ลักษณะทั่วไปของไม้สัก

Zemanta Related Posts Thumbnail

26 ส.ค. 2011 ลักษณะทั่วไปของไม้สัก

ลักษณะของไม้สักไม้สัก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Tectona  grandis ชื่อสามัญภาษาอังกฤษคือ  Teak  อยู่ในวงศ์  (Family)  Verbenaceae  พบขึ้นอยู่ตามธรรมชาติใน  4   ประเทศแถบเอเซียเท่านั้น คือ ไทย สหภาพพม่า  อินเดีย  และบางส่วนของ สปป.ลาว  สำหรับในประเทศไทยจะพบกระจายอยู่ทั่วไปทางภาคเหนือ  ระหว่างเส้นรุ้งที่ 14o – 20o 31’  เหนือ  และระหว่างเส้นแวงที่ 97 o 30’ – 104 o 30’  ตะวันออก  (Mahaphol, 1954)  หรือรวมพื้นที่ป่าที่มีไม้สักขึ้นอยู่ตามธรรมชาติประมาณ 30,000  ตารางกิโลเมตร  (อภิชาติและคณะ, 2536) ไม้สักโดยทั่วไปมีลำต้นเปลาตรง  ความสูงเมื่อโตเต็มที่ตั้งแต่ 20 เมตรขึ้นไป  ปราศจากกิ่งก้านจนใกล้จะถึงเรือนยอด  เนื้อไม้สวย  ตบแต่งง่าย  ลักษณะของเนื้อไม้แบ่งไม้สักออกเป็น 5 ชนิด คือ สักทอง  สักหิน (สักไข)  สักหยวก  สักขี้ควาย  และสักลายดำ  อย่างไรก็ตามการดูจาก ลักษณะภายนอกหรือดูจากลักษณะทางสัณฐาน  (morphology)  ในขณะที่ไม้ยังยืนต้นอยู่จะไม่สามารถบอกถึงความแตกต่างของเนื้อไม้ได้  ต้องตัดดูเนื้อไม้จึงจะทราบว่าเป็นสักชนิดใด  สักเป็นไม้ผลัดใบ  ใบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง  น้ำตาลและแดงในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม  และในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม  ใบสักจะร่วงหมดต้น  ดูคล้ายต้นสักตายแห้ง  เมื่อเริ่มมีฝนในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม  จะแตกใบอ่อนใหม่  ใบอ่อนที่แตกจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว  และโตเต็มที่ในราว ๆ เดือนกรกฎาคม  ต่อจากนั้นสักจะเริ่มออกดอก  โดยช่อดอกจะเริ่มแทงออกมา  ดอกสักเล็ก ๆ จะเริ่มทยอยบานไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 3 – 4 สัปดาห์  ช่วงเวลาที่ดอกสักบานคือ  เดือนกันยายน  ช่อดอกหนึ่ง ๆ จะมีดอกเล็ก ๆ สีขาวอยู่ระหว่าง 100 – 3,000 ดอก  ดอกสักมีช่วงเวลาผสมเกสรสั้น คือระหว่าง 11:00 – 15:00 น.เท่านั้น  หากดอกไม่ได้รับการผสมเกสรก็จะหลุดร่วงไปภายในวันเดียว  ตัวการผสมเกสรคือ  ผึ้ง ผีเสื้อ  และชันโรง  หากดอกมีการผสมเกสร  ผลสักก็จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ   ใช้เวลาประมาณ50 วัน  ผลสักก็จะเจริญเติบโตเต็มที่  ซึ่งก็ตกในราวเดือนมกราคม  ผลจะแก่จัดในราวกุมภาพันธ์  ถึงมีนาคม  ผลแก่จัดหรือแห้งจะมีสีน้ำตาล  และร่วงหล่นลงตามธรรมชาติเมื่อมีพายุฝน  ในราวกลางเดือนเมษายน  สามารถเก็บไปขยายพันธุ์ได้ต่อไป  (Bryndum and Hedegart, 1969 ; อภิชาติ, 2534) การเจริญเติบโตของไม้สักขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายชนิด  ที่สำคัญได้แก่  ดิน  น้ำ  อุณหภูมิ  และแสงสว่าง ดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตได้แก่  ดินตะกอนที่ทับถมมีผิวหน้าดินลึกและมีการระบายน้ำดี  (Kulkani, 1951 ; Puri, 1951 ; 1960 ; Seth and Yadav, 1959).  มีความเป็นกรดเป็นด่าง (pH)  อยู่ระหว่าง  6.5 – 7.5  (Kulkani, 1951)  และมีปริมาณธาตุแคลเซี่ยม (Ca)  และฟอสฟอรัส (P)  อยู่ในอัตราส่วนที่ค่อนข้างจะสูง  เมื่อเปรียบเทียมกับแร่ธาตุชนิดอื่น  (Bhatia, 1954 ; Puri, 1960) น้ำหรือความชุ่มชื้นในดิน  เป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของไม้สัก  ไม้สักขึ้นได้ดีในท้องที่ที่มีฝนตกประมาณ  1,250 – 1,650  มม./ปี (Kermode, 1964)  นอกจากนั้น Kermode (1964)  ยังพบว่าคุณภาพของไม้สักจะด้อยลง  ถ้าหากว่าไม้สักขึ้นอยู่ในท้องที่ที่มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าหรือมากกว่าช่วง 1,250 – 1,650 มม./ปี  จากการศึกษาของ Kaosa-ard  (1977)  ในห้องควบคุมสภาวะแวดล้อม  (phytotron)  พบว่าในขณะที่สภาวะแวดล้อมอื่น เช่น อุณหภูมิ  และแสงเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต  ความชื้นในดินจะเป็นตัวการที่สำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของกล้าสัก  กล้าสักที่ปลูกในที่ที่มีความชุ่มชื้นในดินสูง  (19%)  จะมีความสูงเป็นสองเท่า  และจะมีปริมาณน้ำหนักแห้งเป็น  5  เท่าของกล้าสักที่ปลูกในดินที่มีความชื้นต่ำ  (6%)  ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 เดือนหลังจากการศึกษา อุณหภูมิเป็นปัจจัยที่สำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของไม้สักอีกอย่างหนึ่ง  จากการศึกษาภายใต้การควบคุมสภาวะแวดล้อม  Koko Gyi (1972)  พบว่ากล้าสักเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิระหว่าง 27/22  – 36/31  องศาเซลเซียส (day/night temperature)  ที่อุณหภูมิสูงกว่าหรือต่ำกว่าช่วงดังกล่าวการเจริญเติบโตของกล้าสักจะลดลง  เช่นเดียวกับ  Kanchanaburangura (1976)  และ  Kaosa-ard  (1977)  พบว่ากล้าสักเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ  30/25  องศาเซลเซียส  แต่ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 18 o เซลเซียส  กล้าสักจะมีลักษณะแคระแกรน  ใบหนา มีสีค่อนข้างจะเหลือง  และส่วนของตายอด  (terminal bud)  จะหยุดการเจริญเติบโต แสงมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของไม้สักไม่น้อยไปกว่า ดิน น้ำ และอุณหภูมิ  ไม้สักจัดเป็นพรรณไม้ที่ต้องการแสดงมากชนิดหนึ่ง  (light demanding species)  (Nwoboshi, 1972 ; Koko Gyi, 1972 ; Kanchanaburangura, 1976)  จากการศึกษาของ  Nwoboshi (1972)  เกี่ยวกับอิทธิพลของความเข้มข้นของแสง  (light intensity)  พบว่าการเจริญเติบโตของกล้าสัก (เทียบจากปริมาณน้ำหนักแห้งทั้งต้น)  จะดีที่สุดเมื่อปลูกในที่ที่มีความเข้มข้นของแสงประมาณ 75%   (ของ full daylight)  และจะโตช้าที่สุด  เมื่อปลูกในที่ที่มีความเข้มข้นของแสงประมาณ 25%  สำหรับด้านความสูงกล้าสักปลูกที่แสง 100%  จะสูงที่สุดและกล้าสักปลูกที่แสง 25%  จะเตี้ยที่สุด  สำหรับความยาวนานของวัน (daylength)  ต่อการเจริญเติบโตของกล้าสัก Koko Gyi (1972) และ  Kanchanaburangura (1976)  พบว่าความยาวนานของแสง  (daylength)  ในช่วง 8, 12 และ 16  ชั่วโมง  มีผลต่อความแตกต่างด้านการเจริญเติบโตของกล้าสักน้อยมาก ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไม้สักเหล่านี้  นับได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานเกี่ยวกับไม้สัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานปลูกสร้างสวนป่าไม้สัก  เพราะความรู้เหล่านี้สามารถที่จะนำไปใช้หรือดัดแปลงให้เข้ากับสภาวะการในขั้นตอนของการปลูกสร้างสวนป่าไม้สักในทุกขั้นตอน  ซึ่งจะได้กล่าวถึงในลำดับต่อ ๆ ไป

No Comments

Post A Comment