วิธีการปลูกมะม่วงอย่างง่าย พร้อมวิธีการบำรุงรักษาตามแบบฉบับพื้นฐาน

วิธีการปลูกมะม่วงอย่างง่าย พร้อมวิธีการบำรุงรักษาตามแบบฉบับพื้นฐาน

22 มี.ค. วิธีการปลูกมะม่วงอย่างง่าย พร้อมวิธีการบำรุงรักษาตามแบบฉบับพื้นฐาน

เข้าฤดูร้อนตามท้องตลาดก็จะเต็มไปด้วยผลไม้ที่เห็นกันได้ทั่วไปอย่างมะม่วง ซึ่ง “มะม่วง” จัดเป็นไม้ผลเขตร้อนที่มีความสาคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเป็นผลไม้ที่ท่านอร่อยมีหลากหลายสายพันธุ์ โดยหลักๆแล้วมีพันธุ์ปลูกมากกว่า 100 พันธุ์ มะม่วงสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศ ของประเทศไทยได้ดี ปลูกได้เกือบทั้งประเทศ ซึ่งหลายท่านอาจจะเคยรู้จักกันเช่นสายพันธุ์ น้ำดอกไม้ อกร่อง แก้ว แรด และอื่นๆ ซึ่งรสชาติก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละสายพันธุ์ด้วย โดยทางเว็บไซเกษตรอินทรีย์หยิบยกเป็นบทความแบบกลางๆที่ใช้สำหรับปลูกในทุกสายพันธุ์มาให้อ่านกัน เพราะการเลือกพื้นที่ปลูกให้เหมาะสม ต้องคานึงด้านต่างๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้

คู่มือการปลูกมะม่วง

คู่มือการปลูกมะม่วง

การเลือกสถานที่ปลูกมะม่วง

  • ควรเป็นพื้นที่มีความสูงจากระดับน้าทะเล 10-300 เมตร
  • ปลูกได้ทั้งพื้นที่ดอนและที่ลุ่ม น้าไม่ท่วมขัง
  • พื้นที่มีความลาดเอียงไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์
  • มีการคมนาคมและการขนส่งสะดวก

ลักษณะดินที่เหมาะสมสำหรับปลูกมะม่วง

  • ดินที่เหมาะสมควรเป็นดินร่วมปนทราย มีการระบายน้าได้ดี
  • มีความเป็นกรดปานกลางถึงด่างเล็กน้อยประมาณ 5.5-7.5 ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมะม่วงมีความสามารถในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในสภาพความเป็นกรด – ด่าง ของดินที่ค่อนข้างจะกว้าง

สภาพภูมิอากาศที่เหมาะกับมะม่วง

  • อุณหภูมิที่เหมาะสมเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 20-34 องศาเซลเซียส
  • ต้องการช่วงแล้งก่อนการออกดอกประมาณ 2 เดือน และอุณหภูมิต่าประมาณ 15-20 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องกันประมาณ 2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับพันธุ์
  • มะม่วงบางพันธุ์ ไม่ต้องการอุณหภูมิต่าเพื่อกระตุ้นการสร้างตาดอก เช่นพันธุ์ที่มีนิสัยการออกดอกทะวาย
  • ปริมาณน้าฝนที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 700-1500 มิลลิเมตรต่อปี และการตกของฝนกระจายตัว สม่าเสมอในฤดูฝน

แหล่งน้ำใช้สำหรับการปลูกมะม่วง

  • ควรมีแหล่งน้าที่สะอาด ไม่มีสารที่เป็นพิษปนเปื้อน
  • น้ามีความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสมประมาณ 6.0-7.5
  • ต้องมีน้าใช้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในระยะพัฒนาผล

การปลูกมะม่วง

การปลูกมะม่วง

การเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกต้นมะม่วง

โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  • พื้นที่ดอน ปรับพื้นที่ให้สม่าเสมอ แล้วไถดะและพรวน 1-2 ครั้ง
  • พื้นที่ลุ่ม ควรยกร่องให้สันร่องสูงกว่าระดับน้าที่เคยท่วมสูงสุด 0.5 – 1.0 เมตร ปลูกมะม่วงบนสันร่อง ระยะระหว่างสันร่อง 6-8 เมตร ร่องน้ากว้าง 1.0 – 1.5 เมตร

การเลือกต้นพันธุ์มะม่วง

  • เป็นพันธุ์ที่คัดเลือกจากสวนหรือแหล่งพันธุ์ที่เชื่อถือได้
  • ต้นพันธุ์ได้จากการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ เช่น การทาบกิ่ง การเปลี่ยนยอด เป็นต้น
  • ต้นมีความสูงมากกว่า 60 เซนติเมตร มีระบบรากแข็งแรงไม่ขดหรืองอ

ระยะปลูกมะม่วง

  • ระยะปลูกทั่วไปคือ ระยะระห่างแถว 6-8 เมตร ระหว่างต้น 6-8 เมตร
  • ระบบการปลูกชิด เช่น ปลูกระยะ 4×4 เมตร ได้จานวนต้นและผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่มาก ขณะที่การลงทุนเพิ่มมากขึ้น
  • มีการควบคุมทรงพุ่มและการจัดการมากยิ่งขึ้นกว่าระยะปลูกปกติ

ขั้นตอนการปลูกมะม่วง

  • ขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร กรณีพื้นที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่า ควรขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และใช้วัสดุปรับปรุงดินเพิ่มมากขึ้น
  • วัสดุปรับปรุงดินที่ใช้กับหลุมขนาดปกติ ประกอบด้วยหินฟอสเฟต 0.5 กิโลกรัม ปุ๋ยอินทรีย์ 5-10 กิโลกรัม ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 200-300 กรัม คลุกเคล้ากับดิน นามะม่วงออกจากถุงแล้วปลูกมะม่วงลงกลางหลุม ปักหลักยึดต้นกันการโยกคลอน แล้วใช้มีดกรีดเอาพลาสติกบริเวณรอยต่อระหว่างยอดพันธุ์กับต้นตอออก
  • ในแหล่งปลูกที่มีลมแรงควรปลูกไม้บังลมเป็นแถว หรือเป็นแนวขวางทิศทางลมล่วงหน้าหรือปลูกพร้อมๆ กับการปลูกมะม่วง เช่น สะเดา หรือไผ่ เป็นต้น

ฤดูปลูกมะม่วง

ต้นฤดูฝนเหมาะสมที่สุด มะม่วงที่ปลูกจะมีการเจริญเติบโต และตั้งตัวได้ก่อนถึงฤดูแล้ง แต่ถ้าหากมีระบบการให้น้าก็สามารถปลูกมะม่วงได้ทุกฤดูกาล

การบำรุงรักษาและดูแลรักษามะม่วง

การเตรียมความพร้อมต้นมะม่วง

มะม่วงเริ่มปลูกถึงก่อนให้ผลผลิต

  • กาจัดวัชพืชใต้ทรงพุ่ม ใส่ปุ๋ยและให้น้าอย่างสม่าเสมอตลอดปี
  • ตัดแต่งกิ่ง และจัดโครงสร้างต้น ให้เหมาะสมกับระยะปลูก
  • ป้องกันกาจัดศัตรูพืชให้มะม่วงมีกิ่งแข็งแรงมีใบสมบูรณ์

มะม่วงระยะเจริญทางกิ่งใบ

  • หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้วทาการตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ยทางดินทันที พร้อมกับการให้น้า อย่างเพียงพอ เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต และสร้างความสมบูรณ์ของต้น
  • มะม่วงแตกใบใหม่อย่างน้อย 2 รุ่นในรอบปี ดูแลรักษาให้ต้นและใบมะม่วงสมบูรณ์เต็มที่

การเตรียมความพร้อมส้าหรับการสร้างตาดอก

ปลายฤดูฝนได้ต้นมะม่วงที่แข็งแรงสมบูรณ์ ควบคุมให้ต้นพักตัวและสะสมอาหารมะม่วงจะสร้างตาดอก ในระยะนี้ โดยงดการให้น้าก่อนฤดูออกดอกอย่างน้อย 2 เดือน และไถพรวนรอบนอกทรงพุ่ม เป็นการตัดรากมะม่วงบางส่วนและกาจัดวัชพืชพร้อมกัน ในกรณีที่มีฝนหลงฤดูตกลงมา ควรพ่นปุ๋ยทางใบ เช่น สูตร 2-52-34 อัตรา 100-150 กรัมต่อน้า 20 ลิตร เพื่อช่วยให้มะม่วงไม่แตกใบอ่อนและยังคงมีการสะสมอาหารต่อไป

การเพิ่มปริมาณและปรับปรุงคุณภาพผลผลิต

พัฒนาการของตาดอก มะม่วงจะพักตัวระยะหนึ่งแล้วจะเริ่มแทงช่อดอก ในระยะนี้ควรเริ่มให้น้าปริมาณน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็นลาดับเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของช่อดอกทาการป้องกันกาจัดศัตรูพืชตามคาแนะนา

การเพิ่มการติดผล

หลังจากมะม่วงเริ่มติดผลแล้วควรเพิ่มปริมาณการให้น้าขึ้น โดยในระยะ 7-10 วัน หลังการติดผล เพิ่มปริมาณการให้น้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับที่มะม่วงต้องการอย่างเต็มที่

การส่งเสริมการพัฒนาของผล

  • โดยการให้น้าไปตลอดและหยุดการให้น้าก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 10-15วัน
  • ใส่ปุ๋ยตามพัฒนาการของผล

การป้องกันผลผลิตเสียหาย

การห่อผล ห่อเมื่อผลอายุ 45-60 วัน จะทาให้มะม่วงมีคุณภาพดี เช่น ผิวผลสวยลดการร่วงของผล ลดหรือป้องกันการเข้าทาลายของโรคและแมลงบางชนิด เป็นต้น

การให้ปุ๋ย

  • กาจัดวัชพืชใต้ทรงพุ่มก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง
  • มะม่วงอายุ 1-2 ปี ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 2 ครั้งเท่ากันในช่วงต้นและปลายฤดูฝน ใส่รอบโคนต้นแล้วพรวนดินกลบ
  • มะม่วงที่ให้ผลผลิตแล้วหรือต้นอายุ 3 ปีขึ้นไป มีการใส่ปุ๋ยเป็นระยะตามพัฒนาการหรือความต้องการดังนี้
  • ระยะบารุงต้น หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตและตัดแต่งกิ่งแล้วใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 20-10-10 หรือ 30-10-10 อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้นต่อครั้ง ร่วมไปกับปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อต้นต่อครั้ง โดยใส่รอบทรงพุ่มแล้วพรวนดินกลบ ใส่ปุ๋ยอีกครั้งเมื่อมะม่วงเริ่มแตกใบชุดที่ 2 โดยใช้สูตรปุ๋ย และอัตราเดิม
  • ระยะเร่งสร้างตาดอก ก่อนมะม่วงออกดอก 2-3 เดือน ใส่ปุ๋ย 12-24-12 หรือ 8-24-24 อัตรา 1-2 กิโล กรัมต่อต้น สาหรับต้นอายุ 2-4 ปี อัตรา 2-4 กิโลกรัมต่อต้น สาหรับต้นอายุ 5-7 ปี และ 4-6 กิโลกรัม ต่อต้น เมื่อต้นอายุ 8 ปีขึ้นไป
  • ระยะบารุงผล หลังดอกบาน 1 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น
  • ระยะปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 1 เดือน ใส่ปุ๋ย 13-13-21 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น และอาจพ่นปุ๋ยทางใบร่วมในระยะนี้ด้วย

หมายเหตุ : อัตราการใส่ปุ๋ย ควรปรับใช้ตามขนาดต้น อายุพืช และความอุดมสมบูรณ์ของดิน ใช้ตามค่าการวิเคราะห์ดินและพืช

การให้น้ำ

วิธีการให้น้้า

  • ระบบให้น้าแบบหัวเหวี่ยงเล็ก การปฏิบัติงานทาได้สะดวก ประหยัดแรงงานและพืชได้น้าสม่าเสมอ
  • การให้น้าแบบสายยางรดหรือแบบปล่อยตามร่องขนาดเล็ก มีต้นทุนต่ากว่าระบบแรก แต่ควบคุม ปริมาณน้าที่ให้พืชได้ยาก ไม่สม่าเสมอ ใช้น้า แรงงาน และเวลามากกว่าระบบหัวเหวี่ยงเล็ก

ปริมาณน้้า

  • มะม่วงระยะบารุงต้น มีความต้องการน้าประมาณ 0.5 เท่าของอัตราการระเหยน้า กล่าวคือ ถ้าสภาพ อากาศมีอัตราการระเหยน้า 5 มิลลิเมตรต่อวัน (การระเหย 1 มิลลิเมตรเทียบเท่ากับน้า 1 ลิตรต่อ ตารางเมตร) ต้นมะม่วงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 3 เมตร จะต้องให้น้าประมาณ 22.5 ลิตรต่อต้น ต่อวัน (ครั้ง)
  • มะม่วงหลังการติดผล ถือเป็นระยะวิกฤตที่มะม่วงต้องการใช้น้ามากที่สุด ประมาณ 0.7-0.8 เท่าของ อัตราการระเหยน้า กล่าวคือ ถ้าสภาพอากาศมีอัตราการระเหยน้า 5 มิลลิเมตรต่อวัน ต้นมะม่วงที่มี เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 5 เมตร จะต้องให้น้าประมาณ 87.5-100 ลิตรต่อต้นต่อวัน (ครั้ง)

ความถี่ของการให้น้้า

ขึ้นกับเนื้อดินและสภาพอากาศ ดินที่มีเนื้อดินเป็นดินทรายให้น้า 2-3 วันต่อครั้ง เนื้อดินเป็นดิน เหนียวให้น้า 4-5 วันต่อครั้ง อย่างไรก็ตามอาจใช้วิธีสังเกตจากความชื้นดิน และสภาพของใบมะม่วงประกอบการวางแผนให้น้าก็จะได้ผลดียิ่งขึ้น จากตัวอย่างที่ยกมาจากข้างบน ปริมาณการให้น้ามะม่วง ระยะบารุงต้นพืชต้องการน้า 22.5 ลิตรต่อต้นต่อวัน ถ้าต้องการให้น้า 4 วันต่อครั้งดังนั้นต้องให้น้า เท่ากับ 90 ลิตรต่อครั้ง

การงดให้น้้า

ในช่วงก่อนมะม่วงออกดอกจะต้องงดให้น้าจนกว่ามะม่วงเริ่มแทงช่อดอกแล้วจึงจะเริ่มให้น้าอีก

การตัดแต่งกิ่งการจัดทรงหรือสร้างทรงพุ่มมะม่วง

การจัดทรงหรือสร้างทรงพุ่มมะม่วง

  • เลือกลาต้นหลัก 1 ลาต้น ความสูง 75-100 เซนติเมตร
  • ทำลายตายอด ทาให้ตาข้างผลิเกิดเป็นกิ่งแขนง คัดเลือกกิ่งไว้ในทิศทางที่ต้องการ 3-5 กิ่ง และเลือกกิ่งไว้ ไปอีก 2-3 ครั้ง ตามขนาดทรงพุ่มที่ต้องการ
  • ขนาดพุ่มต้นควรคานึงถึงความสะดวกในการทางานรวมถึงความปลอดภัยและเหมาะสมกับเครื่องมือที่มี

วิธีการตัดแต่งกิ่ง

การตัดแต่งกิ่งแบบบางเบา

  • เป็นการบังคับ และเลือกกิ่งให้เจริญเติบโตไปในทิศทางที่ต้องการ
  • ตัดแต่งกิ่งที่ไม่ต้องการออก เช่น กิ่งที่โรคและแมลงทาลาย กิ่งกระโดง กิ่งไขว้ กิ่งไม่สมบูรณ์ กิ่งที่ผลิบริเวณ ปลายกิ่งที่แน่นมากเกินไปออก

การตัดแต่งแบบปานกลาง

  • เมื่อพุ่มต้นใกล้จะชนกัน ตัดกิ่งรอบนอกทรงพุ่มทั้งหมดจากปลายยอดลึกเข้าหาศูนย์กลางต้นยาวประมาณ 50-100 เซนติเมตร
  • มะม่วงจะผลิตา แตกกิ่ง – ใบใหม่มาทดแทน
  • คัดเลือกกิ่งและตัดแต่งกิ่งอย่างบางเบา หลังการตัดแต่งแบบปานกลางอีก 1-2 ครั้ง

การตัดแต่งกิ่งแบบหนัก

  • เมื่อต้นอายุมาก ต้นถูกโรคและแมลงทาลาย หรือต้นทรุดโทรม
  • สร้างโครงสร้างต้นมะม่วงใหม่ โดยตัดแต่งกิ่งเปิดกลางทรงพุ่มให้มีความสูง 1.5-3.0 เมตร ปริมาตรทรงพุ่ม ตัดออกไปประมาณครึ่งหนึ่ง
  • กิ่งที่ถูกตัดเป็นแผลขนาดใหญ่ควรทาแผลด้วยยาป้องกันกาจัดเชื้อรา หรือสีน้ามันจากนั้นกิ่งจะผลิตาให้กิ่ง แขนงใหม่ ทาการคัดเลือกและตัดแต่งกิ่งอย่างบางเบา 1-2 ครั้ง
  • เมื่อกิ่งแขนงใหม่บริเวณกลางทรงพุ่ม มีโครงสร้างเจริญเติบโตแข็งแรงมาทดแทนกิ่งเดิม และคาดการณ์ จะสามารถให้ผลผลิตในปีต่อไปได้ ให้ตัดแต่งกิ่งโครงสร้างเก่าที่อยู่รอบนอกของ โครงสร้างใหม่ออก มีความยาวใกล้เคียงกับการตัดแต่งกิ่งเปิดกลางทรงพุ่ม คัดเลือกกิ่งและตัดแต่งกิ่งแบบบางเบา 1-2 ครั้ง
  • ผลผลิตจะลดลงบ้างประมาณ 20-40 เปอร์เซ็นต์ สามารถให้ผลผลิตได้เต็มที่ในปีที่ 3 หลังจากเริ่มตัดแต่ง กิ่งอย่างหนัก

หมายเหตุ : หลังจากตัดแต่งกิ่งทุกครั้งควรบารุงต้นมะม่วงทันที ด้วยการใส่ปุ๋ยและให้น้า เพื่อเร่งการ ผลิตสร้างกิ่ง และใบใหม่ที่สมบูรณ์มาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันกาจัดศัตรูพืชทุกครั้งที่มีกิ่ง – ใบอ่อน ผลิมาใหม่

การเก็บเกี่ยวผลมะม่วง

การเก็บเกี่ยวผลมะม่วง

อายุการเก็บเกี่ยว

อายุการเก็บเกี่ยวมีผลต่อคุณภาพมะม่วง และระยะเวลาการวางจาหน่าย รวมทั้งการยอมรับจากผู้บริโภค อายุเก็บเกี่ยวสาหรับมะม่วงเพื่อการบริโภคสด ต้องเก็บเมื่อผลแก่แต่ยังไม่สุก นั้นคือมะม่วงมีพัฒนาการทางสรีระมากเพียงพอ ที่จะสามารถสุกได้เป็นปกติ สังเกตได้จากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่

  • นวลที่ผิว รูปทรง สีของผลและสีของเนื้อ
  • จำนวนวันหลังจากติดผลหรือแทงช่อดอกจนถึงเก็บเกี่ยว ได้ข้อมูลจากการประมาณการของปีก่อน ๆ แต่สภาพอากาศมีส่วนให้เกิดการคลาดเคลื่อนของวันเก็บเกี่ยวได้
  • ทดสอบโดยการนำมะม่วงแช่น้า มะม่วงแก่ความถ่วงจาเพาะจะมากกว่าน้าจึงจมน้ำ

หมายเหตุ : อายุเก็บเกี่ยวแปรตามฤดูกาล เช่น ในพื้นที่เขตภาคตะวันออก พันธุ์น้าดอกไม้สีทอง ถ้าออก ดอกช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายน เก็บเกี่ยวได้ในเดือนกันยายน นับจากดอกโรยต้องใช้เวลาประมาณ 85 วัน แต่ถ้าออกดอกปลายตุลาคม ถึงพฤศจิกายน เพื่อเก็บเกี่ยวในเดือนมีนาคม ต้องใช้เวลาประมาณ 110-120 วัน

อายุเก็บเกี่ยวสำหรับมะม่วงแปรรูป

  • ต้องเก็บเมื่อแก่จัดแต่ยังไม่สุก มะม่วงที่อ่อนหรือสุกแล้วโรงงานจะไม่รับซื้อสาหรับ ผลิตภัณฑ์ประเภท มะม่วงในน้าเชื่อม แช่อิ่มอบแห้ง มะม่วงดองเกลือ น้ามะม่วง
  • ใช้มะม่วงได้ทั้งแก่ และอ่อนผลเล็ก ซึ่งอาจเป็นผลกระเทยหรือผลที่ไม่สมบูรณ์สาหรับผลิตภัณฑ์ประเภท ผลิตภัณฑ์มะม่วงเส้นดองเค็มและอบแห้ง

วิธีการเก็บเกี่ยว

  • ใช้วิธีการปฏิบัติในขณะทาการเก็บเกี่ยวอย่างระมัดระวัง ต้องไม่ทาให้มะม่วงเกิดแผลรอยขีดข่วน แตก หรือเกิดการชอกช้า
  • กรณีของมะม่วงเพื่อแปรรูป หากต้องมีการเขย่าต้น ต้องอย่าให้มะม่วงตกกระแทกพื้นต้องมีผ้าใบหรือวัสดุ รองรับเพื่อลดการตกกระแทก และปนเปื้อนเศษดิน
  • ใช้วิธีการเก็บเกี่ยวให้เหลือขั้วผลยาว ป้องกันน้ายางไหลจากผล
  • มีภาชนะรองรับเพื่อสะดวกในการขนย้ายมะม่วง ภาชนะที่ใช้ควรมีวัสดุรองรับแรงที่เกิดจากการกระแทก ในระหว่างที่ทาการขนย้ายมะม่วง เช่น ตะกร้าพลาสติกสาหรับผลไม้ที่สามารถวางซ้อนกันได้โดยไม่กดทับ มะม่วงในตะกร้าที่อยู่ชั้นล่าง
  • รีบนำมะม่วงที่เก็บเกี่ยวแล้วเข้าที่ร่มและเย็นระหว่างรอการเก็บเกี่ยวให้เสร็จ
  • รีบขนย้ายมะม่วงทั้งหมดไปยังโรงเรือนคัดบรรจุ เพื่อปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

การเก็บรักษาผลสด

การชะลอการเสื่อมคุณภาพ ทั้งจากทางกายภาพ และชีวภาพเพื่อให้สามารถเก็บรักษา หรือมีอายุวางจาหน่าย ได้นาน เมื่อมะม่วงถึงโรงเรือนคัดบรรจุ ควรปฏิบัติดังนี้

  • คัดเลือกเอาผลที่มีตาหนิออก เช่น ผลที่มีแผล หรือลักษณะที่ผิดปกติจากโรค เช่น แอนแทรคโนส และขั้วผลเน่า หรือตาหนิจากแมลง เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย ราดา เป็นต้น เพื่อมิให้เป็นแหล่ง แพร่กระจายของเชื้อที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเน่าในภายหลัง
  • ตัดขั้วมะม่วงให้มีความยาวเหลือไม่เกิน 1 เซนติเมตร เพื่อให้น้ายางไหลพุ่งออกจากผล
  • พักรอให้น้ายางที่เหลือค่อย ๆ ไหลออกจากผลจนแห้ง ด้วยการคว่าผลลงบนตะแกรงให้ไหล่ผล วางรองบนวัสดุที่ไม่คมหรือไม่ทาให้ผลมะม่วงเกิดแผลหรือช้าปล่อยให้น้ายางไหลผ่านช่องระบาย ลงท่อรองรับจนกว่าน้ายางแห้ง
  • ล้างทาความสะอาดมะม่วงในน้าที่สะอาด น้าที่ใช้ควรเป็นน้าที่ไหลหรือเปลี่ยนน้าบ่อยครั้ง
  • ที่ใช้อาจผสมสารช่วยทาความสะอาดผลไม้ที่เป็นที่ยอมรับว่า ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขอนามัย และ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เช่น คลอรีน 75 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
  • ผึ่งให้น้าที่เกาะบนผิวมะม่วงแห้ง
  • คัดขนาดผลและระดับคุณภาพ
  • บรรจุลงภาชนะหรือทำการปฏิบัติขั้นตอนต่อไปเพื่อการเก็บรักษา ขนส่ง หรือจำหน่าย

 

การยืดอายุมะม่วง

การยืดอายุมะม่วงระหว่างรอการจาหน่าย หรือการขนส่งอาจใช้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกันดังนี้

การห่อผล เพื่อลดการคายน้ำ ลดการกระแทก การเสียดสี และอาจป้องกันการติดต่อของโรค อาจใช้วัสดุห่อ อย่างใดอย่างหนึ่ง ร่วมกับการบรรจุภัณฑ์ ก่อนการจาหน่ายดังนี้

  • ใช้โฟมตาข่ายเพื่อลดการกระแทก
  • ใช้กระดาษห่อเพื่อลดการเสียดสี
  • ใช้พลาสติกที่มีรูพรุนขนาดเล็ก เพื่อลดการคายน้าและปรับสภาพแวดล้อมที่หุ้มห่อมะม่วงให้มี ความชื้นสูงพอเหมาะ โดยไม่เกิดการควบแน่นเป็นหยดน้ำ

การลดอุณหภูมิและเพิ่มความชื้นสัมพันธ์

  • เพื่อชะลอการหายใจและการคายน้า สามารถยืดอายุมะม่วงให้อยู่ในสภาพสดได้นานขึ้น
  • สภาพที่เหมาะสมในการเก็บรักษา คือ อุณหภูมิ 13-15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85-95%
  • หลีกเลี่ยงการใช้อุณหภูมิที่ต่ากว่า 13 องศาเซลเซียส ในการเก็บรักษา เพราะอาจทาให้สีผิวของผลมะม่วง มีสีคล้าหรือเปลี่ยนสี ผลน่วมฉ่าน้า ถ้ารุนแรง ผลจะไม่สุกเนื่องจากอาการที่เรียกว่าสะท้านหนาว
  • สร้างความทนทานต่อความเย็นโดยวิธีการค่อย ๆ ลดระดับอุณหภูมิลงเป็นช่วง ๆ หรือเป็นระยะ เพื่อให้มะม่วงเกิดการปรับตัวต่อสภาพอุณหภูมิที่ต่ำได้

การเคลือบผิว

  • เพื่อให้ผิวมีความเงางามและลดการคายน้า ขณะเดียวกันยังช่วยยืดอายุการเก็บรักษา
  • สารที่ใช้เคลือบผิวอาจมีส่วนประกอบของไขคาร์นูบา ไขมันจากพืชหรือสัตว์
  • สารเคลือบผิวที่ใช้ต้องปลอดภัยต่อผู้บริโภคและไม่มีผลเสียต่อคุณภาพของมะม่วง เช่น ทาให้ปริมาณ การแลกเปลี่ยนก๊าซ ในการหายใจของมะม่วงผิดปกติไป จนทาให้เกิดกลิ่นและรสที่ไม่พึงประสงค์ ประเทศในเอเซีย และออสเตรเลีย จึงไม่นิยมเคลือบผิวมะม่วงเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

การใช้สารยับยั้งการสังเคราะห์เอทธีลีน

เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ในอนาคตอาจมีการใช้สารที่ยับยั้งการสังเคราะห์เอทธีลีน เพื่อชะลอการสุก สารดังกล่าว เช่น ไดอะไซเพนทาไดอีน (DACP)

ข้าวเหนียวมะม่วง

การบ่มสุก

เพื่อให้การสุกของมะม่วงสม่าเสมอพร้อมสาหรับการจาหน่ายหรือบริโภค และลดความเสี่ยงจากการเน่า

วิธีการบ่ม อาจใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง ดังนี้

  • การรมในห้องปิดสนิทด้วยแก๊สเอทธีลีน โดยใช้ความเข้มข้น 0.01 ไมโครลิตรต่อลิตรที่ 20-25 องศา เซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 90-95 เปอร์เซ็นต์ นาน 24 ชั่วโมง วิธีนี้ชลอเวลาในการสุกได้ 3-7 วัน
  • การบ่มด้วยแก๊สอะเซทธีลีน หรือถ่านแก๊สที่ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ในอัตรา 50 กรัม ต่อมะม่วง ประมาณ 15 กิโลกรัม โดยต้องระวังอย่าให้ผลมะม่วงสัมผัสกับถ่านแก๊ส ทาการปิดคลุมด้วยผ้าใบ 1-2 คืนก่อนเปิดผ้าใบเพื่อให้มะม่วงเริ่มสุก
  • การจุ่มในสารละลายเอทธีฟอน ความเข้ม 750 มิลลิลิตรต่อลิตร ที่มี 2-chloroethyl phosphonic acid เป็น active ingredient นาน 2-3 นาที แล้วผึ่งให้แห้งเพื่อบ่มสุก ปิดคลุมด้วยผ้าใบ 1 คืน จึงเปิดผ้าคลุมและปล่อยให้มะม่วงบ่มสุก

หมายเหตุ : มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองแม้เก็บแก่ แต่หลังจากบ่มถ่านแก๊ส 2 คืน รสชาติจะยังเปรี้ยว จึงต้องรอให้บ่มสุกอีก 3 วัน มะม่วงจึงสุกและมีรสหวานจัด

การบ่มมะม่วงเพื่อแปรรูป

แช่ในสารละลายเอธีฟอน หรือผสมเอธีฟอนในน้า แล้วใส่บัวรดมะม่วงที่ใส่ในถังขนาดบรรจุ 5-7 ตัน ปิดด้วยผ้าใบพลาสติก เป็นเวลา 1 คืน ทาการเปิดผ้าใบในวันรุ่งขึ้น และปล่อยมะม่วงไว้อีกประมาณ 24 ชั่วโมง ก่อนทาการแปรรูป หากต้องใช้มะม่วงสุกมากในการแปรรูป อาจต้องเพิ่มระยะเวลาในการบ่มให้นานขึ้น

อ้างอิงและคัดลอกจาก: กรมส่งเสริมการเกษตร

 

 

No Comments

Post A Comment