ประวัติความเป็นมาของ มันสำปะหลัง ในประเทศไทย

Zemanta Related Posts Thumbnail

11 ก.ย. 2010 ประวัติความเป็นมาของ มันสำปะหลัง ในประเทศไทย

ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่นอนว่า  มีการนำมันสำปะหลังมาสู่ประเทศไทยเมื่อไร  และอย่างไรแต่สันนิษฐานกันว่าคงมีผู้นำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียแห่งใดแห่งหนึ่ง เพราะคำว่า สำปะหลัง คล้ายกับคำในภาษาชวาตะวันตก ซึ่งเรียกมันสำปะหลังว่า สัมเปอ (Sampue) ซึ่งมีความหมายเหมือนคำยุนิคายู ในภาษามาเลย์ ซึ่งแปลว่า พืชที่มีรากขยายใหญ่

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5      ประวัติความเป็นมาของมันสำปะหลังในประเทศไทย โดย นายเจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์           ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่นอนว่า  มีการนำมันสำปะหลังมาสู่ประเทศไทยเมื่อไร  และอย่างไรแต่สันนิษฐานกันว่าคงมีผู้นำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียแห่งใดแห่งหนึ่ง เพราะคำว่า สำปะหลัง คล้ายกับคำในภาษาชวาตะวันตก ซึ่งเรียกมันสำปะหลังว่า สัมเปอ (Sampue) ซึ่งมีความหมายเหมือนคำยุนิคายู ในภาษามาเลย์ ซึ่งแปลว่า พืชที่มีรากขยายใหญ่          การปลูกมันสำปะหลังเป็นการค้าครั้งแรกในประเทศไทยนั้นปลูกในภาคใต้ โดยปลูกระหว่างแถวต้นยางพาราขนาดเล็ก  แล้วส่งผลิตผลที่ได้ไปจำหน่ายโรงงานทำแป้ง และโรงงานทำสาคูขนาดเล็กชั่วคราว แต่การปลูกมันสำปะหลังเป็นการค้าในภาคใต้นั้นค่อยๆ หมดไป เพราะปลูกกันในฃระหว่างแถวยางพาราและพืชยืนต้นอื่นๆ ปลูกได้ ๔-๕ ปี  ต้นยางพาราก็โตคลุมพื้นที่หมดไม่สามารถปลูกมันสำปะหลังได้อีกต่อไป สำหรับการปลูกมันสำปะหลังเป็นการค้าแพร่หลายในปัจจุบันนี้ เริ่มมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพราะในระยะนั้น ประเทศญี่ปุ่นขาดวัตถุดิบ  และได้เริ่มสั่งซื้อแป้งมันสำปะหลังจากประเทศไทย เมื่อประมาณปี พ.ศ.  ๒๔๙๑ ในขณะที่สภาพภูมิประเทศริมฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทย คือ จังหวัดชลบุรีและระยอง มีลักษณะเป็นเนินเขาลาดเอียง ดินเป็นดินทราย ไม่มีแม่น้ำใหญ่ที่จะทำการชลประทานได้ พื้นที่ดังกล่าวไม่เหมาะแก่การทำนาและพืชไร่ชนิดอื่นชาวบ้านจึงเริ่มปลูกมันสำปะหลังกัน ปรากฏว่าการปลูกมันสำปะหลังได้รับผลดี จนกลายเป็นอาชีพที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว นอกจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นลูกค้าประจำแล้ว ในเวลาต่อมาประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศเพื่อบ้านของไทย  ก็ได้สั่งแป้งมันสำปะหลังจากไทย จึงทำให้โรงงานแป้งมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นและทันสมัยขึ้น  ควบคู่ไปกับพื้นที่ปลูกที่ขยายออกไปมากยิ่งขึ้น ซึ่งกล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง ทำให้มีการปลูกมันสำปะหลังเป็นการค้าในระยะแรก  แต่อุตสาหกรรมแป้งเพื่อส่งออกมิได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย เหมือนกับการส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์

 

            การใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเพื่อการเลี้ยงสัตว์เริ่มประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๙  สมัยนั้นมีชาวเยอรมันทดลองนำเอาขี้แป้ง ซึ่งเป็นผลิตผลพลอยได้จากการทำแป้งมันสำปะหลังไปใช้เลี้ยงสัตว์ได้ผลเป็นที่พอใจคุ้มกับราคา  แต่ขี้แป้งซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำแป้งมันสำปะหลังมีไม่มากพอกับความต้องการของตลาดยุโรป  จึงมีผู้ริเริ่มเอาหัวมันสำปะหลังสดมาหั่นเป็นชิ้นๆ นำมาตากแห้งและบดด้วยหินบดข้าวเป็นมันป่น ปรากฏว่ามันป่นที่ได้จากการบดหัวมันสำปะหลังนี้  เป็นที่นิยมของโรงงานอาหารสัตว์ในยุโรป  ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้มีผู้นำเอากากมันสำปะหลังที่ทิ้งจากโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังมาผสมปนรวมกันเรียกว่า  กากมันป่น(waste  meal)  ในราวปี พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๐๔ เป็นสินค้าที่ขายดี  ปรากฏว่ามีผู้ปลอมปนมันสำปะหลังป่นกันมากขึ้น โดยผสมกับดิน ทราย แกลบ ขี้เลื่อยมาบดปนลงไปบ้าง  ผู้ซื้อในยุโรปจึงหันมาซื้อมันเส้นแทน  มันเส้นทำได้โดยนำหัวมันสำปะหลังสดมาโม่เป็นชิ้นๆ แล้วตากแดดให้แห้ง  ระยะนั้นชาวชลบุรีได้คิดเครื่องทำมันเส้นขึ้นแล้ว การส่งมันเส้นออกจำหน่ายในยุโรปจึงดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งปี  พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๑ ได้มีบริษัทสั่งเครื่องอัดเม็ดมาจากต่างประเทศเพื่อทำมันสำปะหลังอัดเม็ด โดยใช้มันเส้นเข้าเครื่องอัดออกมาเป็นแท่งเหมือนแท่งชอล์ก  เพื่อใช้ส่งออกขายแทนมันเส้นซึ่งมีน้ำหนักเบา เปลืองเนื้อที่บรรทุกในระวางเรือมาก  เสียค่าขนส่งสูง  และต่อมาวิศวกรไทยได้สร้างเครื่องอัดเม็ดเลียนแบบของต่างประเทศเป็นผลสำเร็จ และใช้ได้ดีทั้งราคาถูกว่าสั่งจากต่างประเทศ  ปัจจุบันเครื่องอัดเม็ดในโรงงานมันสำปะหลังอัดเม็ดส่วนใหญ่เป็นเครื่องอัดเม็ดที่ทำขึ้นในประเทศไทย          ความต้องการมันสำปะหลังอัดเม็ดในยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดชลบุรีและระยองมาแต่เดิมผลิตมันสำปะหลังไม่พอกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ  พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังจึงได้แผ่ขยายไปยังส่วนอื่นๆ ของประเทศอย่างรวดเร็ว  ทั้งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ แต่พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ขยายไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของประเทศไทยเพิ่มจาก ๔ แสนไร่เศษในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นมากกว่า ๔ ล้านไร่ในปี  พ.ศ. ๒๕๑๙           ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ส่งออกจำหน่ายต่างประเทศที่สำคัญที่สุด คือ มันสำปะหลังอัดเม็ด ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘  ประเทศไทยส่งมันสำปะหลังอัดเม็ดออกจำหน่ายต่างประเทศถึง ๒.๑  ล้านตัน แต่ที่ส่งแป้งมันสำปะหลังออกเพียง  ๑  แสน ๔ หมื่นตัน เนื่องจากประเทศไทยสามารถผลิตข้าว ได้เพียงพอกับความต้องการของพลเมือง  การใช้มันสำปะหลังสำหรับบริโภคในประเทศมีน้อย จึงฃสามารถส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังออกจำหน่ายได้มากที่สุดในโลก  แม้ประเทศบราซิล  อินโดนีเซียไนจีเรีย และแซร์ จะผลิตมันสำปะหลังได้มากกว่าไทย แต่ใช้บริโภคในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ปริมาณของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออก ประมาณ  ๘๐เปอร์เซ็นต์ในตลาดโลก จึงไปจากประเทศไทย บรรณานุกรม • นายเจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์

No Comments

Post A Comment