สมุนไพรสำหรับงานสาธารณะสุขมูลฐาน (ต่อ)

Zemanta Related Posts Thumbnail

20 ม.ค. 2011 สมุนไพรสำหรับงานสาธารณะสุขมูลฐาน (ต่อ)

ตำลึง ตำลึง เป็นไม้เถาเลื้อย  ลำต้นเล็กเกร็ง  มีมือเกาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปค่อน ข้างกลมกว้างและยาว 5-8 เซนติเมตร โคนใบรูปหัวใจ ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย เล็กๆ หักเป็น 5 มุม  หรือเว้าเป็น 5 แฉก ปลายแหลม  เส้นใบออกจากจุดเดียว กันที่โคนใบ 5-7 เส้น  ก้านใบยาว 3-6 เซนติเมตร  ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นคู่ที ซอกใบ สีขาว ตำลึง ชื่ออื่น : ผักแคบ (เหนือ) แคเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) Common name : Ivy gourd, scarlet gourd ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coccinia indica Wright and Arnott; C.cordifolia auct; non L; Cephalandra indica Naud. วงศ์ : Cucurbitaceae ลักษณะทั่วไป : ตำลึงเป็นไม้เถาเลื้อย ลำต้นเล็กเกร็ง มีมือเกาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปค่อนข้างกลมกว้างและยาว 5-8 เซนติเมตร โคนใบรูปหัวใจ ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อยเล็กๆ หักเป็น 5 มุม หรือเว้าเป็น 5 แฉก ปลายแหลม เส้นใบออกจากจุดเดียวกันที่โคนใบ 5-7 เส้น ก้านใบยาว 3-6 เซนติเมตร ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นคู่ทีซอกใบ สีขาว ดอกตัวผู้และตัวเมียคล้ายกันและอยู่ต่างต้นกัน กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเล็กน้อยที่โคนเป็นรูปชามปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกเชื่อมติดกันเล็กน้อยที่โคน ยาว 2 เซนติเมตรเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 แฉก ผลรูปไข่กลับหรือรูปขอบขนาน ขนาด 2-5×5 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อแก่จัด มีเมล็ดจำนวนมาก รูปไข่กลับแกมรูปขนาน ขนาด 3×7 เซนติเมตร รสและสรรพคุณยาไทย : ใบ รสเย็น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษฝี ถอนพิษใบไม้และตำแย แก้ปวดแสบร้อนและแก้คัน เถา รสเย็น น้ำในเถาหยอดตา แก้ตาฟาง ตาบวม ตาช้ำ ตาแฉะ แก้พิษอักเสบในลูกตา ดับพิษ ชงกับน้ำดื่มแกวิงเวียนศีรษะ ราก รสเย็น ใช้แก้ดวงตาเป็นฝ้า ดับพิษทั้งปวง ลดไข้แก้อาเจียน ดอกแก้คัน เมล็ด ตำผสมกับน้ำมันมะพร้าวมาทาแก้บิด น้ำยาง ต้นใบ ราก แก้โรคเบาหวาน หัว ดับพิษทั้งปวง ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : แก้แพ้อาการอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย วิธีการใช้ : ใช้ใบสด 1 กำมือ หรือมากกว่านี้ตามบริเวณที่มีอาการ ล้างใหสะอาด ตำให้ละเอียด ผสมน้ำเล็กน้อย แล้วคั้นน้ำมันจากใบเอามาทาบริเวณที่มีอาการ ทาแห้งแล้วทาซ้ำบ่อยๆจนกว่าจะหาย ** ข้อห้ามใช้และข้อระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) มีรายงานองค์ประกอบทางเคมีในกลุ่มในกลุ่มสเตอรอล ทั้งในรูปที่เป็นอนุพันธ์กลัยโคไซด์และรูปอิสระ เช่น B-amyrin; B-amyrin acetate; lupeol acetate; cucurbitacin-B; taraxerone; taraxerol ; (24R)-24-ethylcholest-5-en-3B-ol glucoside; cephalandrol; cephalandeol monoacetate; B;sitosterol; cephalandrines A และ B; stigmast-7-en-3-one; X-spinasterol acetate; 3B- acetoxystigmasta-7,25-diene; 3B-acetoxystigmasta -7,22,25-trien-3B-ol; stigmasta – 7-22-25-trien-3B-ol; X-spinasterol; stigmasta-7-25-dien-3B-ol acetate;3-0-arabinafuranoside; coccinioside-K กระจายในส่วนต่างๆรวมถึงผล ราก และทั้งต้น 2) พบสารกลุ่มอื่นๆได้แก่ โพบีแซคคาไรด์ เช่น arabinogalactan ; xyloglucan และ xylan และคาโรทีนอยด์ เช่น B-caretone; lycopene; cryptoxanthin และ apo-6’-lycopenal ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านอักเสบและแก้ปวด; การศึกษาผลการสกัดน้ำจากผลตำลึง พบว่าสารสกัดขนาด 50-200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สามารถยับยั้งอาการบวมที่เหนี่ยวนำโดยคาราจีแนนและฮีสตามีนที่อุ้งเท้าหนู ได้ สารสกัดขนาด 50-200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมยังมีผลเพิ่มความทนทานต่ออาการเจ็บปวดในหนู และป้องกันอาการกระตุกในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยกรดอะซีติก โดยให้ผลใกล้เคียงกับไดบูโพรเฟน 2) ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด; จากการศึกษากลไกการทำงานในระดับเซลล์ของ ตำลึงที่ทำให้น้ำตาลเข้าสู่เนื้อเยื่อทั่วร่างกาย พบว่า สารสกัดจากเถาตำลึงมีมีฤทธิ์กระตุ้นการนำกลูโคสกล้ามเนื้อเพาะเลี้ยงชนิด L8 ของหนู โดยฤทธิ์ของสารสกัดแปรผันโดยตรงกับความเข้มข้นที่ใช้ทดสอบ และมีผลเสริมฤทธิ์อินซูลิน ฤทธิ์การนำกลูโคสเข้าเซลล์ของสารสกัดน้ำถูกยับยั้งด้วยซัยโคลเฮกซิไมด์ สารสกัดน้ำยังมีฤทธิ์ทำให้ปริมาณของตัวพากลูโคส GLUTI1 เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่มีผลต่อตัวพากลูโคส GLUT4 และทำให้มีการเคลื่อนย้ายตัวพากลูโคส GLUT4 ไปที่ผิวเซลล์ ** ผลการศึกษาแสดงว่าตำลึงมีศักยภาพในการป้องกันและรักษาโรคเบาหวานได้ การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในหนูที่เหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วยเสตรปโตโซ โตซิน พบว่า เมื่อป้อนสกัดด้วยเอธานอลของใบตำลึงขนาด 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมให้หนูกินเป็นเวลา 45 วัน สามารถลด thiobarbituric acid reactive substances และอนุพันธ์ไฮโดรเปอร์ออกไซด์ และยังลดระดับกลูตาไธโอน ซูเปอร์ออกไซด์ดิวมิวเทส คะตะเลส กลูตาไธโอนเปอร์ออกซิเดส และกลูตาไธโอนเอส-ทรานเฟอเฟสที่ตับและไตของหนูได้ด้วย


ตะไคร้ ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุกจำพวกหญ้า  อายุหลายปี  มักขึ้นเป็นกอใหญ่สูง ประมาณ 2 เมตร  ลำต้นเป็นรูปทรงกระบอก  แข็ง  เกลี้ยง  ตามปล้องมักมีไขคลุม ใบ  แตกใบหนาแน่นที่โคนต้น  เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอม  ใบมีรูปขอบขนาน แคบ  กว้าง 2 เซนติเมตร  ยาว 90 เซนติเมตร  ปลายแหลม  สากมือทั้งสอง ด้าน  เส้นกลางใบแข็ง  ตรงรอยต่อระหว่างกาบใบและตัวใบ  มีเกล็ด บางๆ ยาว 2 เซนติเมตรปลายตัด  ตามขอบมีขนเล็กน้อย  ออกดอกยาก ตะไคร้ ชื่ออื่น : คาหอม (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ไคร (ภาคใต้) จะไคร (ภาคเหนือ) เซิดเกรย เหลอะเกรย (เขมร-สุรินทร์) ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) หิวสิงไค (เขมร-ปราจีนบุรี) Common name : Lemongrass ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cymbopogon citratus Stapf. วงศ์ : GRAMINEAE ลักษณะทั่วไป : ตะไคร้เป็นไม้ล้มลุกจำพวกหญ้า อายุหลายปี มักขึ้นเป็นกอใหญ่สูงประมาณ 2 เมตร ลำต้นเป็นรูปทรงกระบอก แข็ง เกลี้ยง ตามปล้องมักมีไขคลุมใบ แตกใบหนาแน่นที่โคนต้น เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอม ใบมีรูปขอบขนานแคบ กว้าง 2 เซนติเมตร ยาว 90 เซนติเมตร ปลายแหลม สากมือทั้งสองด้าน เส้นกลางใบแข็ง ตรงรอยต่อระหว่างกาบใบและตัวใบ มีเกล็ดบางๆ ยาว 2 เซนติเมตรปลายตัด ตามขอบมีขนเล็กน้อย ออก ดอกยาก ดอกออกเป็นช่อแตกกิ่งก้านกระจาย โค้งลง ช่อดอกแบนออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งไม่มีก้านและอีกช่อหนึ่งมีก้านช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้านยาว 6 มิลลิเมตรรูปยาวแคบ กาบช่อดอกย่อยอันล่าง ค่อนข้างแบนไปยังโคน หรือด้านหลังแบนลงไปเป็นสันและสันค่อยๆแคบไปยังปลายประมาณ 2 ใน 3 สันหยักเป็นซี่ฟัน ไม่เห็นเส้นตามยาว อันบนค่อนข้างเป็นรูปเรือ เป็นสันตอนบนมีเส้นตามยาว 1 เส้น กาบล่างบางยาวพอๆกับกาบ ช่อดอกย่อยมักมีเส้นตามยาว 2 เส้น ขอบเรียบ กาบอันบนสั้นกว่าเล็กน้อย กาบช่อดอกย่อยอันล่างมีเส้นตามยาว 5 เส้นหรือมากกว่า อาจจะเหมือนกับช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้าน แต่ดอกย่อยอันเป็นดอกเพศผู้ รสและสรรพคุณยาไทย : รากแก้เสียดแน่นบริเวณหน้าอก แก้ปวดกระเพาะอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไข้เบื่ออาหาร หัวแก้ปัสสาวะขัด นิ่ว รักษาริดสีดวง แก้เลือดกำเดาออก แก้คัดจมูก บำรุงไฟธาตุ แก้ทางปัสสาวะพิการ ใบทำให้ประจำเดือนมาตามปกติ เป็นยาขับปัสสาวะอย่างอ่อน ช่วยเจริญอาหาร ยาขับลมในลำไส้ ทั้งต้นขับลมทำให้เจริญอาหาร แก้ท้องอืด แก้ไข้หวัด แก้ปวดหัว แก้ไอ แก้ปวดกระเพาะอาหาร แก้ท้องเสีย แก้ปวดข้อ แก้ฟกช้ำจากหกล้ม แก้ประจำเดือนมาผิดปกติ แก้ปวดเมื่อย แก้แน่นท้อง ขับปัสสาวะ แก้โรคปัสสาวะเป็นเลือด น้ำมันแก้แน่นท้อง ยาทานวดแก้ปวดเมื่อย แก้โรคเกี่ยวกับเส้นตึง ขับลม แก้อาการเกร็งขับเหงื่อ ทำให้ร้อนแดง แก้อาเจียนในคนเป็นอหิวาตกโรค แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อและแน่นจุกเสียด 2) รักษาอาการขัดเบา วิธีการใช้ : 1) สำหรับรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้เหง้าแก่สดและลำต้นประมาณ 1 กำมือ (ราว 40-60 กรัม ) ทุบพอแหลก ต้มน้ำประมาณครึ่งลิตร ( 500 มิลลิกัม) เอาน้ำดื่มหรือประกอบเป็นอาหาร 2) สำหรับขับปัสสาวะ ใช้ลำต้นหรือเหง้าแก่สดหรือแห้ง ในกรณีที่ผู้ปัสสาวะไม่คล่อง และไม่มีอาการบวม ใช้ต้นแก่สดวันละ 1 กำมือ ( น้ำหนักสด 40-60 กรัมหรือน้ำหนักแห้ง 20-30 กรัม ) หั่นซอยเป็นแว่นบางๆ ต้มกับน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง ๆละ1 ถ้วยชา ( 75 มิลลิกรัม ) ก่อนอาหาร หรือใช้เหง้าแก่ที่อยู่ใต้ดินฝานเป็นแว่นบางๆ คั่วไฟอ่อนๆพอเหลือง ชงเป็นยาดื่มวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา พอปัสสาวะสะดวกจึงหยุดยา ** ข้อห้ามและข้อระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้มีองค์ประกอบทางเคมีเป็นอนุพันธ์เทอร์ปีนอยด์และเฟนิลโพรานอยด์ ได้แก่ ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ขับลมและลดการบีบตัวของทางเดินอาหาร ; จากการศึกษาผลต่อลำ ไส้ของสารเคมีในน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ได้แก่ MM พบว่ามีฤทธิ์บีบต้วของลำไส้ จึงลดอาการแน่นจุกเสียด นอกจากนั้น สารในตะไคร้ ได้แก่ BORและ CI มีผลช่วยขับน้ำดีมาช่วยย่อย 2)ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากตะไคร้มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิด เช่น ST 3)ฤทธิ์ลดปวดและต้านการอักเสบ ;ผลการศึกษาฤทธิ์น้ำมันหอมระเหยจาก ตะไคร้ต่อการลดปวดและตาอักเสบในหนู พบว่าน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ระงับปวดในสัตว์ทดลองที่เกิดจากการเหนี่ยวนำด้วย กรดอะซีติก และสามารถลดการอักเสบในสัตว์ทดลองที่เกิดจากการเหนี่ยวนำด้วยฟอร์มาลินและคา ร์ราจีแนน 1) ฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์ ; สารสกัด จากตะไคร้มีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดมะเร็งตับในระยะเริ่มแรกเมื่อเหนี่ยวนำเซลล์ ตับให้เกิดมะเร็งด้วยอนุพันธ์ไนโตรซามีน และมีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงชนิด P388 MM ในระดับไมโครกรัมต่อมิลลิกรัม 2) ความเป็นพิษ ; การทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดและชาชงจากตะไคร้ใน สัตว์ทดลองพบว่าไม่ก่อให้เกิดอาการพิษทั้งต่อสัตว์ทดลองและต่อตัวอ่อน และสารสกัดด้วยเอธานอลไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์จากการศึกษาในแบคทีเรีย S สายพันธุ์ TA98 และ TA100 และในแบคทีเรียBb สสายพันธุ์ H-17 และ M-45

ดีปลี ดีปลี เป็นไม้เลื้อย  มีรากงอกตามข้อและเกาะพันกับสิ่งอื่น  ลำต้น ต้นกลม เรียบ  ใบเดี่ยวออกแบบสลับ  รูปไข่  7ดอกเป็นช่อรูปทรงกระบอก  ปลาย มน  เมื่อแก่กลายเป็นผลสีแดง ดีปลี ชื่ออื่น ดีปลีเชือก ( ใต้ ) ประดงข้อ ปานนุ ( กลาง ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper retrofractum Vahl ชื่อสามัญ : long pepper วงศ์ : Piperaceae ลักษณะทั่วไป : ดีปลีเป็นไม้เลื้อย มีรากงอกตามข้อและเกาะพันกับสิ่งอื่น ลำต้น ต้นกลมเรียบ ใบเดี่ยวออกแบบสลับ รูปไข่ 7ดอกเป็นช่อรูปทรงกระบอก ปลายมน เมื่อแก่กลายเป็นผลสีแดง รสและสรรพคุณยาไทย : รสเผ็ดขมร้อน บำรุงธาตุ ขับลม แก้จุกเสียด ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) รักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ธาตุไม่ปกติ 2) แก้ไอ ขับเสมหะ วิธีการใช้ : 1) สำหรับบรรเทาอาการท้องอืด ใช้ผลแห้งแก่ 10 ดอก ใส่น้ำประมาณครึ่งลิตร ต้มเอา น้ำดื่ม ถ้าไม่มีใช้เถาต้มแทนได้ 2) สำหรับแก้ไอ ขับเสมหะ ผลแก่แห้งครึ่งผลถึงหนึ่งผลฝนกับน้ำมะนาวแทรกเกลือ กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ – ในผลดีปลี พบอัลคาลอยด์กลุ่มไปเปอริดีน ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ; สารสกัดด้วยอะซีโตนของผลดีปลี มีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้เกิดแผลด้วยเอ ธานอลและอินโดเมธาซิน โดยมีขนาดของสารสกัดที่ทำให้เกิดผลในการรักษาในร้อยละ 50 ของสัตว์ทดลองเท่ากับ 14 และ 12 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ

ชุมเห็ดเทศ ชุมเห็ด เป็นไม้พุ่มใบประกอบแบบขนนก แผ่นใบย่อยรูปรีแกมขอบขนาน  โคนใบมน  ปลายใบมน หรือเว้าเล็กน้อย  ขอบใบเรียบสีแดง  ดอกออกเป็นช่อใหญ่ตามง่ามใบใกล้ปลาย กิ่ง  กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ  กลีบดอก 5 กลีบ  สีเหลือง  รูปไข่เกือบกลมหรือ รูปซ้อนผลเป็นฝัก  ฝักแก่สีดำและแตกตามยาว  เมล็ดเกือบเป็นรูปสาม เหลี่ยม  ผิวขรุขระ  สีดำ ชุมเห็ดเทศ ชื่ออื่น : ชุมเห็ดใหญ่ ชุมเห็ด ส้มเห็ด จุมเห็ด ล้างหมื่นลวง ลับมืนหลวง หญ้าเล็บหมื่หลวง หมากกะลิงเทศ ตะสีพอ ขี้คาก ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia alata Linn Common name : Ringworm Bush วงศ์ : Leguminosae ลักษณะทั่วไป : ชุมเห็ดเป็นไม้พุ่มใบประกอบแบบขนนก แผ่นใบย่อยรูปรีแกมขอบขนาน โคนใบมน ปลายใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบสีแดง ดอกออกเป็นช่อใหญ่ตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลือง รูปไข่เกือบกลมหรือรูปซ้อนผลเป็นฝัก ฝักแก่สีดำและแตกตามยาว เมล็ดเกือบเป็นรูปสามเหลี่ยม ผิวขรุขระ สีดำ รสและสรรพคุณยาไทย : รสเบื่อเอียน ใบแก้กลากเกลื้อน แก้โรคผิวหนัง แก้กระษัย ขับปัสสาวะ แก้ท้องผูก สมานท้อง แก้มุตกิด เบื่อพยาธิ ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) รักษาอาการท้องผูก 2) รักษาโรคกลาก 3) รักษาฝีและแผลพุพอง วิธีการใช้ : 1) สำหรับรักษาอาการท้องผูก ใช้ใบสด ล้างให้สะอาด หั่นและตากแห้ง ต้มหรือชงน้ำ ดื่มครั้งละ 12 ใบหรือนำใบแห้งบดเป็นผงปั้นกับน้ำผึ้งเป็นลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนนอน หรือเมื่อมีอาการท้องผูก 2) สำหรับรักษาโรคกลาก นำใบชุมเห็ดเทศสดขยี้หรือตำในครกให้ ละเอียด เติมน้ำเล็กน้อย หรือใช้ชุมเห็ดเทศกับกระเทียมในปริมาณเท่าๆกัน ผสมปูนแดงที่กินกับหมากเล็กน้อยตำผสมกัน ทาบริเวที่เป็นกลากโดยเอาไม้ไผ่ขูดผิวให้แดงก่อนทาบ่อยๆ จนหาย แล้วทาต่ออีก 7 วัน 3) สำหรับรักษาฝีและแผลพุพอง นำใบชุมเห็ดเทศและก้านสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วมยา แล้วเคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 ใช้ชะล้างบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้งเช้า – เย็น ถ้าเป็นมากให้ใช้ประมาณ 10 กำมือต้มอาบ ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) องค์ประกอบหลักซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์เป็นอนุพันธ์แอนธราควิโนน ซึ่งพบสะสมทั้งในรูปที่เป็นแอนธราควิโนนอิสระและในรูปของกลัยโคไซด์ 2) นอกจากอนุพันธ์แอนธราควิโนน ยังพบองค์ประกอบทางเคมีอื่นๆ เช่น ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก 3)ฤทธิ์เป็นยาระบาย; ใบชุมเห็ดเทศมีฤทธิเป็นยาระบายเมื่อทำการทดลองในหนูทดลองเปรียบเทียบกับใบมะขามแขก 4) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; สารสกัด จากใบชุมเห็ดเทศมีฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพหลายชนิด ได้แก่ เชื้อรา TTT แบคทีเรีย และแบคทีเรียอื่นๆหลายชนิด นอกจากนั้น ยังมีคุณสมบัติในการยับยั้งของ ST โดยผ่านกลไกการยับยั้งเอนไซม์กลูโคซิลทรานสเฟอเฟสและยับยั้งการสร้างเลคติ นที่จับกับกลูแคนของเชื้อ **ผลการศึกษาทางคลินิก พบว่าสารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศสามารถใช้เป็นยารักษาเกลื้อนได้ โดยไม่พบอาการข้างเคียง 5) ฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆ ; สาร K ที่แยกได้จากใบชุมเห็ดเทศมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดี และสารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศและสาร KK มีฤทธิ์แก้ปวดเมื่อยเมื่อทดลองในหนูทดลอง

คูน คูน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 5 – 15 เมตร  ใบประกอบรูปขนนก  เรียง สลับ  ใบย่อยเป็นรูปไข่หรือวงรี  ปลาย แหลม  กว้าง 4-8 เซนติเมตร  ยาว  7-12 เซนติเมตร  ดอกช่อออกที่ปลาย กิ่ง  ห้อยเป็นโคมระย้า  กลีบดอกสีเหลือง  และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลเป็นฝักกลม ยาว  ฝักอ่อนมีสีเขียว  แก่จัดเป็นสีน้ำตาลหรือดำ  เปลือกแข็ง  ผิวเรียบภาย ในมีผนังกั้นเป็นห้อง  แต่ละห้องมีเมล็ด 1 เมล็ด  หุ้มด้วยเนื้อสี ดำ  เหนียว  มีรสหวาน คูน ชื่ออื่น : คูน ( กลาง ‘, เหนือ ) กะเพยะ (กะเหรี่ยง – กาญจนบุรี ) ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ ( กลาง ) ปือยู ปูโย เปอโซ แมะหล่าอยู่ (กะเหรี่ยง – แม่ฮ่องสอน ) ลมแล้ง ( เหนือ ) Common name : Golden Shower ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula L. วงศ์ : LEGUMINOSAE / CAESALP-INIACEAE ลักษณะทั่วไป : คูนเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ สูง 5 – 15 เมตร ใบประกอบรูปขนนก เรียงสลับ ใบย่อยเป็นรูปไข่หรือวงรี ปลายแหลม กว้าง 4-8 เซนติเมตร ยาว 7-12 เซนติเมตร ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ห้อยเป็นโคมระย้า กลีบดอกสีเหลือง และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลเป็นฝักกลมยาว ฝักอ่อนมีสีเขียว แก่จัดเป็นสีน้ำตาลหรือดำ เปลือกแข็ง ผิวเรียบภายในมีผนังกั้นเป็นห้อง แต่ละห้องมีเมล็ด 1 เมล็ด หุ้มด้วยเนื้อสีดำ เหนียว มีรสหวาน รสและสรรพคุณยาไทย : รสหวานเอียน เป็นยาระบาย ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะมูลฐาน ++ สรรพคุณ : ยาระบาย วิธีการใช้ : เนื้อในฝักแก่ก้อนเท่าหัวแม่มือ ( ประมาณ 4 กรัม ) ต้มกับน้ำใส่เกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอนหรือตอนเช้าก่อนอาหาร ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) องค์ประกอบหลักทางเคมีที่พบทั่วทั้งต้น ได้แก่ อนุพันธ์แอนธราควิโนน เช่น BB 2) องค์ประกอบหลักนอกจากนั้น ได้แก่ อนุพันธ์กลุ่มแทนนิน โปรแอนโธซัยยานิดิน และฟลาโวนอยด์ เช่น LEU และองค์ประกอบอื่นๆ เช่น B – และอนุพันธ์ฟีนอลิก ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; สารสกัดจากใบคูนด้วยเมทานอลสามารถต้านเชื้อรา T นอกจากนั้น สารสกัดคูนด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด เช่น ES และ PS 2) ฤทธิ์การเป็นยาถ่าย / ยาระบาย ; สารสกัดจากฝักคูนมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย ซึ่งอาจเป็นกลไกเพิ่มการบีบตัวของลำไส้ อย่างไรก็ตามสารสกัดจากฝักคูนที่ความเข้มข้นต่ำ ( ประมาณ 4-8 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ) มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้หนูตะเภา 3) ฤทธิ์รักษาแผลที่ติดเชื้อ ; สารสกัด ด้วยเอทานอลจากใบคูนที่สามารถยับยั้งเชื้อ ST และ P ATCC 27853 ได้ สารสกัดดังกล่าวเมื่อนำมาเตรียมเป็นยาขี้ผึ้ง และประเมินศักยภาพการรักษาแผลที่ติดเชื้อ โดยทดลองในหนู ( AA) โดยวัดอัตราการหายของแผล วิเคราะห์เนื้อเยื่อและวัดปริมาณเจลาตินที่ถูกสร้างขึ้น ผลการทดลองพบว่าหนูที่เป็นแผลติดเชื้อและทายาขี้ผึ้งที่มีสารสกัดจากใบคูน มีอัตราการหายของแผลเร็วขึ้น มีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ และเมื่อตรวจในระดับชีวเคมี พบว่าการสมานแผลมีความสัมพันธ์กับการแสดงออกของโปรตีนเมทัลโลโปรตีเอส ผลการทดลองสรุปได้ว่าตำรับยาขี้ผึ้งที่มีสารสกัดจากใบคูนมีศักยภาพในการ รักษาและสมานแผลที่มีการติดเชื้อ 4) ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อะซีติลโคลีนเอสเทอเรส ; สารสกัดด้วยเมทานอลจากรากคูนสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะซีติลโคลีนเอสเทอเรสได้ร้อยละ 50-65 5) ฤทธิ์ยับยั้งความเป็นพิษต่อเซลล์ตับและป้องกันเซลล์ตับ ; สารสกัด ด้วยตัวทำละลายอินทรีย์จากใบคูน สามารถลดระดับเอนไซม์ในกลุ่มทรานอะมิเทส ( ได้แก่ SGOT และ SGPT ) อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส ( ALP ) และบิลิรูบินในสัตว์ทดลอง ซึ่งผลดังกล่าวแสดงว่าสารสกัดจากใบคูน มีคุณสมบัติมีคุณสมบัติเป็นสารป้องกันความเป็นพิษจากเซลล์ตับ และจากการศึกษาสารสกัดจากเอทานอลจากใบคูน พบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดจากใบคูน มีระดับเอนไซม์ตับ ( ได้แก่ AST , ALT , ALP , LDH , GAMMA-GT ) และบิลิรูบินลดลงภายใน 30 วัน ขณะเดียวกันระดับเอนไซม์ที่บ่งบอกระดับความเครียด ( OX ) ได้แก่ลิปิดเปอร์ออกซิเดส ดิสมิวเทส และคะตะเลส ลดลง ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าสารสกัดจากใบคูน สามารถลดระดับการถูกทำลายของตับและสภาวะความเครียดแบบ OX

ขี้เหล็ก ขี้ เหล็กเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงปานกลาง  สูงประมาณ 8 – 15 เมตร  ลำต้น มักขดงอเป็นปุ่มเปลือกสีเทาถึงสีน้ำตาลดำ  ยอดอ่อนสีแดง  เนื้อไม้มีสี น้ำตาลแก่เกือบดำ  ใบเป็นใบประกอบเป็นแบบขนนก  เรียงสลับ  มีใบ ย่อย 5 – 12  คู่  ปลายสุดมีใบเดียว  ใบย่อยรูปขอบขนานด้านบนเกลี้ยง  ปลาย ใบมนหยักเว้าเข้าหาเส้นกลางใบเล็กน้อย  โคนใบกลม  ใต้ใบมีสีซีดกว่าด้านบน และมีขนเล็กน้อย  ดอกเป็นช่อสีเหลืองอยู่ตามปลายกิ่งดอกจะบานจากโคนช่อไปยัง ปลายช่อ ขี้เหล็ก ชื่ออื่น : ขี้เหล็กบ้าน ( ลำปาง ) ขี้เหล็กหลวง ( ภาคเหนือ ) ขี้เหล็กใหญ่( ภาคกลาง ) ผักจี้ลี้ ( เงี้ยว , แม่ฮ่องสอน ) ยะหา ( ปัตตานี )ขี้เหล็กจิหลี่ ( ภาคใต้ ) Common name : Cassod tree ชื่อวิทยาศาสตร์ : Senna siamea (Lam.) Irwin & Barneby ( syn. Cassia florbunda Vahl; C. siamea Lam. ) วงศ์ : Caesalpiniaceae ลักษณะทั่วไป : ขี้เหล็กเป็นไม้ยืนต้น ผลัดใบขนาดเล็กถึงปานกลาง สูงประมาณ 8 – 15 เมตร ลำต้นมักมักขดงอเป็นปุ่มเปลือกสีเทาถึงสีน้ำตาลดำ ยอดอ่อนสีแดง เนื้อไม้มีสีน้ำตาลแก่เกือบดำ ใบเป็นใบประกอบเป็นแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 5 – 12 คู่ ปลายสุดมีใบเดียว ใบย่อยรูปขอบขนานด้านบนเกลี้ยง ปลายใบมนหยักเว้าเข้าหาเส้นกลางใบเล็กน้อย โคนใบกลม ใต้ใบมีสีซีดกว่าด้านบนและมีขนเล็กน้อย ดอกเป็นช่อสีเหลืองอยู่ตามปลายกิ่งดอกจะบานจากโคนช่อไปยังปลายช่อ กลีบเลี้ยงมี 3 – 4 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้ 10 อัน ผลเป็นฝักแบนหนายาวมีสีคล้ำ เมล็ดรูปไข่ยาวแบบสีน้ำตาลอ่อน เรียงตามขวางมี 20 – 30 เมล็ด รสและสรรพคุณยาไทย : ใบ รสขม แก้ระดูขาว แก้นิ่ว แก้ขับปัสสาวะ ถ่ายกระษัยพิษไข้ พิษเสมหะ ถ่ายพรรดึก ดอกรสขม แก้หืด ฟอกศรีษะแก้รังแค แก้โรคประสาท แก้นอนไม่หลับ เปลือกต้นรสขม แก้กระษัย แก้ริดสีดวงทวาร กระพี้รสขม แก้ร้อนกลุ้ม กระสับกระส่ายเพราะพิษไข้ แก่นรสขม แก้กามโรคหนองใน แก้กระษัย แก้เหน็บชา แก้ไฟธาตุพิการทำให้ตัวเย็นชืด รากรสขมเย็น แก้ไข้กลับ ไข้ซ้ำ ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) แก้อาการท้องผูก 2) รักษาอาการเบื่ออาหาร 3) รักษาอาการนอนไม่หลับ กังวล วิธีการใช้ : 1) สำหรับรักษาอาการท้องผูก ใช้ใบขี้เหล็ก 4-5 กรัมมือ ต้มเอาน้ำ ดื่มก่อนอาหาร หรือ เวลามีอาการ 2) สำหรับเป็นยาขมให้เจริญอาหาร ใช้ดอกตูมและใบอ่อนปรุงเป็นอาหาร แต่ไม่ควรคั้น หลายน้ำเพราะจะทำให้รสขมหมดไป 3) สำหรับรักษาอาการนอนไม่หลับ ใช้ใบขี้เหล็กแห้ง 30 กรัมหรือใช้ใบสดหนัก 50 กรัม ต้มเอาน้ำรับประทานก่อนนอน หรือใช้ใบอ่อนทำเป็นยาดองเหล้า โดยใส่เหล้าขาวพอท่วมยา แช่ไว้ 7 วันคนทุกวันให้น้ำยาสม่ำเสมอ กรองกากยาออกจะได้น้ำดองเหล้าขี้เหล็ก ดื่มครั้งละ 1 – 2 ช้อนชาก่อนนอน ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) องค์ประกอบหลักในที่พบทุกส่วนของต้นขี้เหล็ก คือ อนุ พันธ์แอนธราควิโนน ซึ่งพบได้ที่อยู่ในรูปที่เป็นแอนธราควิโนนโมเลกุลอิสระ และในรูปของกลัยโคไซด์ รวมถึงพบได้ในรูปของแอนธราควิโนนโมโนเมอร์ และในรูปของไบแอนธราควิโนน ตัวอย่างเช่น cassianin; siameanin; siameadin; cassiamins; A-C; chrysophanol; physcion; rhein; chrysophanol anthrone; chrysophanol dianthrone; emodin , 4,4’-bis ( 1,3-dihydroxy-2-Me anthraquinone ) ; chrysophanol-8-Me-ether-0-L-rhamnopyranoside; 1-desmethyl chrysoobtusin-2-0-glucoside; 6,8-dimethoxy-2-methylanthraquinone-3-0-B-D-galactopyranoside; 1,5,8-thihydroxy-2-methylanthraquinone-3-0-B-D – galactopyranoside; 1,5,8-thihydroxy-2- methylanthraquinone-3-0-B-D- galactopyranoside; 1,1’,3,8,8’-pentahydroxy-3’-6-dimethyl{2,2’-bianthracene} -9,9’10,10’-tetrone; 7-chloro-1,1’,6,8,8’-pentahydroxy-3,3’-dimethyl {2,2’-bianthracene }-9,9’,10,10’-tetrone; 7-chloro-1,1’,6,8,8’ – pentahydroxy -3,3’-dimethyl { 2,2’ – bianthracene }- 9,9’,10,10’-tetrone 2) อนุพันธ์กลุ่มโครโมน รวมถึง barakol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ในรูปอะซีทางของโครโมน เป็น องค์ประกอบหลักอีกกลุ่มหนึ่งที่มีรายงานค่อนข้างมากในขี้เหล็ก และสามารถพบได้ทุกส่วนเช่นกัน ได้แก่ barakol; 5-acetylmethyl-7-hydroxy-2- methylchromone; cassiachromone; anhydrobarakol; 5-acetonyl – 7- hydroxyl – 2- methylchromone; cassiadinine 3) อัลคาลอยด์ที่พบในขี้เหล็ก เป็นอนุพันธ์ไอโซควินโนโลนอัลคาลอยด์ ได้แก่ siamine, siamines A-C- cassiarins A-B 4) องค์ประกอบทางเคมีกลุ่มอื่นๆ ที่มีรายงานจากขี้เหล็ก ได้แก่ อนุพันธ์ฟลาโวนอยด์ ไตรเทอร์ปีนและสเตอรอยด์ เป็นต้น ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์เป็นยาระบาย ; อนุพันธ์แอนธราควิโนนที่พบในขี้เหล็กเป็น อนุพันธ์ที่ทำหน้าที่เป็นสารออกฤทธิ์ เป็นยาระบายของสมุนไพรที่ได้จากพืชในสกุล Ca และ Se ทั่วไป แต่ยังไม่มีการศึกษาการออกฤทธิ์ของแอนธราควิโนนที่ได้จากขี้เหล็กโดยตรง อย่างไรก็ตาม พบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจากใบขี้เหล็กมีผลเพิ่มการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ของลำไส้สัตว์ทดลองหลายชนิด 2) ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ; ผลการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในโมเดล การยับยั้งปฏิกิริยาลิปิดปอร์ออกซิเดชั่น พบว่า ba ในขี้เหล็กสามารถยับยั้งปฏิกิริยาในระดับดี ทั้งนี้คาดว่าผลของการยับยั้งปฏิกิริยาดังกล่าว เกิดจากผลการดักจับอนุมูลไฮดรอกซิลโดย ba ในทางกลับกัน ผลกาศึกษาอนุพันธ์แอนธราควิโนน ได้แก่ ee และ ca พบว่ามีผลเป็นการยับยั้งการก่อตัวของเนื้องอกได้ในหนูที่เหนี่ยวนำให้เกิด เนื้องอกด้วย 7 , 12 – d 3) ฤทธิ์สงบระงับ ; อนุพันธ์ bb เป็นสารออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดผลสงบระงับและคลายกังวลของขี้เหล็ก ทั้งนี้ พบว่า bb ลด sp และยืดระยะเวลาของสัตว์ทั้งหมดที่เหนี่ยวนำด้วย th อย่างไรก็ตาม ba มีผลเพียงเล็กน้อยในการต้านอาการชักและไม่มีผลในการลดความเครียดในสัตว์ ทดลอง กลไกการออกฤทธิ์ของ ba ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อประสาทโดยกลัยซีนและ GABA แต่อาจมีส่วนเกี่ยวกับการยับยั้งการหลั่งและการหมุนเวียนโดปามีนในระบบ ประสาทของสมอง 4) ความเป็นพิษ ; จากการศึกษาความเป็นพิษแบบเฉียบพลันในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดจากใบขี้เหล็กไม่ก่อให้เกิดอาการพิษ 10 กรัมต่อกิโลกรัม ** ผลการศึกษาความเป็นพิษต่อตับของ ba และสมุนไพรขี้เหล็กพบว่า ba สามารถก่อให้เกิดความผิดปกติต่อเซลล์ตับ ทั้งนี้ มีรายงานอุบัติเหตุของการเกิดอาการพิษต่อตับอย่างเฉียบพลันของการใช้สมุนไพร ใบขี้เหล็ก ถึงแม้ผลการเป็นพิษจะหายไปเมื่อหยุดการใช้ยา แต่สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้เมื่อผู้ใช้ยาสมุนไพรกลับมาใช้ใบขี้เหล็กอีก

ขิง ขิง เป็นพืชล้มลุก  อายุหลายปี  สูง 0.3 – 1 เมตร  มีเหง้าใต้ดิน  เปลือกนอกสี น้ำตาลแกมเหลือง  เนื้อในสีขาวนวลแกมเขียวมีกลิ่นเฉพาะตัว  แตกสาขาคล้าย นิ้วมือเป็นแง่ง  แทงหน่อหรือลำต้นเทียมซึ่งเกิดจากก้านใบที่มีลักษณะเป็น กาบ  ใบเดี่ยว  เรียงสลับ  รูปขอบขนานแกมใบหอก ขิง ชื่ออื่น : ขิง ขิงแกลง ขิงแดง ( จันทบุรี ) ขิงเผือก (เชียงใหม่) สะเอ (กะเหรี่ยง – แม่ฮ่องสอน ) Ginger ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe วงศ์ : Zingiberaceae ลักษณะทั่วไป : ขิงเป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี สูง 0.3 – 1 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีขาวนวลแกมเขียวมีกลิ่นเฉพาะตัว แตกสาขาคล้ายนิ้วมือเป็นแง่ง แทงหน่อหรือลำต้นเทียมซึ่งเกิดจากก้านใบที่มีลักษณะเป็นกาบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 1.5 – 2 เซนติเมตร ยาว 15 – 20 เซนติเมตร ใบเรียวแคบ ปลายแหลม ขอบใบเรียบ ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อและมีดอกเล็กจำนวนมากอัดเป็นรูปทรงกระบอกบานจากโคนไป หาส่วนปลาย ผลเป็นผลแห้งมี 3 พู รสและสรรพคุณยาไทย : รสหวาน เผ็ดร้อน แก้ลมจุกเสียด แก้คลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากธาตุไม่ปกติ แก้ลมในไฟกองธาตุให้กระจาย แก้จุกเสียด ช่วยขับลมในกรณีท้องผูก ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด 2) บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน จากเมารถเมาเรือ 3) แก้ไข และขับเสมหะ วิธีการใช้ : 1) สำหรับบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ และอาการคลื่นไส้อาเจียน ใช้เหง้าแก่สด ขนาดเท่ากัวแม่มือ ( ประมาณ 5 กรัม ) ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่ม 2) การใช้เป็นยาขับเสมหะใช้เหง้าขิงฝนกับน้ำมะนาวแทรกเกลือใช้กวาดคอหรือจบ่อยๆ ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) ส่วนเหง้า ประกอบด้วยแป้ง (ร้อยละ 60 ) , โปรตีนและไขมัน( ร้อยละ 10 ) มีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 10 – 20 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัม( หรือประมาณร้อยละ 7 ) ที่ประกอบด้วยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเซสควิเทอร์ปีน ได้แก่ (-) –zingiberene, (+) ar-curcumene , (-)-B-sesquiphellandrene, E,E-B-farnesene, B-bisabolene และประกอบด้วยโมโนเทอร์ปีน ได้แก่ citrals, menthone,borneol สารรสเผ็ด ( pungent taste ) ประกอบด้วย ( 3 ) – , ( 4 ) – , ( 5 ) – , ( 6 ) – , ( 8 ) – , ( 10 ) – และ ( 12 ) – gingerols, shogaol, labdane diterpenes,galolactone และอนุพันธ์ของสารแอลดีไฮด์กลุ่ม cyclic diarylheptanoids, shogaol,labdane diterpenes, galolactone และอนุพันธ์ของสารแอลดีไฮด์กลุ่ม cyclic diarylheptanoids 2) ในสารสกัดหยาบขิง ประกอบด้วยไขมันและกลัยโคลิปิตประมาณร้อยละ 9 โอเลโอเรซินร้อยละ 5 – 8 สารรสเผ็ดมีปริมาณราวร้อยละ 25 ของโอเลโอเรซิน ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็น ( 6 )-gingerol และองค์ประกอบรองอื่นๆ ได้แก่ ( 8 ) gingerol, methylgingerol, gingerol, dehydrogingerdione, gingerdiones และไดเทอร์ปีนแลคโทน น้ำมันหอมระเหยในขิงมีองค์ประกอบ 66 ชนิด องค์ประกอบหลักที่พิสูจน์เอกลักษณ์ได้ ได้แก่ camphene, B- phellandrene และ 1 , 8 cineolนอกจากนี้ยังพบสารประกอบซัลเฟอร์ในขิง คือ ( 4 )-gingesulfonic acid, shogasulfonic acids A,B,C และ diterpenoid galalactone ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านการอาเจียน ; ผลการรักษาอาการอาเจียนภายหลังการผ่าตัด ( postoperative nausea & vomiting) จากการศึกษาคลินิกแบบสุ่ม ( randomized controlled trials ) โดยใช้ขิงขนาด 1 กรัม สามารถป้องกันการอาเจียนภายหลังจากการผ่าตัดเมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก ( placebo) อย่างมีนัยสำคัญ และพบอาการข้างเคียงคืออาการไม่สบายท้องเพียงอย่างเดียว การศึกษาทางคลินิกแบบสุ่มโดยใช้ยาหลอกเป็นกลุ่มควบคุม ( randomized, double-masked placebo controlled trial ) ในหญิงมีครรภ์ต่ำกว่า 5 เดือน พบว่ากลุ่มที่ได้รับขิงมีอาการคลื่นไส้และจำนวนครั้งของอาการอาเจียนลดลง อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก และไม่พบอาการไม่พึงประสงค์จากการศึกษา จึงสรุปได้ว่าขิงมีประสิทธิภาพบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียนในหญิงมีครรภ์ 2) ฤทธิ์ต้านแผลในกระเพาะอาหาร ; การศึกษาในสัตว์ทดลองที่เป็นแผลใน กระเพาะอาหารจากการเหนี่ยวนำด้วยกรดไฮโดรคลอริกและอัลกอฮอล์ พบว่าสามารถยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะได้ราวร้อยละ 98 ขณะที่การใช้ ( 6 ) – gingerol สามารถยับยั้งได้ร้อยละ 54 3) ฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ที่ใกล้เคียงกัน ; สารสกัด ขิงด้วยน้ำและสารรสเผ็ดในขิงยับยั้งการรวมตัวของเกร็ดเลือดเมื่อเหนี่ยวนำ ด้วยกรดอะราคิโดนิก อีพิเนฟริน คอลลาเจน และ ADP โดยมีกลไกยับยั้งเอนไซม์ซัยโคออกซีจีเนสของเกร็ดเลือดและเอนไซม์ทรอมบอกเซน ซิเนส และยับยั้งการหลั่งสารซีโรโทนิน ผลต้านการรวมตัวของเกร็ดเลือด พบว่าสาร ( 8 )-paradol, {8}-gingerol,{8}-shogaol มีความแรงกว่าแอสไพรินในการวิเคราะห์การยับยั้งเอนไซม์ซัยโคลออกซีจีเนส – 1 จากการศึกษาผลของ { 6 }-gingerol ต่อการยับยั้งการกระตุ้นมาโครฟาจ พบว่ามี ผลให้ลดการสร้าง pro-inflammatory cytokines ได้แก่ TNF-X,IL-1B,IL-12 สรุปว่าสาร ( 6 )-gingerol มีคุณสมบัติยับยั้ง ยั้งการอักเสบได้ เมื่อให้สาร ( 6 )- gingerol กับหนู จากการทดสอบแบบการตรวจกระตุกขาและการเลียแผล พบว่าสาร ( 6 )- gingerol ยับยั้งอาการปวดได้ ส่วนการศึกษาต้านการอักเสบในหนูที่เหนี่ยวนำการอักเสบด้วยคาราจีแนน พบว่า ( 6 )- gingerol ขนาด 50 – 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ให้ผลต้านการอักเสบได้ 4) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; มีรายงานการศึกษาโปรตีนที่สกัดจากเหง้าขิง มีคุณสมบัติต้านเชื้อรา ได้แก่ Botrytis cinera, Fusarium oxysporum, Mycosphaerella และ Physalospora piricola

ข่า ข่า เป็นไม้ล้มลุก  ลำต้นสูงประมาณ 1.5 – 2 เมตร  มีเหง้าใต้ดิน  เนื้อในมีสี เหลืองอ่อนและมีกลิ่นเฉพาะ  ใบเดี่ยวเรียงสลับข้างกัน  คล้ายรูปหอก  ดอกช่อ ออกที่ยอด  ดอกย่อยมีขนาดเล็ก  สีขาวนวล  ผลรูปวงกลม ข่า ชื่ออื่น : ข่าตาแดง ข่าหยวก ข่าหลวง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia galanga (Linn.) Sw. (syn. Alpinia officinarum Hance.) วงศ์ : Zingiberaceae ลักษณะทั่วไป : ข่าเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูงประมาณ 1.5 – 2 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เนื้อในมีสีเหลืองอ่อนและมีกลิ่นเฉพาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับข้างกัน คล้ายรูปหอก ดอกช่อออกที่ยอด ดอกย่อยมีขนาดเล็ก สีขาวนวล ผลรูปวงกลม รสและสรรพคุณยาไทย : รสเผ็ดปร่า ขับลม แก้บวม ฟกช้ำ ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) บรรเทาท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด 2) รักษาโรคกลากเกลื้อน วิธีการใช้ : 1) สำหรับรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้เหง้าแก่สดหรือแห้ง ครั้งละขนาดเท่าหัวแม่ มือ ( เหง้าสดหนัก 5 กรัม เหง้าแห้งหนัก 2 กรัม )ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่ม 2) สำหรับโรครักษากลาก เกลื้อน ใช้หัวข่าแก่ ล้างน้ำให้สะอาด ฝานเป็นแว่นบางๆ หรือทุบให้แตกนำไปแช่น้ำเหล้าขาวทิ้งไว้ 1 คืน ทำความสะอาดบริเวณที่เป็น และใช้ไม้บางๆขูดให้ผิวแดงๆ แล้วใช้น้ำที่ได้มา ทาบริเวณที่เป็น วันละ 3-4 ครั้ง จนกว่าจะหาย เมื่อหายแล้วทาต่ออีก 7 วัน ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบหลักทางเคมีในเหง้าข่า ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ เป็นสารในกลุ่มน้ำมันหอมระเหย องค์ประกอบหลักที่เป็นสารที่ให้กลิ่นหลักในเหง้าข่า คือ trans-2-acetoxy-1,8-cineole องค์ประกอบสารน้ำมันหอมระเหยอื่นๆเป็นสารในกลุ่ม acetoxycineolus ได้แก่ cis-2-acetoxy-1,8 – cineole; trans-3-acetoxy-1,8 –cineole; cis-2-acetoxy-1,8 – cineole; galanganal; galanganols A-C; myrcene; DL-1-acetoxychavicol acetate; 1-acetoxyeugenolacetate ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ ; อนุพันธ์กลุ่มไดเทอร์ปีนจากข่า ได้แก่ (E)-8B, 17-epoxylabd-12-ene-15,16-dial มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Candida albicans โดยมีกลไกออกฤทธิ์ผ่านการย่อยโปรโตพลาสท์ของเชื้ออนุพันธ์ acetoxychavicol acetate ยับยั้งจำนวนการเพิ่มของไวรัส HIV-1 โดยผ่านกลไกการยับยั้งกระบวนการ reverse transport ของไวรัส 2) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ; องค์ประกอบทางเคมีจากข่ามีฤทธิ์ยับยั้งการ อักเสบในหลายกลไก เช่น acetoxychavicol acetate มีฤทธิ์ยับยั้งการแสดงออกของ mRNA ที่มีผลต่ออินเทอเฟรอนเบต้าซึ่งส่งผลยับยั้งการสร้างเอนไซม์ inducible nitric oxide synthase และยับยั้งการเกิดแผลในกระเพราะอาหารที่เหนี่ยวนำโดยเอธานอลและแอสไพริน

ข่อย ข่อย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  ใบเล็กหนาแข็ง  จับดูจะรู้สึกสาก ขอบใบหยัก  ดอกตัว ผู้เป็นช่อดอกแบบหัวกลม  ก้านดอกสั้น  สีเหลืองเขียวเกือบขาว  ดอกตัว เมีย  ก้านดอกยาว  มักออกเป็นคู่สีเขียว  ผลกลม  ผลสุกสีเหลืองอ่อนเปลือก นิ่มฉ่ำน้ำ  เมล็ดเกือบกลมคล้ายเมล็ดพริกไทย ข่อย ชื่ออื่น : กักไม้ฝอย ( เหนือ ) ส้มพล ( เลย ) ส้มพ่อ ส้มผ่อ ( หนองคาย )ปรอย ขันตา ขอย ( ใต้ ) ตองบะแน่ ( กะเหรี่ยง กาญจนบุรี )สะนาย ( เขมร ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Streblus asper Lour. วงศ์ : Moraceae ลักษณะทั่วไป : ข่อยเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบเล็กหนาแข็ง จับดูจะรู้สึกสาก ขอบใบหยัก ดอกตัวผู้เป็นช่อดอกแบบหัวกลม ก้านดอกสั้น สีเหลืองเขียวเกือบขาว ดอกตัวเมีย ก้านดอกยาว มักออกเป็นคู่สีเขียว ผลกลม ผลสุกสีเหลืองอ่อนเปลือกนิ่มฉ่ำน้ำ เมล็ดเกือบกลมคล้ายเมล็ดพริกไทย รสและสรรพคุณยาไทย : รสเบื่อเมา รักษารำมะนาด ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : แก้ปวดเมื่อย วิธีการใช้ : เปลือกต้นข่อยสดขนาด 1 ฝ่ามือ สับเป็นชิ้น ต้มกับน้ำพอสมควรและใส่เกลือให้มีรสเค็ม ต้มนาน 10 – 15 นาที อมบ่อยๆขณะที่ยังอุ่น ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบหลักที่มีรายงานจากส่วนของเปลือกต้น เป็นอนุพันธ์เทอร์ปี นอยด์และสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เช่น amyrin acetate, lupeol acetate, B-sitosterol, X-amyrin, lupeol, strebloside, mansonin, sioraside, n-triacontane, tetraiacontan – 3 – one, stigmasterol, beturin และ oleanolic acid B19 นอกจากนั้นสารหลักในน้ำมันหอมระเหยประกอบด้วย phytol ( 45.1 %), X-farnesene ( 6.4 % ), trans-farnesyl acetate ( 5.8 % ), caryophyllene ( 4.9 % ) และ trans-trans-X-farnesene ( 2.0 % ) สารอื่นๆที่พบคือ X-copaene, B-elemene, caryophyllene , geranyl acetone, germzcrene, S-cadinene, caryophyllene oxide และ 8-heptadecene ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก++ 1) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; สามารถสกัดด้วยเอทานอลจากกิ่งและใบข่อยมี ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อ Streptococcus mutans ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้ฟันผุ และจากการศึกษาการใช้น้ำยาบ้วนปากผสมสารสกัดจากใบข่อยในอาสาสมัครปกติ พบว่าการใช้นำยาบ้วนปากผสมสารสกัด พบว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากผสมใบข่อยสามารถลดเชื้อโดยไม่เปลี่ยนสภาวะปกติใน ช่องปาก มีผลลดการอักเสบของเหงือกแต่ไม่มีผลต่อแผ่นคราบจุลินทรีย์

ขลู่ ขลู่ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก  ลำต้นสูงประมาณ 0. 5 – 2 เมตร  แตกกิ่งก้านมากและ เกลี้ยง  ใบมีกลิ่นฉุน  ขนาดเล็กรูปไข่กลับ  ยาว ประมาณ  1 – 5.5 เซนติเมตร  กว้างประมาณ 2.5 – 9   เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือมีติ่งสั้น  ขอบใบจักเป็นซี่ฟันและแหลม  เนื้อใบคล้ายกระดาษค่อนข้าง เกลี้ยง  ไม่มีก้าน  ดอกเป็นดอกช่อฝอย สีขาวนวลหรือสีม่วงออกตามง่ามใบ ขลู่ ชื่ออื่น : คลู ขลู ( ภาคใต้ ) หนาดงั่ว หนาดงิ้ว หนาดวัว ( อุดรธานี )ขี้ป่าน ( แม่ฮ่องสอน ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pluchea indica Less. วงศ์ : Compsitae (Asteraceae) ลักษณะทั่วไป : ขลู่เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสูงประมาณ 0. 5 – 2 เมตร แตกกิ่งก้านมากและเกลี้ยง ใบมีกลิ่นฉุน ขนาดเล็กรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 1 – 5.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 – 9 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือมีติ่งสั้น ขอบใบจักเป็นซี่ฟันและแหลม เนื้อใบคล้ายกระดาษค่อนข้างเกลี้ยง ไม่มีก้าน ดอกเป็นดอกช่อฝอย สีขาวนวลหรือสีม่วงออกตามง่ามใบ ดอกวงนอกเป็นดอกเพศเมียดอกวงศ์ในเป็นดอกสมบูรณ์ ผลเป็นผลแห้ง ทรงกระบอกยาวประมาณ 0.7 มิลลิเมตร มีสัน 10 สัน ระยางค์มีน้อย สีขาวยาวประมาณ 4 มิลลิลิตร แผ่กว้าง รสและสรรพคุณยาไทย : ใบ รสหอมสุขุม สรรพคุณขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แพทย์ไทยโบราณนิยมใช้ขลู่ให้ผู้ป่วยชงรับประทานลดอาการบวมและลดน้ำหนักตัว ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : รักษาอาการขัดเบา วิธีการใช้ : ใช้ใบวันละ 1 กำมือ ( สดหนัก 40 – 50 กรัม ) หั่นเป็นชิ้นๆ ต้มกับน้ำดื่มวันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร ครั้งละ 1 ถ้วยชา ( หรือ 75 มิลลิเมตร ) ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ มีอนุพันธ์กลัยโคไซด์กลุ่มลิกแนนและเทอร์ปีนอยด์ เช่น plucheoside C, plucheols A-B, plucheoside D1-D3 และ E นอกจากนั้น ยังมีรายงานของอนุพันธ์สเตอรอยด์อื่นๆ เช่น B-sitosterol และ stigmaterol เป็นต้น ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ; สารสกัดด้วยเมธานอลจากรากขลู่มีฤทธิ์ต้าน การอักเสบ เมื่อทดสอบในสัตว์ทดลอง โดยสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าสัตว์ทดลองเมื่อเหนี่ยวนำให้อุ้งเท้าสัตว์ ทดลองบวมด้วย compound 48/80 และด้วยกลูโคสออกซิเดส นอกจากนั้น ในการศึกษาที่สัมพันธ์กันยังพบว่าสารสกัดจากรากขลู่สามารถยับยั้งการเกิดแผล ในกระเพาะอาหาร ซึ่งเหนี่ยวนำด้วยอินโดเมธาซินและอัลกอฮอล์ โดยผ่านการลดปริมาตรการหลั่งกรด และป้องกันเยื่อบุทางเดินอาหาร 2) ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ; สารสกัดด้วยเมธานอลจากรากขลู่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ เช่น การทดสอบการยับยั้งการผลิตอนุมูลไฮดรอกซิลและซูเปอร์ออกไซด์ การยับยั้งการแตกของเซลล์อิริโธรไซด์จากการเหนี่ยวนำด้วยอนุมูลไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ และการยับยั้งปฏิกิริยาลิปิดเปอร์ออกซิเดชั่นที่เหนี่ยวนำด้วยคาร์บอนเตตรา คลอไรด์ 3) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; สารสกัดจากขู่มีฤทธิ์ต้านเชื้อ Entamoeba histolytica สายพันธุ์ HM1 4) ฤทธิ์อื่นๆ ; มีรายงานว่าสารสกัดด้วยเมธานอลจากรากขลู่มีฤทธิ์ใน การสะเทินพิษงูเห่าและงูจงอางและพบว่า สารสกัดของขลู่มีผลลดความสามารถในการเคลื่อนไหวและยืดระยะเวลาหลับที่เกิด จากเพนโทบาร์บิทอลในหนูทดลอง

ขมิ้นชัน ขมิ้น ชันเป็นไม้ล้มลุก  มีเหง้าใต้ดิน  เนื้อในสีเหลืองอมส้ม  มีกลิ่นหอม  ใบออก เป็นรัศมีติดผิวดิน  รูปหอกแกมขอบขนาน  ดอก ออกเป็นช่อ  ใบประดับสีเขียว อ่อนหรือขาวรูปหอกเรียงซ้อนกันใบประดับ 1 ใบ  มี 2 ดอก  ใบประดับย่อยรูปขอบ ขนาน  ด้านนอกมีขนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อยาวปลายแยกเป็น 3 ส่วน ขมิ้นชัน ชื่ออื่น : ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว ขี้มิ้น ตายอ สะยอ หมิ้น turmeric ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma longa Linn.,(syn. Curcuma domestica Valeton) วงศ์ : Zingiberaceae ลักษณะทั่วไป : ขมิ้นชันเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เนื้อในสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอม ใบออกเป็นรัศมีติดผิวดิน รูปหอกแกมขอบขนาน ดอก ออกเป็นช่อ ใบประดับสีเขียวอ่อนหรือขาวรูปหอกเรียงซ้อนกันใบประดับ 1 ใบ มี 2 ดอก ใบประดับย่อยรูปขอบขนาน ด้านนอกมีขนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อยาวปลายแยกเป็น 3 ส่วน เกสรตัวผู้คล้ายกลีบดอก มีขน อับเรณูอยู่ใกล้ปลายท่อเกสรตัวเมียขนาดเล็ก ยาว รูปเกสรตัวเมียรูปปากแตร เกลี้ยง รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 2 ใบ ขมิ้นชัน ชื่ออื่น : ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว ขี้มิ้น ตายอ สะยอ หมิ้น turmeric ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma longa Linn.,(syn. Curcuma domestica Valeton) วงศ์ : Zingiberaceae ลักษณะทั่วไป : ขมิ้นชันเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เนื้อในสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอม ใบออกเป็นรัศมีติดผิวดิน รูปหอกแกมขอบขนาน ดอก ออกเป็นช่อ ใบประดับสีเขียวอ่อนหรือขาวรูปหอกเรียงซ้อนกันใบประดับ 1 ใบ มี 2 ดอก ใบประดับย่อยรูปขอบขนาน ด้านนอกมีขนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อยาวปลายแยกเป็น 3 ส่วน เกสรตัวผู้คล้ายกลีบดอก มีขน อับเรณูอยู่ใกล้ปลายท่อเกสรตัวเมียขนาดเล็ก ยาว รูปเกสรตัวเมียรูปปากแตร เกลี้ยง รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 2 ใบ รสและสรรพคุณยาไทย : รสฝาด กลิ่นหอม แก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน ผื่นคัน ขับลม ท้องร่วง ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) รักษาโรคกระเพระอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด 2) รักษาอาการแพ้อักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย 3) รักษาฝี แผลพุพอง วิธีการใช้ : 1) สำหรับรักษาโรคและความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร นำเหง้าแก่สดล้างให้ สะอาดไม่ต้องปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัด 1-2 วัน บดให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งปั้น เป็นลูกกลอนหรือบรรจุแคปซูล รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน 2) สำหรับรักษาอาการอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย และรักษาแผลฝี พุพอง นำเอา เหง้าขมิ้นยาวประมาณ 2 นิ้ว ฝนกับน้ำต้มสุกทาบริเวณที่เป็น หรือใช้ผงขมิ้นโรยทาบริเวณที่มีอาการ ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) น้ำมันหอมระเหยจากขมิ้นชันมีองค์ประกอบหลักเป็นสารประกอบกลุ่มโมโนเทอร์ปีน และเซสควิเทอร์ปีน ได้แก่ X-pinene, myrcene, Y-terpinene, cymene, 1,8-cineole, 3-carene, Y-terpinene, terpinolene, X-cis-bergamotene, B-cis-farnesene, X-humulene, Y-curcumene, Y-curcumene, zingberene, B-bisabolene, cis-Y-bisabolene, X- curcumene, B-sesquiphellandrene, ar-turmerol, x-turmerone, B- turmerone, ar- turmerone, procurcumadiol, curcumenone, curlone, bisacurone, curcumenol, isoprocurcumenol, zedoaronediol, procurcumenol, epiprocurcumenol เป็นต้น 2) องค์ประกอบทางเคมีที่พบในหัวขมิ้นชัน เป็นอนุพันธ์เฟนิลโพรพานอยด์ในกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ โดยมองค์ประกอบหลักเป็น curcumin, demethoxycurcumin, bisdemethoxycurcumin 3) พบสารประกอบในกลุ่มโปรตีน ได้แก่ turmerin ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ขับลม ; ฤทธิ์ในการขับลมและบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เกิดจากผลของน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชัน นอกจากนั้น ยังมีรายงานว่า curcumin มีฤทธิ์ขับน้ำดีได้ด้วย 2) ฤทธิ์ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพราะอาหาร ; ขมิ้นต้านการเกิดแผลในกระเพราะอาหาร โดยกระตุ้นการหลั่งสารเมือก (mucin) มาเคลือบกระเพราะและยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยต่างๆ สาระสำคัญที่ออกฤทธิ์ดังกล่าว คือ curcumin โดย curcumin ในขนาด 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จะกระตุ้นการหลั่งมิวซินออกมาเคลือบกระเพราะ แต่ถ้าใช้ในขนาดสูงอาจทำให้เกิดแผลในกระเพราะได้ ขมิ้นชันมีฤทธิ์คล้ายกล้ามเนื้อเรียบ โดยออกฤทธิ์ต้านอะซีติลโคลีนและเซโรโทนิน จึงมีผลช่วยบรรเทาอาการปวดเกร็งในผู้ป่วยโรคกระเพราะ 3) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; น้ำมันหอมระเหยจากขมิ้นชันยับยั้งการเจริญ เติบโตของจุลชีพหลายชนิด เช่น Pseudomonas aeruginosa, Salmonella typhimurium, Staphylococcus aureus, Staph. Epidermidis, Streptococcus faecalis, Proteus vulgaris, Cryptococcus neoformans, Aspergillus fumigates, Microsporum gypseum, Trichopphyton mentagrophytes, T. rubrum, Epidermophyton floccosum ส่วนสกัดจากเหง้าขมิ้นชันยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Bacillus subtilis , Escherichiacoil, P. aeruginosa แต่ไม่มีผลต่อ Pseud. aeruginosa, Salm. Typhimurium , Staph. Aureus มีรายงานว่าผลการยับยั้งแบคทีเรียของสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยจากขมิ้นชัน มีผลต่อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการแน่นจุกเสียดหรือท้องเสียด้วย 4) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ; สารสกัดจากขมิ้นมีฤทธิ์ลดการอักเสบ โดยสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดการอักเสบ คือ curcumin และอนุพันธ์เคอร์คิวมินอยด์ ในกรณีการอักเสบเฉียบพลันพบว่ามีฤทธิ์พอกับเฟนิลบิวทาโซน ส่วนกรณีการอักเสบเรื้อรังมีฤทธิ์เพียงครึ่งเดียวของเฟนิลบิวทาโซน การทดสอบฤทธิ์ของ curcumin และอนุพันธ์เคอร์คิวมินอยด์จากขมิ้นพบว่า demethoxycurcumin ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ดีที่สุด นอกจาก curcumin แล้ว น้ำมันหอมระเหยในหัวขมินยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบและฤทธิ์ต้านฮีสตามีนด้วย curcumin มีฤทธิ์ยับยั้งการจับกลุ่มของเกร็เลือดที่ถูกเหนี่ยวนำโดยอะราคิโดเนต อะดรีนาลีนคอลลาเจน และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งการสร้างธรอมบอกเซน 5) ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น ; โปรตีน turmerin จากขมิ้นชัน รวมถึงสารสกัดโปรตีน และสารประกอบ curcumin มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น โดย turmerin มีผลป้องกันการถูกทำลายของเยื้อบุเซลล์และดีเอ็นเอจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ได้ และมีผลการยับยั้งการปลดปล่อยอะราคิโดเนตที่เหนี่ยวนำโดยอนุมูลออกซิเจนที่ ไวต่อปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ( reactive oxygen species) มีฤทธิ์ยับยั้งการกลายพันธุ์โดยเทอร์เซียรีบิวทิล ไฮโดรเปอร์ออกไซด์

แก้ว แก้ว เป็นไม้พุ่มหรือต้นขนาดเล็ก  สูงได้ถึง 10 เมตร  เปลือกต้นสีเทา  แตกเป็น ร่องใบเป็นใบประกอบแบบขนนก  เรียงสลับ  มีใบย่อย 3-15 ใบ  เรียงสลับจากเล็ก ไปหาใหญ่สีเขียวเข้มเป็นมัน  ใบย่อยที่ปลายก้านเป็นรูปไข่  รูปรี  หรือรูป ไข่กลับ  ปลายแหลม  โคนแหลมหรือสอบ  ขอบเป็นคลื่นหรือหยักมนเตี้ยๆ แก้ว ชื่ออื่น : กะมูนิง แก้วขาว แก้วขี้ไก่ แก้วพริก แก้วลาย จ๊าพริก จะไหลแก้ว Andaman satinwood, China box tree, orange jasmine ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murraya paniculata Jack วงศ์ : Rutaceae ลักษณะทั่วไป : แก้วเป็นไม้พุ่มหรือต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 เมตร เปลือกต้นสีเทา แตกเป็นร่องใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 3-15 ใบ เรียงสลับจากเล็กไปหาใหญ่สีเขียวเข้มเป็นมัน ใบย่อยที่ปลายก้านเป็นรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่กลับ ปลายแหลม โคนแหลมหรือสอบ ขอบเป็นคลื่นหรือหยักมนเตี้ยๆ เส้นแขนงใบข้างละ 4-8 เส้น ใบมีต่อมน้ำมัน ดอกเป็นดอกช่อสั้นๆ ออกตามง่ามใบ สีเขียว กลิ่นหอม ก้านดอกสั้น กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบขนาดเล็กมาก กลีบดอกมี 5 กลีบ มีสีขาว เมื่อบาน ร่วงง่าย ผลรูปรีหรือรูปไข่ กว้าง 5-8 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ผลแก่มีสีแดงอมส้ม มีต่อมน้ำมันเห็นได้ชัด เมล็ดรูปไข่ กว้าง 4-6 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 9 มิลลิเมตร มีขนหนาและเหนียวหุ้มโดยรอบเมล็ด รสและสรรพคุณยาไทย : ตำรา มิได้ระบุรสของใบแก้ว แต่เมื่อนำใบมาขยี้จะมีกลิ่นหอม ใบแก้วใช้ปรุงรสเป็นยาขับโลหิต ระดู และยาแก้จุกแน่นท้อง ขับยายลม บำรุงธาตุ ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : ใช้รักษาอาการปวดฟัน วิธีการใช้ : ใบแก้วสด ตำพอแหลกแช่เหล้าโรงในอัตราส่วน 1.5 ใบย่อย หรือ 1 กรัมต่อเหล้าโรง 1 ช้อนชา หรือ 5 มิลลิลิตร นำเอาน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่ปวด ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ น้ำมันหอมระเหย ที่พบในใบแก้วมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นอนุพันธ์เทอร์ปีนอยด์และเฟนิลโพรพาน อยด์ ได้แก่ B-cyclocitral, methyl salicylate, trans-nerolidol, X-cubebene, (-)-cubenol,B-cubebene, isogermacrene,(-)zigiberene, germacrene D, X-copaene, X-humulene, L-cardinen , bisaboline, B-caryophyllene, careen, S-qualazulene, methyl anthrailate, eugenol, geraniol องค์ประกอบทางเคมีกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ สารกลุ่มไอโซฟลาโวนอยด์ เช่น daidzin, genistin, daidzein, genistein, formononetin, biochanin A, prunetin, glycitein, glycitin, ononin, sissotrin, คูมาริน เช่น 2 – 0 – ethylmurrangatin, murranganone, paniculatin และอัลคาลอยด์ เช่น yuehchukene เป็นต้น ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลการสนับสนุนการใช้สมุนไพรทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อะซีติลโคลีนเอสเทอเรส ; อนุพันธ์คูมารีน ได้แก่ murranganone และ paniculatin จากใบแก้วมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อะซีตีลโคลีนแอสเทอเรสในระดับปานกลาง 2) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; สารสกัดด้วยน้ำจากใบแก้ว มีฤทธิ์ฆ่าพยาธิใบไม้ Haplorchis taichui 3) ฤทธิ์อื่นๆ ; อัลคาลอยด์ yuehchukene มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเพศหญิงแต่มีฤทธิ์น้อยกว่าเอสไทรออล

กานพลู กานพลู เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  สูง  5-10 เมตร  แตกกิ่งก้านสาขาเป็นระเบียบ  ใบ เดี่ยวและเรียงใบตรงกันข้าม  ใบอ่อนสีแดงหรือสีน้ำตาลแดง  เนื้อใบบาง  ค่อน ข้างเหนียวและเอาใบส่องแดดจะเห็นจุดต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไป กานพลู ชื่ออื่น : จันจี (ภาคเหนือ) Clove tree ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium aromaticum (Linn.) Merr.& L.M.Perry (syn.Eugenia caryophyllus(Sprenge) Bullock & Harrison; E.aromatica Ktze.) วงศ์ : Myrtaceae> ลักษณะทั่วไป : กานพลูเป็นไม้ยืนต้นขนาด กลาง สูง 5-10 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นระเบียบ ใบเดี่ยและเรียงใบตรงกันข้าม ใบอ่อนสีแดงหรือสีน้ำตาลแดง เนื้อใบบาง ค่อนข้างเหนียวและเอาใบส่องแดดจะเห็นจุดต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไป ใบกว้าง 2.5 – 4 เซนติเมตร ยาว 6-10 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกช่อ ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ผลกลมรูปไข่ รสและสรรพคุณยาไทย : รสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม แก้ท้องเสีย ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด วิธีการใช้ : ใช้ดอกแห้ง 5-8 ดอก ( 0.12 – 0.16 กรัม ) ต้มน้ำเดือดหรือบดเป็นผง นอกจากนี้ดอกกานพลูยังช่วยป้องกันไม่ให้เด็กอ่อนท้องอืดท้องเฟ้อได้ โดยใช้ดอกแห้ง 1 ดอก แช่ไว้ในกระติกน้ำร้อนที่ใช้ชงนมให้เด็กอ่อน ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร – ** ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบหลักในดอกกานพลูเป็นน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีทั้งอนุพันธ์กลุ่มแฟนิลโพรพานอยด์และเทอร์ปีน ได้แก่ eugenol, acetyleugenol, caryophyllene, eugenin, vanillin นอกจากนั้น ยังมีอนุพันธ์อื่นๆ เช่น ฟลาโวนอยด์ และแทนนิน เช่น gallotannic acid ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลการสนับสนุนการใช้สมุนไพรทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ ; eugenol ซึ่งพบในกานพลูมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ และมีการใช้น้ำมันกานพลูเป็นส่วนผสมในตำหรับยาเพื่อลดอาการปวด 2) ฤทธิ์ขับลม ; กานพลู มีผลช่วยขับลม เนื่องจากฤทธิ์ของ eugenol นอกจากนั้น ยังมีการศึกษาพบว่าสารสกัดด้วยเอธานอลจากดอกกานพลู ( ทั้งก่อนและหลังการกลั่นแยกน้ำมันหอมระเหยออก ) มีผลต้านเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดที่เป็นสาเหตุของการจุกเสียด เช่น Escherichia coli, Salmonella typhosa, Shigella flexneri, Bacillus cereus และ Clostridium botulinum สาระสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของอาการแน่นจุกเสียด คือ eugenol ผลลดอาการปวดเกร็งของกานพลูเป็นผลที่เกิดจากฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ จึงช่วยอาการปวดเกร็ง และพบว่าสาระสำคัญในการออกฤทธิ์คือ eugeno น้ำมันกานพลูและ eugenol ยังมีผลบรรเทาอาการที่สัมพันธ์กับอาการอาหารไม่ย่อยหรือความผิดปกติของระบบ ทางเดินอาหารอื่นๆอีก เช่น การกระตุ้นการขับน้ำดี และการกระตุ้นการขับมิวซินเพื่อเคลือบเยื่อบุกะเพระอาหาร 3) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ; สารสกัดด้วยตัวทำละลายอินทรีย์จากส่วนต่างๆของกานพลู มีฤทธิ์ลดอาการอักเสบ โดยมีผลต่อกระบวนการสังเคราห์พรอสตาแกลนดิน และมีผลต่อเอนไซด์ในกระบวนการอักเสบ โดยเฉพาะเอนไซด์ซัยโคออกซิจีเนส และไนตริกออกไซด์ซินเทส 4) ฤทธิ์ต้านอาการแพ้ ; สารสกัดด้วยน้ำมันจากดอกกานพลูมีฤทธิ์ต้านอาการแพ้ในสัตว์ทดลอง ในการทดสอบผลต้านอาการแพ้ที่เกิดจากการเหนี่ยวนำด้วยสารกระตุ้นการแพ้ต่างๆ เช่น อิมมิวโนโกลโบลิน อี โดยพบว่า กลไกการต้านอาการแพ้ เกิดจากการยับยั้งการหลั่งฮิสตามีน 5) ความเป็นพิษ ; การศึกษาความเป็นพิษสารสกัดจากดอกกานพลู พบว่าไม่ก่อให้เกิดอาการพิษในสัตว์ทดลองเมื่อให้โดยการกินในขนาด 10 กรัมต่อกิโลกรัม และเมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังขนาดของสารสกัดที่ทำให้สัตว์ทดลองตาย 50 อยู่ในช่วงมากกว่า 6 กรัมต่อกิโลกรัม

กะเพรา กะเพรา เป็นไม้ล้มลุก  อายุหลายปี  สูง 30-90 เซนติเมตร  ทั้งต้นมีกลิ่นหอมเฉพาะ ตัว  ลำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม  มีขนปกคลุม  ใบมีกลิ่นฉุน  ใบเดี่ยวเรียงตรง กันข้าม  ขอบใบหยัก  ฟันเลื่อยห่างๆปลายแหลม  ดอกเป็นดอก  กะเพรา มี 3 พันธุ์ คือ  กะเพราแดง  กะเพราขาว  และกะเพราลูกผสมระหว่างกะเพรา แดง  และกะกะเพราขาว กะเพรา ชื่ออื่น : กะเพรา กอมก้อ กอมก้อดง (เชียงใหม่) กะเพราขน (ภากลาง) ห่อกวอซู ห่อดูปลู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อิ่มกิมหลำ (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) อีตู่ไทย (อีสาน) Holy basil, Thai basil ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum tenuiflorum L. วงศ์ : Labiatae (Lamiaceae) ลักษณะทั่วไป : กะเพราเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 30-90 เซนติเมตร ทั้งต้นมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ลำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีขนปกคลุม ใบมีกลิ่นฉุน ใบเดี่ยวเรียงตรงกันข้าม ขอบใบหยัก ฟันเลื่อยห่างๆปลายแหลม ดอกเป็นดอก กะเพรามี 3 พันธุ์ คือ กะเพราแดง กะเพราขาว และกะเพราลูกผสมระหว่างกะเพราแดง และกะกะเพราขาว ใบและกิ่งก้านกะเพราขาวสีเขียวอ่อน ส่วนใบและกิ่งก้านกะเพราแดงสีเขียวแกมม่วงแดง รสและสรรพคุณยาไทย : รสเผ็ดร้อน ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น แกจุกเสียดในท้องท้องอืด 2) แก้คลื่นไส้อาเจียน ( เกิดจากธาตุไม่ปกติ ) วิธีการใช้ : 1) สำหรับการรักษาอาการปวดท้อง ท้องขึ้น ในผู้ใหญ่ ใช้ใบและยอด 1 กำมือ (สดหนัก 25 กรัม แห้งหนัก 4 กรัม ) ชงน้ำดื่มเป็นยาขับลม หรือป่นเป็นผงครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ชงกับน้ำ หรือใช้ใบสด 3-4 ใบ ใส่เกลือเล็กน้อย บดเป็นผงละเอียดผสมกับน้ำผึ้ง หยอดให้เด็กหลังคลอด 2-3 หยด เป็นเวลา 2 วัน จะช่วยขับลมและถ่ายขี้เทา 2) สำหรับรักษาอาการคลื่นไส้ ใช้ใบและยอดสดประมาณ 1 กำมือ ( ประมาณ 25 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม **ข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร **- ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ ใบกะเพรามีน้ำหอมระเหยเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งประกอบด้วย methyl eugenol , caryophyllene, methylchavicol นอกจากนี้ยังประกอบด้วย เบต้าแคโรทีน สเตอรอล และกรดไขมัน ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลการสนับสนุนการใช้สมุนไพรทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ขับลม ; น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ขับลม และสาร eugenol มีฤทธ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมัน และลดอาการจุกเสียด 2) ฤทธิ์ลดการเกิดแผลในกระเพาะ ; การทดลองในสัตว์ทดลองที่เหนี่ยวนำ ให้เกิดแผลในกะเพระด้วย แอสไพริน อัลกอฮอล์ ความเย็น ฮีสตามีน และ pyrolic ligation พบว่าสารสกัดในกะเพราต่อเนื่องนาน 20 วัน สรุปว่าสารสกัดกะเพรามีคุณสมบัติเป็นสารกระตุ้นการป้องกันเซลล์ ( cytoprotective agent ) 3) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; น้ำมันจากเมล็ดกะเพรา ( fixed oil) สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus, bacillus pumilus และ Pseudomonas aeruginosa น้ำมันหอมระเหยจากกะเพราสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อที่ทำให้เกิดสิว (Propionibacteriumacnes ) มีค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (MIC) และค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (MBC) คือ 0.5 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตะมินซี และน้ำมันหอมระเหยจากกะเพรายังมีฤทธิ์ยับยั้งจากเอนไซม์ไลพอกซีจีเนส 5 มีค่าความเข้มข้นที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ที่ร้อยละ 50 เท่ากับ 0.04 ไมโครต่อมิลลิลิตร 4) ฤทธิ์ต้านอักเสบ แก้ปวด แก้ลดไข้ ; สารสกัดด้วยเมทานอลและน้ำ ขนาด 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ให้ผลการยับยั้งอักเสบชนิดเรื้อรังและเฉียบพลันในสัตว์ทดลองได้เทียบเท่ากับ โซเดียมซาลิซัยเลตขนาด 300 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และยังได้ผลแก้ปวดเมื่อทดลองโดยวิธีการกระตุ้นความเจ็บปวดด้วยเตาให้วามร้อน ส่วนการทดสอบฤทธิ์แก้ไขพบว่าได้ผลด้อยกว่าโซเดียมซาลิซัยเลต ในขนาด 300 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม การทดสอบน้ำมันไม่ระเหยจากเมล็ดกะเพรา โดยใช้หนูที่ทำให้อุ้งเท้าบวม ( pawedema) ด้วยคาราจีแนน มีผลการทดลองพบว่าลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนู ที่เกิดจากกรดอะราคิโดนิกและลิวโคไทรอีน จากผลการทดลองสรุปว่าน้ำมันไม่ระเหยจากเมล็ดกะเพราสามารถยับยั้งกระบวนการ อักเสบที่เกิดจากเอนไซม์ซัยโคลออกซีจีเนสในกระบวนการเมตาลิสมของกรดอะราคิโด นิก 5) ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ; ในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่ขึ้นกับอินซูลิน ( non-insulin-dependent diabetes) การทดลองสารสกัดจากใบกะเพราต่อระดับน้ำตาลในเลือดและระดับเรสเตอรอล ในการทดลองทางคลินิกทางเดียวแบบสุ่ม โดยใช้ยาหลอกเป็นกลุ่มควบคุม ( randomized, placebocontrolled crossover single blind trial ) พบว่ากลุ่มที่มีสารสกัดกะเพรามีระดับน้ำตาลในเลือดที่ลดลง ขณะที่ระดับโคเรสเตอรอลลดลงเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก จากผลการทดสอบมีข้อสรุปซึ่งแนะนำให้ใช้กะเพราเป็นอาหารในขณะที่มีการรักษา ด้วยยาในผู้ป่วย NIDDM ระดับอ่อนถึงปานกลาง 6) ฤทธิ์สมานแผล ; การทดลองประเมินผลการสมานแผลของสารสกัดด้วยน้ำกะเพรา โดยใช้หนูทดลองและวัดน้ำหนักของเนื้อเยื่อที่เกิดแกรนูเลชั่น (granulation tissue weight) และระดับเอนไซม์ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทสและเอนไซม์คะตะเลส พบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดด้วยน้ำใบกะเพรา มีการสร้างเนื้อเยื่อขึ้น และมีระดับเอนไซม์ทั้งสองชนิดเพิ่มขึ้น จากผลการทดลองสรุปว่าสารสกัดกะเพราด้วยน้ำมีคุณสมบัติสมานแผลเป็นชนิด คีลอยด์และแผลเป็นที่เนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น ( keloid และ hypertrophicscar

กล้วยน้ำว้า กล้วย น้ำว้าเป็นไม้ล้มลุก  ลำต้นที่เห็นเกิดจากก้านใบหุ้มซ้อนกันจนเป็นลำขนาด ใหญ่สูงประมาณ 25 เมตร ใบสีเขียว  เป็นแผ่นยาว  เส้นของใบจะขนานกัน  แกนใบ จะเห็นชัดเจน  ดอกมีลักษณะที่ห้อยย้อยลงมายาวประมาณ 60-130 เซนติเมตร  เป็น ช่อซึ่งเรียกว่า  หัวปลี กล้วยน้ำว้า ชื่ออื่น : banana, cultivated banana ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa sapientum Linn. วงศ์ : Musaceae ลักษณะทั่วไป : กล้วยน้ำว้าเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นที่เห็นเกิดจากก้านใบหุ้มซ้อนกันจนเป็นลำขนาดใหญ่สูงประมาณ 25 เมตร ใบสีเขียว เป็นแผ่นยาว เส้นของใบจะขนานกัน แกนใบจะเห็นชัดเจน ดอกมีลักษณะที่ห้อยย้อยลงมายาวประมาณ 60-130 เซนติเมตร เป็นช่อซึ่งเรียกว่า หัวปลี และตามช่อนั้นจะมีกาบหุ้มช่อ มีสีแดงปนม่วงเป็นรูปกลมรี ยาว 15-30 เซนติเมตร ส่วนที่เป็นฐานดอกมีเกสรตัวเมีย ส่วนปลายจะมีเกสรตัวผู้ ช่อดอกเมื่อเจริญกลายไปเป็นผลนั้นจะประกอบเป็นหวี เครือละ 7-8 หวี เมื่อออกผลใหม่จะมีสีเขียว เมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง แต่ละต้นจะให้ผลครั้งเดียวแล้วตายไป รสและสรรพคุณยาไทย : ผลดิบ รสฝาด ฤทธิ์ฝาดสมาน ผลสุกเป็นยาระบาย ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) รักษาโรคกระเพาะอาหาร 2) รักษาอาการท้องเสีย ท้องเดิน วิธีการใช้ : ทั้งการใช้รักษาโรคกระเพาะ อาหารและรักษาอาการท้องเดิน ใช้กล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่น ตากแดดประมาณ 2 วัน หรืออบให้แห้งในอุณหภูมิ 50 C และบดเป็นผงรับประทานโดยใช้ผลกล้วยดิบเท่ากับครึ่งถึง 1 ผล ชงน้ำหรือผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่มหรือนำผลกล้วยดิบมาปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้งก่อนอาหารและก่อนนอน ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร รับประทานแล้วอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อ ป้องกันได้โดยใช้ร่วมกับยาขับลม เช่น น้ำขิง พริกไทย เป็นต้น ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบหลักในผลกล้วยดิบเป็นอนุพันธ์แทนนินและ สารประกอบกลุ่มลิวโคซัยยานิดิน นอกจากนั้น ยังมีสารประกอบกลุ่มกลัยโคไซด์ของกรดไขมัน เช่น sitoindosides I, II, IV และอนุพันธ์ของเสตอรอยด์ เช่น 31-norcyclolaudenone, 3-epicycloeucalenol, 3-epicyclomusalenol, 24-methylenepollinastanone, 28-norcyclomusalenone, 24-oxo-29-norcycloartanon ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลการสนับสนุนการใช้สมุนไพรทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์การรักษาแผลในกระพาะอาหาร ; ผงกล้วยสามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหนูขาวเนื่องแอสไพริน อินโดเมธาซิน เฟนิลบิวทาโซน เพรดนิโซโลน และซิสคามีน และยังป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหนูตะเภาเนื่องจากฮีสตามีน และสารสกัดจากกล้วยด้วยเมธานอลสามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหารในสัตว์ทดลอง เช่นกัน 2) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; ผู้ป่วยอุจจาระร่วงจำนวน 31 คน เมื่อรับประทานกล้วยแผ่น ( banana flakes) ขนาด 40 กรัมต่อคน พบว่า สามารถลดอาการท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อ Clostridium difficile ได้ 3) ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ; สารสกัดจากดอกกล้วยสามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วยอัลลอกซาน

กระวานไทย กระวาน ไทยเป็นพืชล้มลุก  มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าเหง้า  ส่วนที่อยู่ เหนือดินสูงได้ ถึง  3 เมตร  ก้านใบเป็นกาบยาว  ใบเรียงสลับกัน  แผ่นใบรูปขอบขนานหรือขอบ ขนานรูปไข่  ปลายใบและโคนใบ และโคนใบแหลม  ขอบใบเรียบ  ดอกออกจากเหง้าเป็น รูปกระบองกลีบดอกสีเหลืองอ่อน  ผลกลมติดเป็นพวงเปลือกเกลี้ยง  เป็นพู  มีสี นวล  เมล็ดขนาดเล็ก  สีน้ำตาลแก่จำนวนมาก  ทั้งผลและเมล็ดมีกลิ่นหอมคล้าย การบูร กระวานไทย ชื่ออื่น :ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amomum krervanh Pierre วงศ์ : Zingiberaceae ลักษณะทั่วไป : กระวานไทยเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าเหง้า ส่วนที่อยู่ เหนือดินสูงได้ถึง 3 เมตร ก้านใบเป็นกาบยาว ใบเรียงสลับกัน แผ่นใบรูปขอบขนานหรือขอบขนานรูปไข่ ปลายใบและโคนใบ และโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอกออกจากเหง้าเป็นรูปกระบองกลีบดอกสีเหลืองอ่อน ผลกลมติดเป็นพวงเปลือกเกลี้ยง เป็นพู มีสีนวล เมล็ดขนาดเล็ก สีน้ำตาลแก่จำนวนมาก ทั้งผลและเมล็ดมีกลิ่นหอมคล้ายการบูร รสและสรรพคุณยาไทย รสเผ็ดร้อน ผล แก้ลม ขับลม แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้ลม และเสมหะให้ปิดธาตุ ขับลมในลำไส้ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้เสมหะ แก้ลมในอก บำรุงธาตุ โลหิตและเจริญอาหาร แก้รำมะนาด แก้สะอึก แก้ธาตุไม่ปกติ รักษาตะมอยหรือตาเดือน แก้อัมพาต เมล็ด แก้โรคธาตุพิการหรืออุจจาระธาตุยาบำรุงธาตุ ยาบำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ปวด ขับลม ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด วิธีการใช้ : นำเมล็ดกระวานไทยมาบดเป็นผง รับประทานครั้งละ 1.5-3 ช้อนชา ( หนัก1-2 กรัม) ชงกับน้ำอุ่น เมล็ดกระวานไทยยังใช้ผสมกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับถ่าย เช่น มะขามแขก เพื่อบรรเทาอาการไซ้ท้อง ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบหลักในเมล็ดกระวานไทยเป็นอนุพันธ์ในกลุ่มน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีองค์ประกอบหลักได้แก่ 3,8,11- trioxa-tetracyclo [4.4.1.02,4.07,9] – undecane ( 1x, 2B, 6x, 7B,9B); 3-carene; thujone; x-terpineol; 4-terpineol; myrtenal; myrtenol; trans-pinocarnenol; diterpene peroxide และองค์ประกอบอื่นๆนอกจากนั้น ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ เช่น วิตามิน เอ และ อี และสารประกอบกลุ่มแทนนิน

กระเทียม กระเทียม เป็นพืชล้มลุกสูง 30 – 45 เซนติเมตร  เป็นพืชลงหัวใต้ดิน  หัวประกอบด้วย กลีบหลายกลีบรวมกัน  มีเปลือกหุ้มหลายชั้น  สีขาวหรือสีขาวอมม่วง  ใบมีสี เขียว หนาแบนและกว้าง 1 – 2.5 เซนติเมตร  ปลายแหลม  โคนมีสีขาวหรือสีเขียว อ่อน กระเทียม ชื่ออื่น : หอมเทียม เทียม หัวเทียม กระเทียมขาว หอมขาว ประเซวา ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium sativum Linn. วงศ์ : Alliaceae ลักษณะทั่วไป : กระเทียมเป็นพืชล้มลุก สูง 30 – 45 เซนติเมตร เป็นพืชลงหัวใต้ดิน หัวประกอบด้วยกลีบหลายกลีบรวมกัน มีเปลือกหุ้มหลายชั้น สีขาวหรือสีขาวอมม่วง ใบมีสีเขียว หนาแบนและกว้าง 1 – 2.5 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนมีสีขาวหรือสีเขียวอ่อน แผ่เป็นแผ่นแบนหุ้มซ้อนกันกลายเป็นลำต้น ดอกเป็นช่อ ก้านช่อยาวเป็นกระจุกที่ปลาย มีดอกย่อยหลายดอก กลีบดอกสีขาวหรือสีขาวอมชมพู มี 6 กลีบ รสและสรรพคุณยาไทย : รสเผ็ดร้อน เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้กลากเกลื้อน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดฟัน ปวดหู และโรคผิวหนัง ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด 2) รักษาโรคกลากเกลื้อน วิธีการใช้ : 1) สำหรับบรรเทาอาการท้องอือ ท้องเฟ้อ รับประทานกระเทียมสดครั้งละประมาณ 5-7 กลีบ หลังอาหารหรือเวลามีอาการ 2) การรักษากลากเกลื้อน ฝานกลีบกระเทียมแล้วนำมาถูบริเวณที่เป็น หรือตำคั้น เอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็น วันละ 3-4 ครั้ง เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน ** ข้อห้ามใช้และข้อระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ ในน้ำมันหอมระเหยจากกระเทียมประกอบด้วยสารประกอบที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ ได้แก่ allicin, diallyl sulfide, diallyl disulfide, diallyl trisulfide, ajoene นอกจากนี้ ยังพบโปรตีนที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น alliumin, allivin ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลการสนับสนุนการใช้สมุนไพรทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; สารสกัดกระเทียมด้วยน้ำ มีฤทธิ์ต้านเชื้อราหลายชนิด เช่น Malassezia furfur, Candida albicans, C.glabrata, C.tropicalis,C.parapsilosis,Trichophyton mentagrophytes, T.rubrum, Microsporum canis, M. gypseum, Epidermophyton fluccosum ในระดับดี (ความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งการเจริญ ต่ำกว่า 1 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร) โปรตีนจากกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อราหลายชนิด เช่น Mycosphaerella arachidicola, Botrytis cinerea, physalospora piricola ทั้งนี้ จากการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของโปรตีน allivin พบว่ามีผลยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนในขั้นตอนการเกิดทรานสเลชั่นใน cell-free rabbit reticulocyte นอกจากการยับยั้งการเจริญของเชื้อราพบว่า allicin จากกระเทียมสามารถยับยั้งการเจริญของจุลชีพอื่นๆทั้งในกลุ่มแบคทีเรีย ได้แก่ Pseudomonas, Escherichia, Salmonella, Staphylococcus, Streptococcus, Klebsiella, Proteus, Bacillus, Clostridium, Shigella dysenteriae, Sh. Flexneri, Sh. Sonnei, Mycobacterium tuberculosis, Helicobacter pylori รวมถึงป้องกันการสร้าง Staphylococcus enterotoxins A, B, C1 และ thermonuclease ยับยั้งการเจริญของพาราไซด์ได้แก่ Giardia lamblia, Leishmania major, Leptomonas colosoma, Crithidia fasciculate และมีฤทธิ์ต้านไวรัส เช่น human cytomegalovirus, influenza B, herpes simplex virus type 1, herpes simplex virus type 2 , parainfluenza virus type 3 , vaccinia virus ,vesicular stomatitis virus, human rhinovirus type 2 2) ฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ; โปรตีน alliumin จากกระเทียมสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว L1210

กระชาย กระชาย เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี  เหง้าใต้ดินมีรูปร่างคล้ายนิ้วมือ  เนื้อในเหง้า มีสีขาว  มีกลิ่นหอมเฉพาะ  ใบเดี่ยวรูปขอบขนานแกมรูปไข่  ดอกช่อ  แทรก ระหว่างกาบใบที่โคนต้น  กลีบดอกสีขาวอมชมพู กระชาย ชื่ออื่น : กะแอน ขิงทราย Finger root ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia pandurata (Roxb.) Schltr. วงศ์ : Zingiberaceae ลักษณะทั่วไป : กระชายเป็นไม้ล้มลุกอายุ หลายปี เหง้าใต้ดินมีรูปร่างคล้ายนิ้วมือ เนื้อในเหง้ามีสีขาว มีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบเดี่ยวรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ดอกช่อ แทรกระหว่างกาบใบที่โคนต้น กลีบดอกสีขาวอมชมพู รสและสรรพคุณยาไทย : รสเผ็ดร้อน ขม แก้ปวดมวนในท้อง แก้ท้องอืดเฟ้อ บำรุงกำลัง แก้ชัก ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะมูลฐาน ++ สรรพคุณ : แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ วิธีการใช้ : นำเหง้าและรากกระชายประมาณ ครึ่งกำมือ ( สด 5-10 กรัม แห้งหนัก 3-5 กรัม) ทุบพอแหลก ต้มเอาน้ำดื่มเวลามีอาการ หรือปรุงเป็นอาหารรับประทาน ** ข้อห้ามใช้และข้อระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) องค์ประกอบหลักจากน้ำมันหอมระเหยจากเหง้ากระชาย ได้แก่ camphor , geraniol , B-ocimena, cineol , camphene , melthylcinnamate 2) นอกเหนือจากน้ำมันหอมระเหย ในเหง้าของกระชายยังมีรายงานองค์ประกอบของสารกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะฟลาโวนอยด์ ได้แก่ panduratins A และ C; hydroxypanduratin A; helichrysetin; 2’ , 4’ , 6’ – trihydroxyhydrochalcone; uvangoletin; cardamonin; pinostrobin; pinostrobin; pinocembrin; alpinetin; sakuranetin; dihydro-5,6 – dehydrokawain ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลการสนับสนุนการใช้สมุนไพรทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; hydroxypanduratin A และ panduratin A จากกระชายมีฤทธิ์ยับยั้ง เอนไซม์โปรดีเอสของไวรัส HIV-1 ในระดับไมโครโมลา 2) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ; hydroxypanduratin A และ panduratin A มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยมีผลยับยั้งการทดสอบอาการปวดที่หูหนูซึ่งเหนี่ยวนำ โดย 12-O-tetradecanoylphorbol-13-acetate (TPA) 3) ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ; สารในกล่มฟาโวนอยด์จากกระชาย เช่น 5-hydroxy-7- methoxyflavanone; panduratin A; 5,7 – dihydroxyflavanone; 2’ , 6’ –dihydroxy-4’ – methoxyflavanone; hydroxypanduratin A มีผลยับยั้งอนุมูลอิสระที่มีผลต่อเซลล์สมองของหนูทดลอง และมีรายงานว่า panduratin A ยับยั้งการปลดปล่อยไนตริกออกไซด์และพรอสตาแกลนดิน E2

กระทือ กระทือ เป็นไม้ล้มลุก  มีเหง้าใต้ดิน  เนื้อในมีสีเหลืองอ่อน  กลิ่น   หอม  ใบ เดี่ยวเรียงสลับ  เป็นรูปหอกแกมขอบขนาน  ด้านล่างของใบมักมีขนนุ่ม  ช่อดอก แทงจากเหง้า  กลีบดอกสีขาวนวล กระทือ ชื่ออื่น : กะแวน กะแอน แสมดำ เฮียวแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber zerumbet Smith วงศ์ : Zingiberaceae ลักษณะทั่วไป : กระทือเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เนื้อในมีสีเหลืองอ่อน กลิ่น หอม ใบเดี่ยวเรียงสลับ เป็นรูปหอกแกมขอบขนาน ด้านล่างของใบมักมีขนนุ่ม ช่อดอกแทงจากเหง้า กลีบดอกสีขาวนวล รสและสรรพคุณยาไทย : รสขมและขื่นเล็กน้อย ขับลม บำรุงน้ำนม แก้ปวดมวน แน่นท้อง แก้บิด ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด วิธีการใช้ : ใช้เหง้าหรือหัวสดขนาดเท่าหัวแม่มือ 2 หัว ( ประมาณ 20 กรัม ) ย่างไฟพอสุก ตำกับน้ำปูนใส คั้นเอาน้ำดื่มเวลามีอาการ ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) องค์ประกอบหลักจากน้ำมันหอมระเหยจากเหง้ากระทือ ประกอบด้วย zeumbone , zeumbone epoxide, x-humulene, camphene, B-caryophyllene, linalool, curzerenone, camphor, isobornbol, 1 , 8 – cineol, diferuloyl methane รวมถึง p-hydroxybenzaldehyde และ vanillin 2) องค์ประกอบอื่นๆที่รายงานได้แก่ สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ เช่น kaempferol 3-0-methylether; kaempferol 3,4 -0-diacetylafzelin สเตอรอยด์ เช่น oxy-2E,9E-humuladien-8-one; stigmast-4-en-3-one และสารอื่นๆ เช่น feruoyl-p-coumaroylmethane; di-p-coumaroylmethane ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลการสนับสนุนการใช้สมุนไพรทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ขับลมและแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ; การศึกษาองค์ประกอบใน น้ำมันหอมระเหย พบว่า zerumbone มีฤทธิ์ต้านการหดเกร็งตัวของลำไส้หนูตะเภา เมื่อทดลองโดยการเหนี่ยวนำลำไส้ส่วน ileum หดเกร็งด้วย spasmogen 2) ฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์ ; สารที่ได้จากเหง้าของกระทือหลายชนิด เช่น 3” , 4” – O – diacetylafzelin, zerumbone, zerumbone epoxide, diferuloyl methane, feruoyl-p-coumaroylmmethane, di-p-coumaroylmethane มีฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์และพบว่า zerumbone ยับยั้งการกระตุ้นการแสดงออกของยีนส์ควบคุม NF – KB ที่เหนี่ยวนำโดยสารก่อมะเร็ง 3) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; สารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มจากเหง้ากระทือ มีฤทธ์ยับยั้งโปรโตซัวกลุ่ม Giardia ในระดับปานกลาง

กระเจี๊ยบแดง กลีบเลี้ยงชงน้ำร้อนหรือต้มน้ำดื่มแก้นิ่ว  แก้ไอ  ลดไข้  ขับปัสสาวะ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน กระเจี๊ยบแดง ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง ส้มปู Jamaica sorrel , roselle ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibicus sabdariffa L . วงศ์ : Malvaceae ลักษณะทั่วไป : กระเจี๊ยบแดงเป็นไม้ล้ม ลุก สูง 1- 2 เมตร ผิวลำต้นค่อนข้างเกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบของต้นที่ยังเล็กและใบที่อยู่ใกล้ดอกบางใบมีแผ่นใบคล้ายรูปไข่และมีขนาด เล็กกว่าใบโดยทั่วไป ซึ่งมีแผ่นใบคล้ายรูปไข่กลับและมีขอบใบเหว้าหยักลึก 3-5 หยัก ปลายหยักแหลม โคนมน เส้นใบออกจากโคนใบ 3-5 เส้น ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่สีเหลืองอ่อน กลางดอกสีแดง ออกตามง่ามใบ ริ้วประดับเรียวแคบ สีแดงมี 8-12 เส้นอยู่เป็นวงรอบกลีบเลี้ยง กลีบเลี้ยงโคนติดกันคล้ายถ้วย ปลายแยกเป็นแฉกรูปสามเหลี่ยมแหลม 5 แฉก แต่ละแฉกมีเส้นกลีบ 3 เส้น กลีบดอกใหญ่สีเหลืองมี 5 กลีบ รูปไข่กลับ โคนกลีบสีแดงเข้ม เกสร เพศผู้มีจำนวนมาก ก้านชูอับเรณูติดกันเป็นหลอดยาว 1-3 เซนติเมตร หุ้มเกสรเพศเมีย อับเรณูสีนวล ขนาดเล็กจำนวนมากอยู่รอบหลอด ก้านเกสรเพศเมียเรียวยาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก ยอดเกสรเพศเมียสีม่วงแดง เป็นตุ่มเล็กและมีขน ผลสีแดง รูปไข่ป้อม ไม่เป็นฝักยาวอย่างกระเจี๊ยบมอญ มีกลีบเลี้ยงที่ขยายใหญ่ รองรับอยู่จนผลแก่ เมล็ดสีน้ำตาล รูปไต ขนาด 4-6 มิลลิเมตร รสและสรรพคุณยาไทย : กลีบเลี้ยงชงน้ำร้อนหรือต้มน้ำดื่มแก้นิ่ว แก้ไอ ลดไข้ ขับปัสสาวะ ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ วิธีการใช้ : ใช้กลีบดอกกระเจี๊ยบแดงแห้งบดเป็นผง 3 กรัม ชงน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว หรือ 30มิลลิลิตร ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนหาย ** ข้อห้ามใช้และข้อระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบหลักในกลีบดอกชั้นนอกของกระเจี๊ยบแดง เป็นอนุพันธ์แอนโธซัยยานิดินและอนุพันธ์ฟลาโวนอยด์ ได้แก่ delphinidin 3 – glucoside 3 , 5-diglucoside,cyaniding 3-glucoside นอกจากนี้ ยังมีกรดอินทรีย์ เช่น (2S,3R)-hydroxycitric acid ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลการสนับสนุนการใช้สมุนไพรทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; ผลการศึกษาในระดับหลอดทดลองพบว่าน้ำมันและสาร ที่ไม่เกิดปฏิกิริยาซาโปนิฟิเคชั่นในน้ำมันมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียแกรมบวกและ แกรมลบหลายชนิด เช่น Salmonella typhi, Staphylococcus albus , Bacillusanthracis แต่ไม่มีผลกับ Pseudomonas aeruginosa และ Proteus vulgaris เช่นเดียวกับผลที่ได้จากการทดสอบด้วยสารสกัดด้วยน้ำร้อนซึ่งมีฤทธิ์ต้าน แบคทีเรีย Stapphylococcus aureus และ Bacillus cereus ** อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาผลของยาชงกระเจี๊ยบในการยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียในระบบ ทางเดินปัสสาวะ พบว่ายาชงกระเจี๊ยบไม่มีผลยับยั้งในผลดังกล่าว 2) ฤทธิ์ขับปัสาวะ ; ผลการศึกษาในของผู้ป่วย โดยใช้น้ำสกัดกระเจี๊ยบแดง พบว่าน้ำสกัดจากกระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะในระดับดี 3) ฤทธิ์ป้องกันการเกิดนิ่ว ; ผลการศึกษาทางคลินิกในอาสาสมัคร สุขภาพดี พบว่าการดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงมีผลทำให้ปัสสาวะเป็นกรดมากขึ้น ระดับความเป็นกรดในระดับไทเทรตได้ (titratable acidity ) มีค่าสูงขึ้น และมีระดับแคลเซียมและอัตราส่วนของแคลเซียมต่อซิเตรตสูงขึ้น สำหรับอาสาสมัครที่ดื่มน้ำกระเจี๊ยบตลอดทั้งสัปดาห์ พบว่าค่าการขับสารต่างๆ เช่น ครีอาตินีน กรดยูริค ซิเตรท ทาร์เตรท แคลเซียม โซเดียม โพแทสเซียม และฟอสเฟต ออกทางปัสสาวะลดลง ยกเว้น การขับออกซาเลตออกทางปัสสาวะที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ อัตราส่วนของสารออกทางปัสสาวะและอัตราส่วนของแคลเซียมที่เปลี่ยนแปลงแสดงให้ เห็นว่า การใช้น้ำกระเจี๊ยบไม่มีผลต่อการป้องกันการเกิดนิ่วในไต ผลการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยโรคนิ่ว โรคทางเดินปัสสาวะ และผู้ป่วยหลังผ่าตัดเนื้องอกของต่อมลูกหมากได้ผลสอดคล้องกับที่ระบุข้างต้น นั่นคือ การใช้น้ำกระเจี๊ยบแดงไม่มีผลต่อการป้องกันการเกิดนิ่วในไตหรือมีผลด้อยกว่า การใช้โพแทสเซียมซิเตรตในการลดปัจจัยการเกิดนิ่ว 4) ความเป็นพิษ ; ผลการศึกษาความเป็นพิษของการสกัดกระเจี๊ยบในสัตว์ ทดลอง ตายครึ่งหนึ่งอยู่ในช่วงมากกว่า 5,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมจนถึงประมาณ 120 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทั้งนี้โดยขึ้นกับชนิดของสัตว์ทดลอง และวิธีการบริหารสารสกัดให้กับสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดสูงขึ้น และทำให้ระดับอัลบูมินในเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงว่า การใช้สารสกัดกระเจี๊ยบแดงเป็นเวลานานอาจมีผลเป็นพิษต่อตับ ถึงแม้ผลการศึกษาระบุว่าไม่มีผลต่อลักษณะของเนื้อเยื่อของตับและหัวใจของ สัตว์โดยรวม

คำแนะนำในการใช้หนังสือสมุนไพรเพื่องานสาธารณะสุขมูลฐาน วัตถุ ประสงค์หลักของการจัดทำหนังสือเล่มนี้  เน้นในการใช้งานของนิสิตนักศึกษาใน สาขาเภสัชศาสตร์การแพทย์แผนไทยและแผนตะวันออก  และนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ การแพทย์ที่มีความสนใจในศาสตร์ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยเป็น หลัก   ข้อมูลในหนังสือจึงเน้นการสรุปย่อข้อมูลการใช้งานสรรพคุณ  และฤทธิ์ ทางเภสัชวิทยาหรือฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีการรายงานในเอกสารต่างๆ  ทั้งๆที่เป็น เอกสารอ้างอิงในระดับปฐมภูมิ  ( เช่นจากรายงานวารสารทางวิทยาศาสตร์ )  และ ระดับตติยภูมิ  ( เช่นจากตำรา  หรือหนังสืออ้างอิงอื่นๆ ) โดยให้ข้อมูล เอกสารอ้างอิงประกอบ  เพื่อให้นิสิตนักศึกษาที่ต้องใช้ข้อมูลนั้นๆ  โดย ละเอียดสามารถไปค้นคว้าเพิ่มเติมได้อีก  อย่างไรก็ตาม  ผู้จัดทำได้พยายาม เรียบเรียงข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ให้เป็นที่เข้าใจง่าย  เพื่อให้ ประชาชนทั่วไปที่สนใจและต้องการหาความรู้เพิ่มเติมสามารถอ่านและทำความเข้า ใจได้ด้วยตนเอง

ข้อควรระวังและข้อห้ามใช้ในการใช้ยาสมุนไพร ถึง แม้นโยบายในการสนับสนุนการใช้สมุนไพรเพื่อการสาธารณสุขมูลฐานจะตั้งอยู่บน พื้นฐานแนวคิดว่าแนวทางการรักษาโรคด้วยสมุนไพรและยาสมุนไพรเป็นแนวทางการ รักษาที่มีความปลอดภัยสูง  และประชาชนสามารถใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาโรคและ อาการผิดปกติต่างๆได้โดยทั่วไป  โดยไม่ต้องกังวลกับโอกาสการเกิดความเป็นพิษ หรืออาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช้ยา  แต่ในความเป็นจริง  พื้นฐานของ การใช้ยาสมุนไพรยังคงอ้างถึงหลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งไม่ต่างจาก แนวคิดการรักษาโรคและอาการผิดปกติต่างๆโดยการใช้ยาแผนปัจจุบัน  นั้น คือ  การเลือกใช้สารเคมีที่เหมาะสม  เพื่อให้สารเคมีเหล่านั้นเข้าไปปรับ ปรุงสภาพความผิดปกติของรางกาย  หรืออีกนัยหนึ่ง  การใช้ยาสมุนไพรยังคงมี ความเสี่ยงที่เกิดจากการยาผิดประเภท  ผิดขนาด  และผิดวิธี  และอาจนำไปสู่ การเกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์  ซึ่งรวมถึงการแพ้ยาและอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่นเดียวกับการใช้ยาแผนปัจจุบันเช่นกัน

ที่มาของรายการสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน แนว ความคิดคิดเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน  เป็นแนวคิดที่ สืบเนื่องและมีพัฒนามาจากแผนพัฒนาสาธารณสุขฉบับที่ 4 ซึ่งริเริ่มให้มีการ กำหนดนโยบายการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย  โดยเน้นการผสมผสาน การแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเข้ากับระบบบริการสาธารณสุขของชุมชน  ทั้งนี้ ใน ทางหนึ่งเพื่อสนับสนุนระบบการพึ่งพาตนเองในด้านการดูแลรักษาตนเองของ ประชาชน  โดยเฉพาะในระดับครอบครัวและในระดับชุมชน นอกจากนี้  ยังมีวัตถุ ประสงค์เพื่อชะลอความรู้และสนับสนุนการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้ประชาชนสามารถ ดูแลรักษาตนเองในกรณีที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย  โดยการเลือกใช้สมุนไพร พื้นฐานที่ใกล้ตัว  มีความปลอดภัย  และมีหลักฐานการใช้ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะ เป็นหลักฐานการศึกษาวิจัยที่มีพื้นฐานในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ หรือหลัก ฐานยืนยันผลการใช้จากภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทย

No Comments

Post A Comment