มะม่วงพันธุ์ต่างประเทศ

Zemanta Related Posts Thumbnail

11 ม.ค. 2011 มะม่วงพันธุ์ต่างประเทศ

มะม่วงยู่เหวิน สายพันธุ์จากไต้หวัน กินอร่อยทั้งสุกและดิบ มะม่วง พันธุ์ นี้ มีถิ่นกำเนิดจาก ประเทศไต้หวัน เช่นเดียวกับมะม่วงอ้ายเหวิน ถูกนำเข้า มาขยายพันธุ์ปลูกในประเทศไทยนานกว่า 4-5 ปีแล้ว มีข้อเด่นคือ ผลใหญ่ รสชาติ ขณะดิบหรือห่ามมันกรอบหวานไม่มีเปรี้ยวปน ผลสุกหวานหอมไม่มีเสี้ยนและไม่ เละ เคี้ยวหนึบอร่อยมาก ที่สำคัญสีของผล “มะม่วงยู่เหวิน” ไม่ว่าจะเป็นผล ดิบหรือสุกจะเป็นสีม่วงเข้มสวยงามมาก และจะติดผลดกทำให้เวลาติดผลทั้งต้น ดู แปลกตายิ่ง

มะม่วงยู่เหวิน อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-20 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเยอะ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเวียนสลับถี่บริเวณปลายกิ่ง ใบเป็นรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบมน ใบจะดูคล้ายใบของมะม่วงพันธุ์เขียวใหญ่ สีเขียวสด ใบดกให้ร่มเงาดีมาก ดอก : ออกเป็นช่อแบบแยกแขนงช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอกเป็นสีเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองนวล มีกลิ่นหอม “ผล” เป็นรูปกลมรีคล้ายผลของมะม่วงอ้ายเหวิน หรือผลของมะม่วงจีนหวง ผลมีขนาดใหญ่ โตเต็มที่มีนํ้าหนักเฉลี่ยระหว่าง 1-1.5 กิโลกรัมต่อผล ผล : ดิบสีม่วง มีนวลทั่วทั้งผล ผลห่ามมีรสชาติหวานมันกรอบอร่อยมาก ผลสุกเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำ เนื้อผลเป็นสีเหลืองเข้ม รสหวานหอม ไม่มีเสี้ยน และไม่เละตามที่กล่าวข้างต้น เคี้ยวหนึบสุดยอดจริงๆ รสชาติ ใกล้เคียงกับมะม่วงนํ้าดอกไม้มัน เมล็ดลีบ ให้เนื้อเยอะ ติดผลปีละครั้ง แต่จะให้ผลดกทั้งต้น ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง และทาบกิ่ง ปัจจุบัน “มะม่วงยู่เหวิน” ยังไม่มีกิ่งพันธุ์ ออกวางขาย : เนื่อง จากอยู่ ระหว่างทาบกิ่งกับต้นแม่และรากเพิ่งจะงอกยังไม่แข็งแรงดี “นายเกษตร” ใจร้อนและเห็นว่าเป็นมะม่วงพันธุ์ใหม่ ล่าสุดที่มีความอร่อย และสีของ ผลสวยงามมาก จึงรีบแนะนำให้แฟนคอลัมน์ที่นิยมปลูกไม้ผลได้รู้จักล่วงหน้าทันที **ส่วนใคร ที่ต้องการกิ่งพันธุ์ สามารถติดต่อ “คุณเล็ก” ผู้ขยายพันธุ์ได้ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวน จตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผงตรงกันข้ามกับโครงการ 17 หรือ “คุณหลง-คุณก็อต” ตรงกันข้ามกับโครงการ 15 ราคา สอบถามกันเอง และสั่งจองเอาไว้ก่อนป้องกันต้นพันธุ์หมด การ ปลูก “มะม่วงยู่เหวิน” เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย เติบโตได้ในดินทั่วไป ไม่ชอบนํ้าท่วมขัง หลังปลูกช่วงแรกรดนํ้าพอชุ่มทั้งเช้าและเย็น บำรุงปุ๋ยคอก หรือขี้วัวขี้ควายแห้ง กลบฝังดิบรอบโคนต้นเดือนละครั้ง ระยะปลูก 3-4 ปี จะเริ่มติดผลชุดแรก หลังเก็บผลผลิตต้องตัดแต่งกิ่งพร้อมใส่ปุ๋ยบำรุงต้นสูตร 15-15-15 เดือนละครั้งทันทีจะมีผลดกทุกปีครับ


การขยายพันธุ์มะม่วงในประเทศไต้หวัน การเตรียมต้น ตอ : เพาะเมล็ดมะม่วงพื้นบ้านไว้ในถุงดำประมาณ 5-8 เดือน ต้นตอจะขนาดเท่า ดินสอจึงจะใช้ได้ จากนั้นจึงเตรียมยอดพันธุ์ดี โดยตัดเป็นท่อนๆแต่ละท่อน ยาว 5-8 เซนติเมตร และมีข้อใบทุกท่อน

วิธีการขยายพันธุ์ – กะระยะความสูงของต้นตอ 20-30 เซนติเมตร ตัดยอดทิ้งแล้วปสดข้างให้แผลยาว 1 นิ้ว – นำยอดพันธุ์ที่เตรียมไว้ ปาดข้างเช่นเดียวกัน แผลยาว 1 นิ้ว ประกบกับรอยแผลที่ต้นตอ – ใช้เชือกหรือยางยึดรัดตรงรอยประกบให้แน่น – หลังจากนั้นใช้ถุงพลาสติกครอบและห่อด้วยหนังสือพิมพ์อีกชั้นเพื่อป้องกันแสงแดด มัดด้วยเชือกฟางให้แน่น – หลังจากนั้นประมาณ 30-40 วัน ยอดพันธุ์ก็จะแตกยอดออกมาก็ให้เอาหนังสือพิมพ์และถุงพลาสติกที่ครอบไว้ออก


การทาบกิ่งมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูแนวใหม่แบบสวนวารินทร์ การขยายพันธุ์โดย วิธีการทาบแนวใหม่นี้เป็นการประยุกต์ การทาบมะม่วงแบบเก่าที่จะเพาะต้นตอมี ขนาดลำต้นเท่าแท่งดินสอมี่จะสามารถถอนต้นไปปาดแผลขึ้นทาบกิ่งได้เลยโดยไม่ ต้องนำต้นตอไปอัดถุงขุยมะพร้าวก่อนจึงจะนำไปขึ้นทาบได้

วิธีการทาบกิ่งมะม่วง ตามแบบฉบับสวนวารินทร์ 1. ปาดกิ่งมะม่วงอาร์ทูอีทูที่ต้องการทาบให้เป็นแผลยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว 2. ถอนต้นตอมะม่วงพื้นเมืองปาดให้เป็นลิ่มแผลยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว ส่วนด้านตรงข้ามให้ปาดเป็นแผลเล็กน้อย แล้วแผลของต้นตอพื้นเมืองไปประกบเข้ากับกิ่งพันธุ์อาร์ทูอีทูไห้สนิทใช้ พลาสติกพันกิ่งจากด้านล่างขึ้นบนให้แน่น 3. นำขุยมะพร้าวที่ผ่านการแช่น้ำแล้วมาบีบน้ำออกให้หมาดๆ ก่อนนำไปใส่ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาด 6×7 นิ้ว ประมาณ 1-2 กำมือ แล้วนำถุงหูหิ้วที่บรรจุขุยมะพร้าวมามัดรวมรากต้นตอพื้นเมือง พร้อมกับมัดอ้อมให้หูหิ้วยึดกับกิ่งอาร์ทูอีทูที่ทาบจากนั้นใช้เชือกฟางมัด ถุงหูหิ้วให้ติดแน่นกับกิ่งอาร์ทูอีทูเป็นอันเสร็จ ** อีกประมาณ 35-45 วัน กิ่งทาบจึงจะมีรากสีน้ำตาลเดินเต็มถุง แสดงว่าสามารถตัดออกเพื่อนำไปชำต่อในโรงเรือนได้ 4. ในกรณีขึ้นทาบกิ่งอาร์ทูอีทูขนาดใหญ่ ก็สามารถใช้วิธีดังกล่าวได้ดี เพียงจะต้องมีการทาบสัก 2 ต้นตอ เพื่อให้กิ่งทาบมีรากหากินให้สมส่วนกับกิ่งขนาดใหญ่ จากนั้นให้ค่อยๆ เพิ่มขนาดถุงที่บรรจุขุยมะพร้าวให้มีขนาดที่เหมาะสมก่อนนำไปล้อมกิ่งพันธุ์ เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ให้รากแตกออกและเจริญได้มากขึ้น **เมื่อมีรากเต็มขุยมะพร้าวก็สามารถตัดลงมาชำได้ อนุบาลในโรงเรือนหรือลงปลูกในแปลงปลูกได้เลย การตัดกิ่งทาบที่มีขนาดต้นใหญ่ แล้วลงปลูกในแปลงเลยนั้นจะต้องมีการดูแลที่ดีคือ จะต้องมีการกางแสลนบังแดดให้สัก 2 เดือน มีการให้น้ำอยู่อย่างสม่ำเสมอ มีไม้ค้ำยันไม่ให้ต้นโยกคลอน


การปลูกมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทู เพื่อการส่งออกในประเทศไทย “อา ร์ทูอีทู” เป็นสายพันธุ์มะม่วงที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศ ออสเตรเลีย เมื่อนำมาปลูกในประเทศไทยได้ผลผลิตและคุณภาพไม่แพ้ที่ปลูกใน ออสเตรเลีย ปลูกได้ทุกพื้นที่ในบ้านเราที่ปลูกมะม่วงได้และได้รับการยืนยัน มาจากพ่อค้าที่ส่งออกมะม่วงว่า อาร์อีทูในบ้านเรามีขนาดผล สีสันสีแดงมี คุณภาพไม่แพ้มะม่วงอาร์ทูอีทูที่ปลูกในประเทศออสเตรเลีย เพียงจะได้ต้องปรับ ปรุงเทคนิคในการผลิตและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวให้ได้ดียิ่งขึ้น เช่น การ ตัดแต่งกิ่งช่วยให้ผลมะม่วงไดรับแสงแดดเต็มที่ ทำให้ผิวผลมีสีแดงจัด สม่ำ เสมอทั่วผลหรือจะเป็ยการใช้ถุงห่อเข้ามาช่วย เป็นต้น

ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของอาร์ทูอีทูที่ปลูกในไทย คือ รสชาติมะม่วงค่อนข้างหวาน เมื่อ เก็บผลผลิตที่ความแก่ 80-90% รสชาติจะดีมากที่ประเทศออสเตรเลีย จะมีข้อจำกัดเรื่องของค่าแรงงานเก็บที่ค่อนข้างสูงมาก คิดค่าแรงเป็นชั่วโมงการทำงานอาจจะควบคุมคุณภาพตรงนี้ได้ยาก อาร์ทูอีทูจัดเป็นมะม่วงประเภทกินสุกที่มีขนาดผลใหญ่ มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 800 กรัม – 1 กิโลกรัม เมื่อผลสุกสีของผลจะเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวอมชมพูเป็นสีเหลืองอมแดง สวยงามสดุดตาผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่ารสชาติของมะม่วงสายพันธุ์นี้จะไม่หวานแหลมเท่ากับมะม่วงน้ำดอกไม้ ของไทยก็ตาม (มะม่วงอาร์ทูอีทูวัดค่าความหวานได้ประมาณ 18% บริกซ์ ในขณะที่มะม่วงน้ำดอกไม้ 20% บริกซ์) ข้อดีของอาร์ทูอี ทู คือ เปลือกจะค่อนข้างหนา ทำให้ทนต่อโรคแอนแทรคโนสได้ดี การขนส่งก็ไม่ช้ำง่าย และอายุการวางตลาดของอาร์ทูอีทูจำหน่ายได้นานนับสัปดาห์ เป็นที่สังเกตว่าในปัจจุบันเริ่มมีคนไทยบางกลุ่มให้ความสนใจในการบริโภค มะม่วงสายพันธุ์นี้กันมากขึ้น เนื่องจากเป็นมะม่วงที่มีเนื้อมาก ละเอียดเนียนและรสชาตำไม่หวานจัด ที่สำคัญไม่มีกลิ่นเหม็นขี้ไต้เหมือนมะม่วงต่างประเทศบางสายพันธุ์ วิธีบริโภคสามารถใช้มีดผ่าผ่านเปลือกเป็น 2 ซีก แล้วใช้ช้อนตักกินเลย

ความเป็นมาของมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูในประเทศไทย :

คุณวารินทร์ ชิตะปัญญา บ้านเลขที่ 107/1 หมู่ 1 ต.บ้านฉาง จ.ระยอง 21130 โทร.08-1905-922 นับเป็นเกษตรกรที่บุกเบิกการปลูกมะม่วงอาร์ทูอีทูในเชิงพาณิชย์เป็นคนแรกของ ประเทศไทย คุณวารินทร์ นำยอดมะม่วงอาร์ทูอีทูมาจากออสเตรเลียเมื่อ พ.ศ 2532 ปัจจุบันต้นแม่พันธุ์ยังให้ผลผลิตและขนาดต้นสูงถึง 15 เมตร ด้วยคุณวารินทร์ มีนิสัยส่วนตัวที่ชอบเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะต้องมองหาสิ่งแปลกๆใหม่ๆ มาปลูกอยู่เสมอ อีกทั้งยังเป็นเจ้าของพันธุ์พุทรายักษ์ซุปเปอร์จัมโบ้ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมะม่วง 45 ไร่ อดีตคุณวารินทร์ปลูกมะม่วงไว้มากมายหลายสายพันธุ์ ได้แก่พันธุ์น้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น มันหวายเดือนเก้า ปัจจุบันมะม่วงเหล่านี้ถูกเปลี่ยนยอดใหม่เป็นมะม่วงอาร์ทูอีทูทั้งหมดและ กำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าคุณวารินทร์จะมีการเลือกไม้ผลมาปลูกให้ ประสบความสำเร็จนั้น จะใช้หลักการตลาดนำหน้าการผลิตและดูตลาดภายในประเทศด้วยและถ้าเป็นพันธุ์ มะม่วงที่นำเข้าจากต่างประเทศคนไทยจะต้องยอมรับด้วย มะม่วงอาร์ทูอีทู ไม่มีกลิ่นเหม็นขี้ไต้ : ปัจจุบันคุณวารินทร์เป็นเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูเป็นการค้าราย แรกของประเทศไทย มีผลผลิตส่งขายตลาดในประเทศและต่างประเทศมานาน 5-6 ปี และเริ่มจากการวางขายอยู่ไม่กี่แห่งคือ ตลาด อ.ต.ก กรุงเทพมหานคร และตลาดถนนมอร์เตอร์เวย์ กรุงเทพ-พัทยา โดยขายผลผลิตจากสวนวารินทร์ในตอนนั้นได้กิโลกรัมละ 45 บาท สำหรับแม่ค้าที่ซื้อมะม่วงอาร์ทูอีทูไปวางขายที่ตลาด อ.ต.ก ยังบอกกับผู้บริโภคว่าเป็นมะม่วงที่นำเข้าจากต่างประเทศออสเตรเลียทั้งๆ ที่เป็นมะม่วงที่ปลูกในประเทศไทยและเป็นผลผลิตของสวนวารินทร์ ขณะนี้การผลิตมะม่วงอาร์ทูอีทูของคุณวารินได้เน้นผลิตเพื่อส่งออกขายยังตลาด ต่างประเทศ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน รัสเซีย ฯลฯ และขายผลผลิตจากสวนได้ราคาดีตลอดฤดูกาล ถ้าเป็นช่วงเทศกาลกินเจ ตรุษจีน จะขายมะม่วงอาร์ทูอีทูจากสวนได้ราคากว่ากิโลกรัมละ 100 บาท ด้วยมะม่วงที่มีลักษณะสีแดง คนจีนถือว่ามีความมงคลสามารถใช้ในเทศกาลหรือเป็นเครื่องไว้ ตลาดจีนเปิดรับมะม่วงอาร์ทูอีทูเป็นจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ สวนวารินทร์ในปีนี้ส่งผลผลิตเข้าตลาดจีนเกือบทั้งหมด และเท่าที่ทราบตลาดสิงคโปร์ และญี่ปุ่น มะม่วงอาร์ทูอีทูมาราคาขายแพงที่สุดในขณะนี้ ตลาดฮ่องกงเองก็ต้อนรับและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ลักษณะของมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทู : มะม่วงอาร์ทูอีทูจัดเป็นมะม่วงกินสุกที่มีรสชาติใช้ได้ ลักษณะของเนื้อแข็งเหมือนมะละกอไม่มีเสี้ยน เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการมะม่วงที่ไม่มีรสหวานจัดและเนื้อแข็ง

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ของมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทู – เป็น พันธุ์การค้าของประเทศออสเตรเลีย พัฒนามาจากมะม่วงพันธุ์เคนท์ (Kent) ผลมีลักษณะกลม เนื้อแข็ง ผลค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักประมาณ 800 กรัมต่อผล ปริมาณเนื้อผลประมาณ 81.61% เมื่อสุกผิวผลจะมีสีเหลืองอมแดง เนื้อสีเหลืองมะนาว ไม่มีเสี้ยน รสหวาน เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยวนาน เหตุผลที่สำคัญที่ทำให้คุณวารินทร์ได้ให้ความสนใจต่อการปลูกมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทู เพราะไม่ต้องทำประชาสัมพันธ์ทางด้านการตลาดมาก เนื่องจากประเทศออสเตรเลียได้มีการส่งเสริมการตลาดเอาไว้ทั่วโลกแล้ว ประเทศไทยก็ทำแค่เพียงแทรกตลาดเข้าไป ที่ผ่านมาการส่งเสริมมะม่วงไทยไปขายยังตลาดต่างประเทศเป็นเรื่องยุ่งยากและเป็นอุปสรรคมากมาย ** ดังนั้นมุมมองของคุณวารินทร์ที่จะพัฒนามะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูเพื่อส่งออก ซึ่งประเทศออสเตรเลียซึ่งทำตลาดไว้ทั่วโลก ประเทศไทยไม่ต้องเสียเวลาในการสร้างตลาดนับเป็นมุมมองที่น่าสนใจ และรัฐบาลควรให้การสนับสนุน ที่สำคัญผลผลิตมะม่วงออสเตรเลียจะออกสู่ตลาด ไม่ตรงกับมะม่วงของไทย กล่าวคือ ผลผลิตมะม่วงออสเตรเลียจะหมดในช่วงระหว่างปลายเดือนธันวาคม-กลางเดือนมกราคม เป็นต้น ในขณะที่มะม่วงก่อนฤดูของไทยจะเข้าสู่ตลาดในช่วงเดือนมกราคมเป็นต้นไปและมี ผลผลิตมากในเดือนมีนาคม-เมษายน ดังนั้นควรปล่อยให้มะม่วงอาร์ทูอีทูออกดอกติดผลจามฤดูกาลในบ้านเราจะดีกว่า ซึ่งผลผลิตจะได้ไม่ชนหรือแข่งกับมะม่วงอาร์ทูอีทูของออสเตรเลีย แต่หากเราผลิตนอกฤดูผลผลิตจะออกมาช่วงดังกล่าว พบว่าผลผลิตได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลต่อการออกสีแดงบนผลของอาร์ทูอีทูไม่ดีเท่าที่ควร **ขณะนี้มีเอกชนรายหนึ่งจาก จ.เชียงใหม่ ได้ติดต่อซื้อยอดมะม่วงพันธุ์นี้จากคุณวารินทร์ไปเปลี่ยนยอดขยายพื้นที่ปลูก เป็นการค้าในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยตั้งเป้าจะปลูกเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ

เทคนิคการผลิตมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูที่ตลาดต้องการ : คุณวารินทร์ เล่าเพิ่มเติมว่า เมื่อนำมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูไปปลูกบนพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ด้วยความหนาวเย็นจะช่วยให้สีของผลสวยงามกว่าการปลูกในเขตภาคกลางและภาคตะวัน ออก หลังจากมะม่วงติดผลขนาดเท่าผลส้มเขียวหวาน ควรคัดเลือกไว้เพียงหนึ่งผลต่อหนึ่งช่อ จะต้องมีการตัดแต่งกิ่งให้ต้นมะม่วงโปร่งและมีการรูดใบด้วยมือหรือกรรไกรที่ บังแสงแดดออกให้ผลได้รับแสงแดดมากที่สุด เพื่อให้ผลมะม่วงมีการพัฒนาเม็ดสีหรือออกสีแดงทั่วผลให้มากที่สุด อีกเคล็ดลับหนึ่งในการช่วยให้มะม่วงอาร์ทูอีทูออกสีแดงเพิ่มขึ้น คุณวารินทร์แนะนำว่าการฉีดสารอีทีฟอน (เช่น อีเทรล) อัตรา 4 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ผลมะม่วงในช่วงที่มีการเปลี่ยนสีหรือออกสีแดง โดยฉีดให้ประมาณ 2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วันจะทำให้ผิวผลสีแดงขึ้น

คุณวารินทร์เล่าว่า การใช้อีเทรลในบ้านเราเคยใช้ กับการเร่งสีให้เงาะมีสีแดงขึ้นนั่นเอง เพราะจุดเด่นจุดดึงดูดในการเลือกซื้อมะม่วงอาร์ทูอีทู นอกจากผลใหญ่แล้วผลจะต้องมีสีแดงด้วย อาร็ทูอีทูเป็ยมะม่วงที่มีขนาดใหญ่และเนื้อมากในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 1 เดือน ควรฉีดพ่นปุ๋ยทาง ใบที่มีโปแตสเซียมสูง (เช่น โปรแตสเซียมไนเตรท) เพื่อเพิ่มคุณภาพเนื้อ และ ความหวาน ผลตอบแทนในการผลิตมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทู : คุณวารินทร์บอกว่าราคาซื้อ-ขายมะม่วงสายพันธุ์นี้ได้ราคาดีตลอดฤดูกาล ถึง แม้จะเป็นช่วงฤดูกาลมะม่วงในประเทศออกสู่ตลาดในช่วงเดือนเมายน ในขณะที่มะม่วงสายพันธุ์อื่นๆราคาจะตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 3-5 บาท มะม่วงอาร์ทูอีทูขายจากสวนวารินทร์ที่ส่งออกไปยังประเทศจีนเป็นหลักในปีนี้ จะแบ่งเป็น 3 เกรด คือ เบอร์ใหญ่ราคา 75 บาทต่อกิโลกรัม เบอร์กลางราคา 65 บาทต่อกิโลกรัม และเบอร์เล็กราคา 40 บาทต่อกิโลกรัม ผลที่มีตำหนิหรือผลตดเกรดก็สามารถจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นได้ไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 25 บาทต่อกิโลกรัม มะม่วงอาร์ทูอีทูที่มีน้ำหนักผลมากว่า 800 กรัมขึ้นไปผลมีสีแดงจะได้ราคาดีมากและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศมาก เหตุผลหนึ่งที่ยังทำให้มะม่วงอาร์ทูอีทูมีราคาแพงและเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ของผู้บริโภคคือยังมีการขยายพื้นที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ไม้มากนัก แต่เมื่อมองในมุมกลับกันในช่วงฤดูกาลมะม่วงออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ผู้บริโภคมีโอกาศที่จะเลือกซื้อมะม่วงที่ตนเองชอบมากที่สุดแต่กลับมีกลุ่ม ผู้บริโภคหันมาซื้อมะม่วงอาร์ทูอีทูไปรับประทาน นั่นแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของคนไทยเปลี่ยนไปแล้ว

การปลูกและการดูแลรักษามะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทู :

ในเรื่องของการปลูกและการดูแลรักษามะม่วงอาร์ทูอีทู เพิ่มเติมคุณวารินทร์บอกว่าดูแลเหมือนกับมะม่วงไทยสายพันธุ์อื่นๆ คือปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ (ยกเว้นภาคใต้) ซึ่งระยะปลูกของสวนวาริทร์เป็นระยะ 6×6 เมตร เพราะเป็นระยะของแปลงมะม่วงเดิมที่ถูกเปลี่ยนยอดใหม่เป็นอาร์ทูอีทู โดยอาร์ทูอีทูมีการเจริญเติบโตทางกิ่งเร็ว ระยะปลูกที่เหมาะสมควรสัก 6×8 แต่ในอนาคตควรจะมีการตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มเตี้ยก็ต้องปรับเปลี่ยนอีกที แมลงวันผลไม้หรือชาวบ้านมักเรียกว่าแมลงวันทอง นับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกษตรกรจะต้องเฝ้าระวังให้ดี มีหลายวิธีป้องกัน เช่น ใช้กับดักจากสารล่อเมทธิลยูจีนอล เมื่อเก็บเกี่ยวมะม่วงเสร็จแล้วเริ่มตัดแต่งกิ่งควรมีการตัดหญ้าหรือวัชพืช หรือกิ่งมะม่วงที่ตัดแต่งนำมากองสุมไว้รอบๆสวนให้หญ้าเหี่ยวจากนั้นใช้ กำมะถันเหลือกที่หาซื้อได้ตามร้านวัสดุก่อสร้างร้านขายยาแผลโบราณ นำมาทุบเป็นก้อนเล็กๆ หรือเป็ยผงโรยบนกองหญ้าแห้งจุดไฟให้เกิดเป็นควันคลุ้งทั่วสวน จะเป็นไล่แมลงวันทองได้เป็นอย่างดี การสุมควันด้วยกำมะถันเหลืองสามารถทำได้ง่ายและบ่อยครั้งเป็นวิธีที่ทำได้ ง่ายและประหยัด มีอีกหลายวิธีให้เลือกใช้ตามการระบาดและความรุนแรงในแต่ละพื้นที่ อย่างน้อยที่สุดเกษตรกรจะต้องทำสภาพสวนให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้ภายในสวนเป็นแหล่งสะสมของผลไม้สุกเน่าจะช่วยลดปริมาณแมลงวันทอง ได้ดีที่สุด แต่จากทดลองห่อผลมะม่วงด้วยถุงสีขาวของซุนฟงที่แสงและอากาศส่องผ่านได้และ ห่อผลอาร์อีทู ในช่วงเริ่มแรกจะเข้าสีแดงที่ผล ปรากฎว่ามะม่วงอาร์อีทูที่ห่อก็ออกสีแดงใช้ได้ ในอนาคตการใช้ถุงห่อชุนฟงเข้ามามีบทบาทแน่นอน เพราะจะช่วยลดต้นทุนเรื่องสารเคมีต่างๆ ที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูมะม่วงลงได้ และที่สำคัญ คือ เพื่อเป็นการป้องกันการวางไข่ของแมลงวันทองได้ คุณวารินทร์เล่าต่อไปว่าเรียนรู้และใช้สารเคมีมาดดยตลอด จึงเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะสภาพของต้นไม้ที่ปลูกอย่างต้นมะม่วงที่มีการใช้สารราดมาเป็นเวลานาน นับสิบปีต้นมะม่วงจะทรุดโทรม การเจริญต้นกิ่งก้านแม้แต่ใบก็ไม่ค่อยโตนัก จึงได้คิดนำพวกน้ำหมักชีวภาพที่หมักจากพวกนมตามสูตรของทางสวนวารินทร์ ผลจากการใช้ทำให้ฟื้นฟูสภาพต้นมะม่วงอย่างเห็นได้ชัดเจน ส่วนการฉีดพ่นไล่แมลงได้ใช้น้ำหมักจากกระเพราป่า ฉีดป้องกันเพี้ยแป้งได้ผลค่อนข้างดีมาก เกษตรกรจำเป็นต้องหันมาใช้เรื่องชีวภาพเข้ามาผสมผสานด้วยจะทำให้การทำสวน ประสบความสำเร็จ

คุณวารินทร์ยังได้มีเทคนิคในการส่งเสริมการขายมะม่วงสายพันธุ์นี้ให้มีราคา แพงขึ้นไปอีก ด้วยการผลิตให้มะม่วงออกก่อนฤดูและเก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้ในช่วงเทศกาลปี ใหม่ ตรุษจีนและวันวาเลนไทน์ เป็นต้น จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่าที่เป็นผลมะม่วงอาร์ทูอีทูเมื่อสุกสีของผิมจะมีสี เหลืองอมแดง ให้เป็นของขวัญปีใหม่และนำไปไหว้พระเจ้าในเทศกาลตรุษจีน เพื่อเป็นสิริมงคล สำหรับในวันวาเลนไทน์จะติดสติกเกอร์เป็นคำอวยพร ซึ่งแสดงถึงความรักหรือรูปหัวใจ ติดสติกเกอร์บนผลมะม่วงก่อนเก็บเกี่ยวผล ผลิต 1 เดือน -1 เดือนครึ่ง ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อติดสติกเกอร์บนผลมะม่วงเว้นเฉพาะช่องตัวอักษรและรูปภาพให้ได้รับแสงข้อ ความที่ปรากฎบนผลมะม่วงจะเป็นตัวอักษรและเป็นรูปภาพสีแดงตามความต้องการแทน ที่จะได้ดอกกุหลาบในวันแห่งความรัก หลายคนได้เปลี่ยนมาเป็นรูปมะม่วงที่ติดรูปหัวใจและมีข้อความว่า “ความรัก” ผลมะม่วงที่มีสีแดงสด สร้างความสุขให้ทั้งผู้ให้และผู้รับ ที่สำคัญรับประทานได้ด้วย

คุณวารินทร์ทิ้งท้ายฝากถึงเกษตรกรไว้ว่า “เกษตรกรควรจะมองไปข้างหน้า วิเคราะห์ตลาดในอนาคตให้ขาดและต้องกล้าเปลี่ยนแปลง ผมเองก็ต้องกล้าเปลี่ยนน้ำดอกไม้สีทองและมะม่วงพันธุ์อื่นๆในสวนเป็นมะม่วง อาร์อีทูทั้งหมด ปัจจุบันนี้อาร์อีทูตลาดมีความต้องการสูงมาก ราคาจูงใจ อย่างน้อยอีก 5 ปีข้างหน้าตลาดมะม่วงอาร์อีทูยังไปได้ดี วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวมะม่วงอาร์อีทูของสวนวารินทร์ : 1.การเก็บเกี่ยวมะม่วงอาร์ทูอีทูในแปลงควรตัดให้ก้าน ขั้วติดผลมาให้มีความยาวสุดก้านขั้ว เพราะมะม่วงอาร์ทูอีทูเป็นมะม่วงที่มียางมากถ้าเกษตรกรตักขั้วสั้น ยางมะม่วงจะไหลออกมามากเลอะผิวมะม่วง เสียเวลาในการล้าง และความแรงของยางก็อาจจะทำให้ผิวมะม่วงเสียได้ จากนั้นรีบขนย้ายมะม่วงเข้าไปคัดในโรงคัด 2.เกษตรกรมีความชำนาญในการคัดเกรดมะม่วงจะคัดอาร์ทูอีทูตามเบอร์ หรือหากมีตำหนิก็จะต้องหากมี แต่ที่สำคัญผู้คัดเกรดจะต้องรู้เรื่องแมลงวันทองทำลายผลหรือไม่ 3.อาร์ทูอีทูที่โดนแมลงวันทองวางไข่ผลเสียจะต้องคัดออกทันที 4.ใช้กรรไกรตัดขั้วให้ชิดผล 5.นำผลมาวางบนกระสอบป่านทิ้งไว้ 10 นาที เพื่อให้ยางหมด 6.นำอาร์ทูอีทูมาล้างน้ำให้สะอาด ในน้ำสะอาดที่ผสมน้ำยาล้างจานและใช้ฟองน้ำหรือผ้าขัดเช็ดเบาๆ ให้คราบต่างๆหลุดร่อนจากนั้นล้างน้ำสะอาดอีกสัก 2 รอบ 7.นำผลมะม่วงแช่ในสารป้องกันกำจัดเชื้อรากลุ่มอะช็อกซีสโตรบิน หรือ กลุ่มเบนโนมิล (เช่น เมเจอร์เบน) เพื่อป้องกันโรคแอทแทรคโนส แช่นานราว 5 นาที จึงจะนำไปวางบนกระสอบป่านผึ่งลมให้แห้ง 8.ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบต่างๆให้สะอาดอีกครั้ง 9.ถ้าคราบยางมะม่วงที่ติดผิวหลงเหลืออยู่ใช้สำลีชุบแอลกอฮอร์ เช็ดคราบยางออกอีกครั้ง 10.ติดสติกเกอร์คุณภาพมาตรฐานตัว (Q) และ สติกเกอร์แสดงคุณค่าอาหารของมะม่วงอาร์ทูอีทู 11.”อาร์ทูอีทู” การัยตรีคุณภาพ โดยสวนวารินทร์ พร้อมที่จะจำหน่ายและส่งออก


การปลูกมะม่วงในประเทศไต้หวัน เมื่อ พูดถึงความก้าวหน้าทางการเกษตรในทวีป เอเชีย จะต้องยอมรับว่า ไต้หวัน มี ความก้าวหน้ามากที่สุดประเทศหนึ่ง ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานทางการเกษตรที่ ไต้หวันเมื่อประมาณช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา สิ่งที่พบเห็น และคิดว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาชีพเกษตรกรรมที่ไต้หวันมีความเจริญรุด หน้า ต่อเนื่อง มีอยู่หลายประการ

อาทิ รัฐบาลไต้หวันได้ให้การสนับสนุนอย่างจริงจังในเรื่องของการจัดการแห ล่งน้ำเพี่อเกษตรกรรม มีการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำเพื่อเกษตรกรรมกระจายอยู่ทั่วประเทศ การคมนาคมที่มีความสะดวกในการขนส่งผลผลิตของเกษตรกร แม้แต่คันนายังลาดด้วยคอนกรีต เกษตรดรไต้หวันมีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็ง สามารถสร้างอกนาจต่อรองในการขายผลผลิตและต่อรองในการซื้อปุ๋ยเคมีและสารปราบ ศัตรูพืช และที่เห็นว่าสำคัญที่สุด ก็คือ รัฐบาลไต้หวันสามารถสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่เกษตรกรด้วยการกำหนดปฏิทินว่า ในแต่ละปีเกษตรกรควรจะปลูกอะไร จึงจะไม่ประสบกับปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ซึ่งแตกต่างจากอาชีพเกษตรกรรมในบ้านเราที่มักจะแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำด้วย วิธีการประกันราคา และ รับจำนำ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหา ที่ปลายเหตุ ไม่มีการวางแผนในระยะยาวหรือแก้ปัญหากันอย่างจริงจัง ราคาผลไม้ไทยจึงตกต่ำทุกปีขึ้นอยู่กับว่าในปีนั้นๆ ผลผลิตที่ออกมาจะล้นตลาดหรือไม่

มะม่วงจัดเป็นผลไม้ไทยอีกชนิดหนึ่ง เมื่อถึงฤดูกาลที่ผลผลติออกสู่ตลาดมากๆ ราคาของผลผลิตจะตกต่ำไปด้วยเช่นกัน โชคดีที่ว่าในปัจจุบันได้มีการผลิตมะม่วงนอกฤดู ทำให้หลีกเลี่ยงราคาที่ตกต่ำได้ อีกทั้ง ปัจจุบันการผลิตมะม่วงของชาวสวนไทยได้มีการพัฒนาและเน้นปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำ ดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก ตามที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองจากประเทศไทยเพิ่ม ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีญี่ปุ่นเป็นประเทศนำเข้าที่สำคัญ สาธารณรัฐประชาชนจีนและอีกหลายประเทศ มีความต้องการมากขึ้น ทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคามะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรดเอ เกษตรกรขายออกจากสวนได้ราคาสูบงมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ออกนอกฤดู อย่างเช่นเดือนมกราคม 2552 ที่ผ่านมา มีราคาขายจากสวนถึงกิโลกรัมละ 50 บาท ในขณะเดียวกันยังมีมะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศบางสายพันธุ์ ที่สามารถนำมาปลูกในบ้านเราได้ ออกดอกติดผลได้คุณภาพเหมือนแหล่งกำเนิด เช่น มะม่วงพันธุ์ อาร์ทูอีทู ที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย คุณวารินทร์ ชิตปัญญา บ้านเลขที่ 107/1 หมู่ 1 ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ได้นำยอดมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทู มาจากประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี พ.ศ. 2532 นำมาเสียบยอดจนได้เห็นผลผลิต และคุณภาพของผลว่าไม่แพ้ที่ปลูกในออสเตรเลีย เมื่อนำผลผลิตมาทดลองขายในตลาดบน เช่น ตลาด อ.ต.ก. และ ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ขายผลผลิตได้ราคาดีตลอดฤดูกาล แม้ผลผลิตมะม่วงอาร์ทูอีทูจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนเมษายน เกรดเอก็ยังขายออกจากสวนได้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 50 บาท ปัจจุบันสวนมะม่วงของคุณวารินทร์ ชิตะปัญญา ได้ทำการเปลี่ยนยอดมะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ มาเป็นพันธุ์อาร์ทูอีทูหมดแล้วทั้งสวน และจัดเป็นสวนที่ผลิตมะม่วงอาร์ทูอีทูในเชิงพาณิชย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ในบ้านเรา ที่ไต้หวัน ก็เช่นกัน ในปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมะม่วงเชิงพาณิชย์ประมาณ 420,000 ไร่ และ ปลูกพันธุ์หลักๆ 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ อ้ายเหวิน หรือ พันธุ์ เออร์วิน ซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณ 330,000 ไร่ และเกษตรไต้หวันปลูกมะม่วงพันธุ์นี้เพื่อการส่งออกโดยมีญี่ปุ่นเป็นตลาดหลัก ที่สำคัญ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าผลผลิตมะม่วงของไต้หวัน จะออกสู่ตลาดไม้ตรงกับมะม่วงของไทย ฤดูกาลของมะม่วงไต้หวันจะออกสู่ตลาดในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน – เดือนสิงคม และจะออกสู่ตลาดมากที่สุดมนช่วงระหว่างเดือน กรกฎาคม ส่วนมะม่วงสายพันธุ์หนึ่งที่ไต้หวันปลูกกันมาก ก็คือ พันธุ์ จินหวง มะม่วงพันธุ์ จินหวง จัดเป็นมะม่วงที่มีผลขนาดใหญ่มากมีน้ำหนักเฉลี่ย 600 -1,300 กรัม หรือผลใหญ่ๆ มีน้ำหนักมากกว่า 1 กก. มีเกษตรกรไทยนำมะม่วงพันธุ์นี้มาปลูกในบ้านเรา และให้ผลผลิตได้คุณภาพไท้แห้กับที่ปลูกในไต้หวัน มีผู้เชียวชาญมะม่วงบางท่าน บอกว่า มะม่วงพันธุ์จินหวง พันธุ์นวลคำ พันธุ์เขียวใหญ่และพันธุ์งามเมืองย่า น่าจะเป็นมะม่วงส่ายพันธ์เดียวกัน หลังจาก พ.ศ 2491 เป็นต้นมาสหรัฐอเมริกาได้ให้การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรและ ทรัพยากรบุคคลรวมทั้งงานวิจัยด้านการเกษตรด้วย ทำให้งานทั้งด้านการชลประทานและ กิจกรรมส่งเสริมความแข็งแรงของเกษตรกรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างกรณีของการรวมกลุ่มจัดตั้งของเกษตรกรเป็นสหกรณ์ที่กระจายอยู่ทั่ว ประเทศของไต้หวัน มีความเข้มแข็งมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พันธุ์พืชหลายชนิดผลิตได้ปริมาณต่อไร่สูงและต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง เกษตรกรที่เคยปลูกข้าวและอ้อยได้เปลี่ยนมาปลูกพืชผักและผลไม้ที่รายได้สูงก ว่า รัฐบาลไต้หวั่นได้ให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนทั้งเรื่องงานวิจัยและ เรื่องการตลาด มาถึงปัจจุบันเมื่อพูดถึงความก้าวหน้าทางด้านการเกษตร ในทวีปเอเชีย จะต้องยอมรับว่าไต้หวันมีความก้าวหน้ามากที่สุดหรือเปรียบเทียบในระดับโลก ใต้หวั่นก็ไม่น้อยหน้าใคร ผู้เขียนได้มีโอกาศไปดูงานทางด้านการเกษตรที่ไต้หวันโดยเฉพาะในเรื่องของผล ไม้ ได้แก่ มะม่วง พุทรา ฝรั่ง ฯลฯ เมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ 2552 ที่ผ่านมา สิ่งที่พบเห็นและคิดว่าเป็นหัวใจมีความสำคัญที่พัฒนาให้อาชีพเกษตรกรรมไต้ หวั่นให้มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องมาจนปัจจุบันเกษตรกรขายผลผลิตได้ราคา ดี มีอำนาจต่อรองและที่สำคัญโดยรวมเกษตรกรไต้หวั่นมีสภาพฐานะความเป็นอยู่ที่ดี กว่าเกษตรกรไทยเนื่องจาก รัฐบาลไต้หวันได้ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเรื่องของแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรม มีการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำกระจายอยู่ทั่วประเทศไทยทำให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำ สำรองใช้ได้ตลอดปี นอกจากนั้น การคมนาคมที่สะดวก แม้แต่คันนายังเทด้วยคอนกรีตหรือพูดง่ายๆ ว่ามีถนนไร้ฝุ่นทั่วประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น การรวมตัวของเกษตรกรจัดตั้งเป็นสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งสามารถสร้างอำนาจต่อ รองในการซื้อ-ขายผลผลิต, ปุ๋ยเคมีและสารปราบศัตรูพืช เหมือนกับที่เกษตรกรไทยที่มีความใฝ่ฝันมานานแต่ไม่ได้เห็นเป็นจริกก็คือการ โซนนิ่งพื้นที่ปลูกพืช ในขณะที่การแก้ปัญหาในเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำในบ้านเรายังแก้ไข ด้วยการประกันราคาหรือการรับจำนำซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ไต้หวันปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออก 2 สายพันธุ์ : สภาพพื้นที่ไต้หวัน 2 ใน 3 เป็นป่ามีพื้นที่ราบสำหรับทำการเกษตรเพียง 1 ส่วนเท่านั้น มะม่วงจัดเป็นผลไม้หลักชนิดหนึ่งที่ไต้หวันได้มีการพัฒนาทั้งทางด้านสาย พันธุ์และการส่งออก ปัจจุบันมะม่วงไต้หวันได้มีการส่งออกไปหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น แคนาดา สาธารณรัฐประชาชนจีน ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง ฯลฯ ผลผลิตมะม่วงไต้หวันจะออกสู่ตลาดในช่วงเดื่อนมิถุนายน-สิงหาคม ของทุกปี ซึ่งแตกต่างจากผลผลิตมะม่วงไทยซึ่งผลผลิตมะม่วงไทย (รวมผลผลิตมะม่วงนอกฤดู) จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม สรุปง่ายๆ ก็คือผลผลิตมะม่วงไต้หวันออกสู่ตลาดไม่ตรงกับมะม่วงไทย

ผู้เขียนได้มีโอกาศเข้าชมพิพิธภัณฑ์มะม่วงไต้หวัน (MANGO EXPLORER MUSEUM) ที่เมืองยูชิง (YU-CHING) ภายในพิพิณภัณฑ์มะม่วงแห่งนี้ได้แสดงถึงประวัติความเป็นมาการปลูกมะม่วงของ ไต้หวันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการแสดงสายพันธุ์มะม่วงต่างๆ สาระสำคัญของสาระความเป็นมาของการปลูกมะม่วงของไต้หวันเริ่มจากการนำพันธุ์ มะม่วงจากแนเธอร์แลนมาปลูกเป็นครั้งแรก ต่อมาเมื่อ พ.ศ 2508 ได้มีการนำกิ่งพันธุ์มะม่วงจากจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 100 ต้น มาปลูกทางภาคใต้จองไต้หวัน ผลปรากฎว่ามะม่วงตายไป 96 ต้น เหลือรอดตาย 4 ต้น เท่านั้น เนื่องจากมะม่วงปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศหนาวเย็นของไต้หวันไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาไต้หวันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงจนในปัจจุบันและปลูกอยู่ 2 สายพันธุ์หลักๆ คือ พันธุ์จินหวง และ พันธุ์อ้ายเหวิน (พันธุ์เออร์วิน) ปัจจุบันไต้หวันมีพื้นที่ปลูกพันธุ์จินหวงมีประมาณ 90,000 ไร่ และพันธุ์อ้าpเหวินประมาณ 300,000 ไร่ มะม่วงพันธุ์จินหวง : พันธุ์นวลคำ : พันธุ์งามเมืองย่าและพันธุ์เขียวใหญ่ น่าจะเป็นมะม่วงสายพันธุ์เดียวกัน ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า มะม่วงพันธุ์จินหวงเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมของ ไต้หวันและได้มีการนำพันธุ์เข้ามาปลูกในประเทศไทย ในหนังสือ “มะม่วงบนพื้นที่สูง” ของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้เขียนถึงพันธุ์มะม่วงบนพื้นที่สูงที่มีมูลนิธิโครงการหลวงได้นำพันธุ์จาก ต่างประเทศหลายสายพันธุ์มาทดสอบและวิจัยเพื่อค้นหาสายพันธุ์ที่เหมาะสม สำหรับพื้นที่สูง และหนึ่งในสายพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกที่เป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพดี แนะนำให้ส่งเสริมปลูกปลูกเป็นพันธุ์การค้าได้ คือ พันธุ์นวลคำ และ พันธุ์ จินหวง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นำเข้าจากประเทศไต้หวัน ลัษณะผลกลมยาว ก้นผลงอนและค่อนข้างแหลม ผลที่มีขนาดใหญ่และมีหนักผลประมาณ 1,300 กรัมต่อผล ประกอบด้วยเนื้อประมาณ 82.55% รับประทานได้ทั้งดิบและสุก เมื่อผลแก่จัดจะมีรสชาติมัน และเมื่อผลสุกสีของผลจะมีสีเหลืองปนส้ม รสชาติหวาน ต่อมาได้มีการมะม่วงสายพันธุ์นี้มาปลูกในสภาพพื้นที่ราบของประเทศไทยทำให้ผล ผลิตแก่และเก็บเกี่ยวได้ก่อนบนพื้นที่สูงและได้มีการเก็บชื่อทั้งๆ ที่น่าจะเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับพันธุ์จินหวงของไต้หวันนั้นเอง ไต้หวันปลูกมะม่วงสายพันธุ์เออร์วินเพื่อการส่งออก : คนไต้หวันเรียกมะม่วงเออร์วินว่า “อ้ายเหวิน” และเป็นสายพันธุ์มะม่วงที่ไต้หวันมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดเนื่องจากเป็นสาย พันธุ์ที่ถูกใจคนไทยมาดที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของทุกปี ผลผลิตจะออกมาในช่วงเดือนกรกฎาคม มะม่วงสายพันธุ์นี้จัดเป็นมะม่วงที่มีผลขนาดปานกลางความยาวของผลประมาณ 12.7 เซนติเมตร น้ำหนักกรัมต่อผลโดยประมาณ 300 กรัมต่อผลโดยประมาณ ปริมาณเนื้อ 72.9% รูปร่างค่องข้างยาวรีหรือรูปไข่ ติดผลดกมาก ระยะผลดิบจะมีติดปะสีแดงบริเวณไหล่และแก้มผล ผลสุกจะมีสีแดงปะสีเปลือกนก จัดเป็นมะม่วงกินสุกเมื่อสุกเนื้อมีสีเหลืองทอง ไม่มีเสี้ยน กลิ่นไม่แรง รสชาติหวาน ความจริงแล้วมะม่วงพันธุ์เออร์วินนิยมบริโภคกันทั่วโลก แต่ยังพบจุดอ่อนที่ยังเป็นมะม่วงที่มีเปลือกค่อนข้างบางและเกิดโรคแอทแทรคโน สจะเห็นแผลได้ชัดมาก ทำให้ไต้หวันจะต้องค้นหาศึกษาและวิจัยวิทยาการหลังจากการเก็บเกี่ยวที่ดีและ มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นสายมะม่วงที่ปลูกเพื่อการส่งออกเป็นหลัก มะม่วงพันธุ์อ้ายเหวินจัดเป็นมะม่วงที่มีผิวบาง ดังนั้นทุกขั้นตอนในการเก็บเกี่ยวจะต้องมีความปราณีตเหมือนกับขั้นตอนการส่ง มะม่วงน้ำดอกไม้ของไทยไปยังตลาดต่างประเทศ จึงเป็นที่สังเกตว่าปัจจุบันตลาดต่างประเทศมีความต้องการมะม่วงน้ำดอกไม้สี ทองเนื่องจากมัเปลือกที่หนาและสีผลเหลืองทองสวยงามมาก ปัจจุบันชาวสวนมะม่วงไทยเกือบ 100% จึงได้มีการขยายพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ในขณะที่ยังมีเกษตรกรบางรายตัดสินใจที่จะขยายพื้นที่ปลูกมะม่วงสายพันธุ์จาก ต่างประเทศมีความต้องการมากเช่นกัน และมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูที่ปลูกในบ้านเราจะออกสู่ตลาดไม่ตรงกับประเทศ ออสเตรเลียที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ ดังนั้นมะม่วงพันธุ์เออร์วินหรือพันธุ์อ้ายเหวินจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของ ชาวสวนมะม่วงไทยควรจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติม ตลาดมะม่วงต่างประเทศต้องการมะม่วงที่มีผลสีแดง : จาการที่ผู้เขียนได้มีโอกาศเข้าเยี่ยมชมศูนย์ปรับปรุงพืชพันธุ์พืชเมืองไทย นั้น ซึ่งที่ศูนย์ฯ แห่งนี้มีการปรับปรุงพืชพันธุ์ของงานวิจัยด้านต่างๆมากมายโดยเฉพาะวิทยาการ หลักการเก็บเกี่ยวของไม้ผลหลายชนิด มีงานปรับปรุงพันธุ์ทั้งพืชไร่ ไม้ดอก ไม้ประดับ ผักและผลไม้ เป็นต้น คุณชางจิงซิง (Mr.CHANG GING SING) นักวิจัยมะม่วงของศูนย์ แห่งนี้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับเกษตรกรไต้หวันจะมีพื้นที่ปลูกมะม่วงครอบครัว จะไม่มากนักเฉลี่ยแล้วไม่เกิน 10 ไร่ จะเน้นในเรื่องคุณภาพ ในแต่ละพื้นที่จะมีการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ดังที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้น ผลผลิตที่ออกมาเกษตรกรไต้หวันจะพยายามเน้นในเรื่องคุณภาพของผลผลิตและพยายาม ที่จะผลิตมะม่วงให้ได้มากที่สุด สำหรับงานวิจัยของศูนย์ฯ เกี่ยวกับเรื่องมะม่วงจะมีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงให้มีสีผิวสีแดงมากขึ้น อย่างสม่ำเสมอ เท่าที่ได้เดินดูงานในแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์แห่งนี้ นอกจากจะปลูกมะม่วงพันธุ์จินหวงและพันธุ์อ้ายเหวินแล้ว ขณะที่ไปดูงานเป็นช่วงกลางเดือนเมษายน 2552 เป็นระยะเวลาที่มะม่วงไต้หวันกำลังติดผลอ่อนมีอายุผลได้ประมาณ 1 เดือน มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่บางสายพันธุ์ของศูนย์ฯ แห่งนี้ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ให้ผลอ่อนมีสีแดงออกม่วงตั้งแต่ยังเป็นผลอ่อน นับว่ามีความก้าวหน้าและน่าสนใจมาก สำหรับการใช้ปุ๋ยและแร่ธาตุปลีกย่อยในการปรับปรุงคุณภาพมะม่วง คุณชางจิงซิงบอกว่ามีการใช้โปรแตสเซียมไนเตรทฉีดพ่นเพื่อปรับปรุงคุณภาพและ มีการใช้ธาตุแมงกานีสฉีดพ่นเพื่อช่วยให้ผลมะม่วงมีสีแดงเข้มข้นขึ้น แต่ยังอยู่ในการศึกษาและวิจัยว่าอัตราในการใช้ธาตุแมงกานีสจะใช้ในอัตราเท่า ไหร่จึงเหมาะสม มะม่วงไต้หวันต้นเตี้ยและปลูกในระบบชิด : ในแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์ปรับปรุงสายพันธุ์เมืองไทยนั้น จะมีการปลูกมะม่วงในระบบประชิดใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 4 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 5 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 80 ต้น และมีการควบคุมทรงพุ่มให้ต้นมีความสูงไม่เกิน 2 เมตร เพื่อสะดวกในการห่อผลและการเก็บเกี่ยว เป็นที่สังเกตว่ามะม่วงทุกต้นในแปลงทดลองที่ศูนย์ฯ แห่งนี้จะติดผลดกทุกต้น ผู้เขียนยังได้เพิ่มข้อมูลจากคุณชางจินซิงว่าไต้หวันได้มีการนำมะม่วงน้ำ ดอกไม้จากประเทศไทยไปทดลองปลูกมานานกว่า 10 ปีแล้ว ผลผลิตและคุณภาพได้ผลดีไม่แพ้ที่ปลูกในเมืองไทย แต่ที่ไม่ได้ขยายพื้นที่ปลูกหรือส่งเสริมการปลูกโดยให้เหตุผลว่ามะม่วงน้ำ ดอกไม้ที่นำไปปลูกที่ไต้หวันนั้นเมื่ออายุต้นมากกว่า 10 ปี จะให้ผลผลิตลดลงมาก ทั้งๆที่ถ้าไต้หวันจะปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้เป็นการส่งออกก็น่าจะทำได้ เนื่องจากฤดูการผลิตไม่ตรงกับบ้านเราคือ ผลผลิตจะออกสู่ตลาดหลังจากที่มะม่วงไทยหมดแล้ว

คุณวารินทร์ ชิตปัญญา บ้านเลขที่ 107/1 หมู่ 1 ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ได้นำยอดมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทู มาจากประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี พ.ศ. 2532 นำมาเสียบยอดจนได้เห็นผลผลิต และคุณภาพของผลว่าไม่แพ้ที่ปลูกในออสเตรเลีย เมื่อนำผลผลิตมาทดลองขายในตลาดบน เช่น ตลาด อ.ต.ก. และ ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ขายผลผลิตได้ราคาดีตลอดฤดูกาล แม้ผลผลิตมะม่วงอาร์ทูอีทูจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนเมษายน เกรดเอก็ยังขายออกจากสวนได้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 50 บาท ปัจจุบันสวนมะม่วงของคุณวารินทร์ ชิตะปัญญา ได้ทำการเปลี่ยนยอดมะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ มาเป็นพันธุ์อาร์ทูอีทูหมดแล้วทั้งสวน และจัดเป็นสวนที่ผลิตมะม่วงอาร์ทูอีทูในเชิงพาณิชย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ในบ้านเรา ที่ไต้หวัน ก็เช่นกัน ในปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมะม่วงเชิงพาณิชย์ประมาณ 420,000 ไร่ และ ปลูกพันธุ์หลักๆ 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ อ้ายเหวิน หรือ พันธุ์ เออร์วิน ซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณ 330,000 ไร่ และเกษตรไต้หวันปลูกมะม่วงพันธุ์นี้เพื่อการส่งออกโดยมีญี่ปุ่นเป็นตลาดหลัก ที่สำคัญ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าผลผลิตมะม่วงของไต้หวัน จะออกสู่ตลาดไม้ตรงกับมะม่วงของไทย ฤดูกาลของมะม่วงไต้หวันจะออกสู่ตลาดในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน – เดือนสิงคม และจะออกสู่ตลาดมากที่สุดมนช่วงระหว่างเดือน กรกฎาคม ส่วนมะม่วงสายพันธุ์หนึ่งที่ไต้หวันปลูกกันมาก ก็คือ พันธุ์ จินหวง มะม่วงพันธุ์ จินหวง จัดเป็นมะม่วงที่มีผลขนาดใหญ่มากมีน้ำหนักเฉลี่ย 600 -1,300 กรัม หรือผลใหญ่ๆ มีน้ำหนักมากกว่า 1 กก. มีเกษตรกรไทยนำมะม่วงพันธุ์นี้มาปลูกในบ้านเรา และให้ผลผลิตได้คุณภาพไท้แห้กับที่ปลูกในไต้หวัน มีผู้เชียวชาญมะม่วงบางท่าน บอกว่า มะม่วงพันธุ์จินหวง พันธุ์นวลคำ พันธุ์เขียวใหญ่และพันธุ์งามเมืองย่า น่าจะเป็นมะม่วงส่ายพันธ์เดียวกัน หลังจาก พ.ศ 2491 เป็นต้นมาสหรัฐอเมริกาได้ให้การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรและ ทรัพยากรบุคคลรวมทั้งงานวิจัยด้านการเกษตรด้วย ทำให้งานทั้งด้านการชลประทานและ กิจกรรมส่งเสริมความแข็งแรงของเกษตรกรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างกรณีของการรวมกลุ่มจัดตั้งของเกษตรกรเป็นสหกรณ์ที่กระจายอยู่ทั่ว ประเทศของไต้หวัน มีความเข้มแข็งมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พันธุ์พืชหลายชนิดผลิตได้ปริมาณต่อไร่สูงและต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง เกษตรกรที่เคยปลูกข้าวและอ้อยได้เปลี่ยนมาปลูกพืชผักและผลไม้ที่รายได้สูงก ว่า รัฐบาลไต้หวั่นได้ให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนทั้งเรื่องงานวิจัยและ เรื่องการตลาด

เซงตะโลง มะม่วงดีของพม่า เมื่อ พูดถึงความเก่าแก่ของการปลูกมะม่วงในโลกแล้ว “อินเดีย” นับเป็นประเทศที่มี ประวัติความเป็นมาในการปลูกมะม่วงมานานกว่า 4,000 ปี ปัจจุบันมีข้อมูลทาง วิชาการที่เขียนโดย คุณสุรชา สิทธิชัย ในงานประชุมมะม่วงโลกที่ประเทศ บราซิล รายงานว่าปัจจุบันอินเดียยังเป็นประเทศที่มีพื้นที่ปลูกมะม่วงมากที่ สุดใน โลกคือมากกว่า 8 ล้านไร่ ให้ผลผลิตแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 11 ล้านตัน ซึ่ง คิดเป็น 1 ใน 3 ของผลผลิตมะม่วงทั่วโลก สำหรับสายพันธุ์มะม่วงของประเทศ อินเดียที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในขณะนี้คือ พันธุ์ “อัลฟอนโซ” คนญี่ปุ่น นิยมบริโภคมะม่วงอินเดียสายพันธุ์นี้กันมากในรูปแบบของน้ำมะม่วง เนื่องจาก มีกลิ่นหอมพิเศษ

สำหรับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยได้มีการพัฒนาการปลูกมะม่วงมาอย่างต่อเนื่องทั้งเรื่องสายพันธุ์ และการจัดการ ดูแลรักษา จากที่ปลูกและผลิตขายบริโภคกันในประเทศ คนไทยส่วนใหญ่ในอดีตมักจะคุ้นเคยบริโภคมะม่วงกินดิบ อาทิ เขียวเสวย แรด ฟ้าลั่น เจ้าคุณทิพย์ ฯลฯ ในกลุ่มมะม่วงกินสุกจะรู้จักเฉพาะพันธุ์อกร่อง มาถึงทุกวันนี้มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ของไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกโดยน้ำ ดอกไม้สีทองที่มีการส่งออกไปยังหลายประเทศโดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น นอกจากประเทศไทยแล้วพม่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีพื้นที่ปลูกมะม่วงมากพอ สมควร ผู้เขียนได้มีโอกาสไปประเทศพม่าเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม 2552 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ ผลผลิตมะม่วงของพม่าเริ่มออกสู่ตลาดพอดีซึ่ง ตรงกับมะม่วงปีในบ้านเรา ถ้าใครได้ไปเที่ยวยังประเทศพม่าจะได้ เห็นความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนพม่าและผลไม้ที่มักจะพบเห็นอยู่มากคือ กล้วยและมะพร้าว เพราะเป็นผลไม้ที่คนพม่านิยมซื้อมาบูชาเทพ และกล้วยที่คนพม่านิยมบริโภคมากที่สุดคือกล้วยหักมุก (กล้วยหักมุก คนพม่าเรียกว่า “พีจาง”) สำหรับมะม่วงพม่ามีหลายสายพันธุ์คล้ายกับมะม่วงไทย อย่างเช่น มะม่วงพันธุ์หยิ่งกแว ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “อกแยก” มีลักษณะรูปทรงผลคล้ายมะม่วงอกร่องแต่รสชาติสู้ไม่ได้ ในขณะเดียวกันพม่ามีพันธุ์มะม่วงที่มีชื่อเสียงและรสชาติดีอยู่สายพันธุ์ หนึ่งที่มีชื่อว่าพันธุ์ “เซงตะโลง” ในช่วงที่ประเทศอินเดียปกครองประเทศพม่าจะเรียกมะม่วงสายพันธุ์นี้ว่า เซนทาโล ผู้เขียนได้ทดลองรับประทานมะม่วงพันธุ์เซงตะโลง จัดเป็นมะม่วงกินสุกที่รสชาติอร่อยพอใช้ได้ ผลไม่ใหญ่นักขนาดเท่ากับมะม่วงอกร่องและมีเนื้อละเอียดรสชาติใกล้เคียง มะม่วงแก้วผสมมะม่วงอกร่อง และเป็นมะม่วงที่มีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากในแถบเมืองมัณฑะเลย์ การผลิตและการตลาดของมะม่วงในประเทศพม่าส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อการบริโภคภายใน ประเทศเป็นหลัก ยังไม่มีการผลิตเพื่อการส่งออกและเทคโนโลยีในการผลิตมะม่วงนอกฤดูยังตามหลัง ประเทศไทย. – ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

No Comments

Post A Comment