสามารถเพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผลได้ดี

Reference :

  • Images : durian smelly king of fruit by Mai Le
  • Images : King of fruit Durian by fitri agung
  • กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
No Comments

Post A Comment