สมุนไพรสำหรับงานสาธารณะสุขมูลฐาน

Zemanta Related Posts Thumbnail

20 ม.ค. 2011 สมุนไพรสำหรับงานสาธารณะสุขมูลฐาน

มะระขี้นก มะระ ขี้นกเป็นไม้เถาที่มีมือเกาะ  ใบเดี่ยวเรียงสลับ  รูปฝ่ามือ   กว้างและยาว ประมาณ  4-7  เซนติเมตร  ขอบใบเว้าเป็นแฉกลึก  5-7  แฉก  ดอกเป็นดอกเกดี่ย วออกที่ซอกใบแยกเพศ  อยู่บนต้นเดียวกัน  กลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง  ผลเป็นผล สด  รูปกระสวย  ผิวขรุขระมีรสขม รสและสรรพคุณยาไทยราก  แก้พิษ  รักษา ริดสีดวงทวาร  ฝาดสมาน  แก้บิด  ถ่ายอุจจาระ ชื่อ : มะระขี้นก ชื่ออื่น : ผักเหย ผักไห่ มะระ มะร้อยรู มะห่อย มะไห่ สุพะซู สุพะเด ชื่อสามัญ : Balsam apple, balsum pear, bitter cucumber, bitter gourd, Bitter melon, carilla fruit, karela ชื่อวิทยาศาสตร์ : Momordica charantia Linn. วงศ์ : Cucurbitaceae ลักษณะทั่วไป : มะระขี้นกเป็นไม้เถาที่มี มือเกาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝ่ามือ กว้างและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉกลึก 5-7 แฉก ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบแยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเป็นผลสด รูปกระสวย ผิวขรุขระมีรสขม รสและสรรพคุณยาไทย : ราก แก้พิษ รักษาริดสีดวงทวาร ฝาดสมาน แก้บิด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด แผลฝีบวมอักเสบ ปวดฟันที่เกิดจากลมร้อน บำรุงธาตุ เถา บำรุงน้ำดี แก้ไขเพื่อดมมีพิการ แก้พิษทั้งปวง เจริญอาหาร แก้โรคลมเข้าข้อและเท้าบวม แก้ปวดตามนิ้วข้อมือและนิ้วเท้า แก้โรคม้าม แก้โรคตับ ขับพยาธิในท้อง กัดเสมหะ แก้บิด แก้ฝีอักเสบ แก้ปวดฟัน ใบแก้ไข้ ดับพิษร้อน แก้ปากเปื่อยเป็นมขุม ขับพยาธิ ขับระดู ขับลม แก้เสียดท้อง บำรุงธาตุ แก้โรคกระเพาะ แก้บิด บีบมดลูก ทำให้นอนหลับ แก้ปวดศรีษะ แก้ไอเรื้อรัง ขับพยาธิเส้นด้าย ดับพิษฝีที่ร้อน รักษาแผล บำรุงน้ำดี แก้ม้าม แก้ตับพิการ แก้ฟกบวมอักเสบแก้ปวดเนื่องจากลมคั่งในข้อ ทำให้อาเจียน เจริญอาหาร ฟอกโลหิต ดอก แก้พิษ แก้บิดผล แก้พิษฝี แก้ฟกบวม แก้อักเสบ บำรุงน้ำดี ขับพยาธิ แก้ปากเปื่อย ปากเป็นขุม บำรุงระดู แก้พิษ ขับลม แก้คัน แก้ธาตุไม่ปกติ แก้เสียดท้อง แก้โรคผิวหนัง แก้บวม เบาหวาน ฝาดสมาน ทาหิด แก้โรคเม็ดผดผื่นคันในเด็ก แก้หัวเข่าบวม แก้ปวดตามข้อ แก้ม้าม แก้ตับพิการ เจริญอาหาร ใช้มากๆ เป็นยาถ่ายอย่างแรง รักษาโรคเรื้อน ดับร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ทำให้ตาสว่าง แก้บิด ตาบวมแดง แผลเป็นหนอง เมล็ดแก้พิษ เป็นยากระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มพูนลมปราณ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง ทั้งห้า บำรุงน้ำดี ดับพิษทั้งปวง เจริญอาหาร บำรุงน้ำนม แก้ไข้ ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : รักษาอาการเบื่ออาหาร วิธีการใช้ : ใช้ผลมะระอ่อนรับประทานเป็นยาเจริญอาหาร โดยการต้มให้สุกรับประทานร่วมกับน้ำพริก ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** ห้ามรับประทานผลมะระสุกเพราะจะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1)องค์ประกอบทางเคมีในมะระขี้นกเป็นอนุพันธ์กลุ่มไตรเทอร์ปีนอยด์ ทั้งในรูปของซาโปนินรูปกลัยโคไซด์ทั่วไป และรูปอิสระ โดยเฉพาะอนุพันธ์ในกลุ่ม cucurbitacins, momordicins, momordicinins, momordica cucurbitanes นอกจากนั้น ยังมีไตรเทอร์ปีนอยด์อื่นๆ รวมถึงสเตอรอยด์และสเตอรอยดอลซาโปนินอื่นๆ 2)องค์ประกอบทางเคมีอีกกลุ่มหนึ่งมีการรายงานร่วมกับฤทธิ์ทางชีวภาพเช่นกัน คือ กลุ่มโปรตีน 3)นอกเหนือจากองค์ประกอบหลักทั้ง 2 กลุ่มข้างต้น ยังมีการรายงานองค์ประกอบทางเคมีชนิดอื่นๆ ในมะระขี้นก ได้แก่ รงควัตถุกลุ่มแคโรทีนอยด์ซึ้งทำให้เกิดสีในเนื้อผลมะระและกรดอะมิโน เป็นต้น ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1)ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ; ผลการศึกษาฤทธิ์การลดน้ำตาลในเลือดของน้ำคั้นจากผลและสารสกัดด้วยอัลกอฮอล์ จากผลมะระขี้นกดิบ และสารสกัดจากเมล็ดมะระขี้นก พบว่ามีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้ทั้งในสัตว์ทดลองปกติและ สัตว์ทดลองที่เหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน โดยไม่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของตับและไต 2)ฤทธิ์ควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ; โปรตีน MRK29 (MAP-29) จากผลดิบและเมล็ดฤทธิ์เพิ่มกิจกรรมของ TNF ซึ้งส่งผลเพิ่มการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้เกิดผลกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ และจากการศึกษาผลของโปรตีน momorcharin พบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยการเพิ่มระดับอิมมิวโนโกลบิวลิน 3)ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; สารสกัดจากมะระขี้นกมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด และหนอนพยาธิบางชนิด ** สำหรับการศึกษาฤทธิ์ต้านไวรัสของสารสกัดจากมะระขี้นก พบว่า สารสกัดและสารผลิตภัณฑ์จากมะระขี้นกโดยเฉพาะสารกลุ่มโปรตีน มีฤทธ์ต้านไวรัสหลายชนิด รวมถึงมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ของไวรัส เช่นอินติเกรสรีเวิร์ทรานคริปเทส เป็นต้น 4)ฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์ ; สารสกัดจากมะระขี้นก และโปรตีนจากมะระขี้นกมีฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงจากอวัยวะ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เม็ดเลือดขาว ผิวหนังต่อมลูกหมาก เยื่อบุช่องปากและทางเดินอาหาร และกระเพาะปัสสาวะ 5)ฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ; สารสกัดด้วยตัวทำละลายอินทรีย์จากมะระขี้นกมีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยเอธานอล อินโดเมธาซิน และไดเอธิลไดไธโอคาร์บาเมต นอกจากนั้น ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อ Helicobacter pylori ได้ด้วย 6)ความเป็นพิษ ; ระดับความเป็นพิษของสารสกัดจากมะระขี้นกจากการศึกษาในสัตว์ทดลอง ทั้งจากสารสกัดของทั้งต้น และเฉพาะน้ำคั้น หรือสารสกัดด้วยตัวทำลายอินทรีย์ อยู่ในช่วงตั้งแต่ที่ไม่แสดงอาการพิษจนถึงระดับที่มีค่าความเป็นพิษที่ทำให้ สัตว์ทดลองตายร้อยละ 50 ประมาณ 90-600 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม


มะพร้าว มะพร้าว เป็นไม้ยืนต้น  ลำต้นสูงไม่มีกิ่งก้าน  สูง  20-30  เมตร  ใบเป็นใบประกอบใบ ย่อยเรียงสลับเป็นรูปขนนก  ใบย่อยเป็บแผ่นแคบยาว  ปลายใบแหลม  ผิวใบเรียบ เป็นมันสีเขียวแก่  ยาว  2-3 ฟุต  กว้าง  1-2.5  นิ้ว  ดอกเป็นช่อดอก ชื่อ : มะพร้าว ชื่ออื่น : ดุง (จันทบุรี) โพล (กาญจนบุรี) คอส่า (แม่ฮ่องสอน) หมากอุ๋น หมากอูน (ทั่วไป) ชื่อสามัญ : Coconut ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cocos nucifera Linn. วงศ์: Palmae (Arecaceae) ลักษณะทั่วไป : มะพร้าวเป็นไม้ยืนต้น ลำต้นสูงไม่มีกิ่งก้าน สูง 20-30 เมตร ใบเป็นใบประกอบใบย่อยเรียงสลับเป็นรูปขนนก ใบย่อยเป็บแผ่นแคบยาว ปลายใบแหลม ผิวใบเรียบเป็นมันสีเขียวแก่ ยาว 2-3 ฟุต กว้าง 1-2.5 นิ้ว ดอกเป็นช่อดอก ออกบริเวณกาบที่หุ้มดอกฝอย มีขนาดเล็ก กลีบดอก 6 กลีบ ดอกตัวผู้อยู่ที่ปลายช่อ ดอกตัวเมียอยู่ที่โคนช่อ ผลเป็นทรงกลม เปลือกนอกเรียบ ผลแก่มีสีเขียว เมื่อสุกมีสีน้ำตาลเทา เปลือกชั้นกลางมีเส้นใย ชั้นในแข็งและมีเนื้อผลสีขาว ภายในมีน้ำใส ++ รสและสรรพคุณยาไทย ++ ดอกมะพร้าวมีรสฝาดหอม สรรพคุณบำรุงโลหิต แก้ปากเปื่อย รากมีรสหวานฝาดเย็น แก้ไข้ตัวร้อน แก้ท้องเสีย แก้ไขรากสาด รากอากาศรสฝาดเย็น แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ท้องเสีย น้ำมะพร้าวรสหวาน บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลียทำให้จิตใจแช่มชื่นบำรุงครรภ์รักษา ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก วิธีการใช้ : น้ำมันมะพร้าวปรุงเป็นยารักษาแผลไฟไหม้ โดยน้ำมันมะพร้าว 1 ส่วน ใส่ในภาชนะคนพร้อมๆ กับเติมน้ำปูนใส 1 ส่วนทีละน้อย พร้อมกับคนไปด้วยจนเข้ากันดี แล้วทาที่แผลบ่อยๆ ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ เนื้อมะพร้าวประกอบด้วยกรดไขมันอิสระหลายชนิด ในปริมาณที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาและบริเวณที่สะสม โดยพบ lauric acid มากที่สุดและ Y-linolenic acid น้อยที่สุด นอกจากนั้นยังพบกรดไขมันในรูปไตรกลีเซอไรด์ ในน้ำมันมะพร้าวพบสารประกอบไฮโดรคาร์บอน และอนุพันธ์ในรูปแอลกอฮอล์ คีโทน กรดไขมัน เอสเทอร์ และอนุพันธ์อื่นหลายชนิด ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ ไม่พบรายงานวิจัยที่เกี่ยวกับการรักษาแผลไฟไหม้หรือการสมานแผล แต่พบรายงานการศึกษาการซึมผ่านของกรดไขมันเข้าสู่ผิวหนังในทารกที่คลอดก่อน กำหนด โดยทาน้ำมันมะพร้าวผสมกับน้ำมัน Meadowform ที่ผิวเด็กคลอดก่อนกำหนด พบว่ามีผลทำให้เพิ่มระดับกรดไขมันในเลือดมากขึ้น และส่งผลให้น้ำหนักตัวทารกเพิ่มขึ้น

มะนาว มะนาว เป็นไม้พุ่ม  สูง  2-4  เมตร  กิ่งอ่อนมีหนาม  ใบประกอบชนิดมีใบย่อยใบเดียว เรียงสลับ  รูปไข่  รูปวงรี  หรือ  รูปไข่แกมขอบ ขนาน  กว้าง  3-5  เซนติเมตร  ยาว  4-8  เซนติเมตร  เนื้อใบมีจุดน้ำมัน กระจาย  ก้านใบมีครีบเล็กๆ  ดอกเดี่ยวหรือช่อ  ออกที่ปลายกิ่ง  และที่ซอก ใบ  กลีบดอกสีขาว  กลิ่นหอม  ร่วงง่าย  ผลเป็นผลสด  กลมเกลี้ยงฉ่ำน้ำ ชื่อ ; มะนาว ชื่ออื่น : Citron,Citrus medica ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrus aurantifolia (Christm. Et. Panz) Swing. วงศ์ : Rutaceae ลักษณะทั่วไป : มะนาวเป็นไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร กิ่งอ่อนมีหนาม ใบประกอบชนิดมีใบย่อยใบเดียวเรียงสลับ รูปไข่ รูปวงรี หรือ รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 4-8 เซนติเมตร เนื้อใบมีจุดน้ำมันกระจาย ก้านใบมีครีบเล็กๆ ดอกเดี่ยวหรือช่อ ออกที่ปลายกิ่ง และที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว กลิ่นหอม ร่วงง่าย ผลเป็นผลสด กลมเกลี้ยงฉ่ำน้ำ รสและสรรพคุณยาไทย : เปลือกผลรสขม ช่วยขับลม น้ำมะนาวรสเปรี้ยวเป็นยาขับเสมหะ ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1)แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด 2)แก้ไอ ระคายคอจากเสมหะ วิธีการใช้ : 1)สำหรับบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้เปลือกของผลสดประมาณครึ่งผล คลึงหรือทุบเล็กน้อยพอให้น้ำมันออกชงน้ำร้อนดื่มเวลามีอาการ 2)สำหรับแก้ไอ ระคายคอ ใช้ผลสดคั้นน้ำจะได้น้ำมะนาวเข้มข้น ใส่เกลือเล็กน้อยจิบบ่อยๆ หรือทำเป็นน้ำมะนาวใส่เกลือและน้ำตาลปรุงให้รสจัด ดื่มบ่อยๆ ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1)องค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผลมะนาว มีองค์ประกอบเป็นโมโนเทอร์ปีน และเซสควิเทอร์ปีน 2)องค์ประกอบหลักทางเคมีในเปลือกมะนาวนอกเหนือจากน้ำมันหอมระเหย ได้แก่อนุพันธ์กลุ่มคูมาริน และฟลาโวนอยด์ 3)องค์ประกอบอื่นๆ ได้แก่ อนุพันธ์กรดอินทรีย์ ในส่วนคิวตินของเปลือกผล และมะนาวเป็นผลไม้ที่เป็นแหล่งที่มาของวิตามินซี ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1)ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ; สารสกัดด้วยเมธานอลจากผลมะนาวมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลชีพหลายชนิด ได้แก่ Escherichia coli, Enterobacter clocae, เป็นต้น

มะคำดีควาย มะ คำดีควายเป็นไม้ยืนต้นสูงได้ถึง  42 เมตร  เปลือกต้นสีเทา  แผ่กิ่งก้าน สาขา  แตกใบที่ส่วนปลายของลำต้น  ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก  ใบย่อยรูปขอบ ขนาน  ออกตรงกันข้ามหรือทแยงกันเล็ก น้อย  มี  6-13 คู่  กว้าง  3.5  เซนติเมตร  ยาว  7-16  เซนติเมตร  โคนใบ เฉียง  ปลายใบมนถึงเรียวแหลมเป็นติ่งยาว  ผิวใบเรียบทั้งสองด้าน  ดอกออก เป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่ง  อาจยาวได้ถึง 35  เซนติเมตร  ดอกย่อยมีขนาด เล็ก  สีขาว ชื่อ : มะคำดีควาย ชื่ออื่น : มะคำดีควาย ประคำดีควาย มะซัก หมากซัก ส้มป่อยเทศ ชื่อสามัญ : Soap nut, soapberry tree ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sapindus rarak DC.,Sapindus emarginatus Vahl วงศ์ : Sapindaceae ลักษณะทั่วไป : มะคำดีควายเป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 42 เมตร เปลือกต้นสีเทา แผ่กิ่งก้านสาขา แตกใบที่ส่วนปลายของลำต้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยรูปขอบขนาน ออกตรงกันข้ามหรือทแยงกันเล็กน้อย มี 6-13 คู่ กว้าง 3.5 เซนติเมตร ยาว 7-16 เซนติเมตร โคนใบเฉียง ปลายใบมนถึงเรียวแหลมเป็นติ่งยาว ผิวใบเรียบทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่ง อาจยาวได้ถึง 35 เซนติเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็ก สีขาว กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ รูปไข่กว้าง 1.5-2 มิลลิเมตร ยาว 2-4 มิลลิเมตร มีขนด้านนอก กลีบดอก 4 กลีบ รูปไข่ถึงรูปรี กว้าง 1-2 มิลลิเมตร ยาว 3 มิลลิเมตร เกสรตัวผู้มี 8 อัน ก้านเกสรอาจยาวถึง 2.4 มิลลิเมตร มีขน รังไข่มี 3 ห้อง ผลมี 3 พูส่วนใหญ่ฝ่อไป 1 หรือ 2 พู ผลค่อนข้างกลม เมื่อแก่และแห้งผิวของผลจะย่น มีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ รสและสรรพคุณยาไทย : ผล แก่รสขม สรรพคุณ แก้กาฬภายใน ดับพิษทั้งปวง บำรุงน้ำดี ต้มเอาฟองสุมศีรษะเด็ก แก้หวัดคัดจมูก สุมเป็นถ่านมีสรรพคุณดับพิษร้อนภายใน แก้พิษไข้ พิษซาง แก้หอบเนื้องจากปอดชื้นและปอดบวม รากมีรสเฝื่อนขม แก้ริดสีดวง มองคร่อ หืด ไอ ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : รักษาชันนะตุในเด็ก วิธีการใช้ : ใช้ผลประมาณ 5 ผล ทุบพอแตก ต้มกับน้ำประมาณ 1 ถ้วย ทาที่หนังศีรษะบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น จนกว่าจะหาย ระวังอย่าให้เข้าตาจะทำให้แสบตา หรือใช้ผล 1 ผล แกะเอาแต่เนื้อมาตีกับน้ำจนเกิดฟองแล้วนำมาสระผมเด็กวันละ 1 ครั้งจนกว่าจะหาย ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1)องค์ประกอบหลักทางเคมีจากเนื้อผลเป็นอนุพันธ์ไตรเทอร์ปีนอยด์ ทั้งในรูปที่เป็นอะกลัยโคนอิสระและในรูปซาโปนิน 2)องค์ประกอบอื่น ได้แก่ อนุพันธ์กรดไขมันและแอลกอฮอล์ และน้ำตาล ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1)ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; การศึกษาฤทธิ์ต้านจุลชีพของสารสกัดจากผลมะคำดีควาย ส่วนใหญ่รายงานว่าตัวอย่างสารสกัดมีฤธิ์ต้านเชื้อราที่ก่อโรคผิวหนัง การศึกษาทางคลินิกในฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วย การทดลองโดยการทาสารสกัดเอทานอลของผลมะคำดีควายความเข้มข้นร้อยละ 2 พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อรา นอกจากนั้นการใช้แชมพูจากสารสกัดจากผลมะคำดีควายความเข้มข้น 5 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ทำให้เส้นผมสะอาดและลดอาการคันศีรษะ 2)ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ; การทดลองทางคลินิกโดยใช้น้ำสกัดมะคำดีควายฉีดเข้าช่องท้อง พบว่ามีฤทธิ์ลดการอักเสบ 3)ฤทธิ์อื่นๆ ; สารสกัดซาโปนินของมะคำดีควายมีฤทธิ์ฆ่าหอย และจากเนื้อผลมะคำดีควายมีฤทธิ์ลดการเคลื่อนที่ของอสุจิและลดความเข้มข้นของอสุจิในหนูขาว

มะขามป้อม มะขาม ป้อมเป็นไม้ยืนต้น  สูง  8-20  เมตร  ใบเดี่ยว  เรียงสลับ  รูปขอบ ขนาน  กว้าง  0.25-0.5  เซนติเมตร  ยาว  0.8-1.2  เซนติเมตร  ดอกช่อออหก เป็นกระจุกที่ซอกใบ  แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน  ดอกย่อยสีนวล  ผลเป็นผลสด รูปกลม  ผิวเรียบ   มีเส้นพาดตามยาว  6  เส้น   เมล็ดกลม  สีเขียวเข้ม ชื่อ : มะขามป้อม ชื่ออื่น : – ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus emblica Linn. (syn. Emblica officnalis Gaertn.) วงศ์ : Euphorbiaceae ลักษณะทั่วไป : มะขามป้อมเป็นไม้ยืนต้น สูง 8-20 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 0.25-0.5 เซนติเมตร ยาว 0.8-1.2 เซนติเมตร ดอกช่อออหกเป็นกระจุกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกย่อยสีนวล ผลเป็นผลสดรูปกลม ผิวเรียบ มีเส้นพาดตามยาว 6 เส้น เมล็ดกลม สีเขียวเข้ม รสและสรรพคุณยาไทย : ผลสด มีรสเปรี้ยวอมฝาดเป็นยาบำรุง ทำให้สดชื่นแก้กระหายน้ำ แก้ไอ แก้หวัด กระตุ้นน้ำลาย ละลายเสมหะ ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้คอแห้ง ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : บรรเทาอาการไอ ระคายคอจากเสมหะ วิธีการใช้ : ใช้เนื้อผลแก่สดครั้งละประมาณ 2-3 ผล โขลกพอแหลก แทรกเกลือเล็กน้อย อมหรือเคี้ยวรับประทาน วันละ 3-4 ครั้ง ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์แทนนินและฟลาโวนอยด์ นอกจากนี้ ยังพบองค์ประกอบอื่นๆ เช่น สเตอรอยด์ น้ำมันไม่ระเหยและ ascorbic acid ++ ฤทธิ์ทางเภสัช++วิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1)ฤทธิ์ลดอาการไอ ; จากการทดลองในสัตว์ทดลองโดยการเหนี่ยวนำให้เกิดอาการไอ พบว่าสารสกัดมะขามป้อมสามารถลดอาการไอได้ดี และสารสกัดมะขามป้อมมีฤทธิ์ดีกว่าดรอโปรปิซีนแต่มีฤทธิ์น้อยกว่าโคเดอีน 2)ฤทธิ์แก้ปวดลดไข้ ; สารสกัดด้วยน้ำและเอธานอลจากมะขามป้อมสามารถลดไข้ที่เหนี่ยวนำด้วยยีสต์ในหนูและลดอาการปวดในหนูเมื่อเหนี่ยวนำด้วยกรดอะซีติก 3)ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; สารสกัดด้วยน้ำและเอธานอลจากมะขามป้อมสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย 4)ฤทธิ์ปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกัน ; สารสกัดจากมะขามป้อมมีผลต่อภูมิคุ้มกันโดยเพิ่มการทำงานของ natural killer cell และ มีผลต่อการสร้างแอนติบอดีในสัตว์ทดลอง

มะขามแขก มะขาม แขกเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก  ต้นสูงประมาณ  1-1.5  เมตร  ใบเป็นใบประกอบ  มีใบ ย่อย 3-9 คู่ ดอกเป็นช่อสีเหลืองคล้ายดอกขี้เหล็ก  ฝัก กว้าง  1.5-2  เซนติเมตร  ยาวประมาณ  5  เซนติเมตร  ลักษณะฝักคล้ายฝักถั่ว แปบหรือสีเสียด  เมล็ดในฝักมีประมาณ  4-8  เมล็ด ฝักมีสีเขียวอ่อนกว่าสีของ ใบ ชื่อ : มะขามแขก ชื่ออื่น : – ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia angustifolia Vahl (syn. Senna alexandrina Mill.;Cassia senna L.) วงศ์ : Caesalpiniaceae ลักษณะทั่วไป : มะขาม แขกเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ต้นสูงประมาณ 1-1.5 เมตร ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3-9 คู่ ดอกเป็นช่อสีเหลืองคล้ายดอกขี้เหล็ก ฝักกว้าง 1.5-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ลักษณะฝักคล้ายฝักถั่วแปบหรือสีเสียด เมล็ดในฝักมีประมาณ 4-8 เมล็ด ฝักมีสีเขียวอ่อนกว่าสีของใบ รสและสรรพคุณยาไทย : – ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : ใช้เป็นยาระบายชนิดกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว วิธีการใช้ : 1)ใช้ใบแห้ง 1-2 กำมือครึ่ง (หนัก 3-10 กรัม) ต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้วิธีบดเป็นผงชงน้ำดื่ม หรือใช้ฝัก 4-5 ฝัก ต้มกับน้ำดื่ม หรือ 2)ใช้ใบ 2 กรัมหรือฝัก 10-15 ฝัก ขิงประมาณ 1 กรัม หรือก้านพลู 1-2 ดอก ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว 5 นาที เติมเกลือเล็กน้อย รับประทานครั้งเดียว ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** สตรีมีครรภ์หรือมีประจำเดือน ห้ามรับประทาน ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ มะขามแขกมีสารอนุพันธ์แอนธราควิโนนและแอนธรานอยด์เป็น ประกอบหลัก ทั้งในรูปที่เป็นกลัยโคไซด์และรูปอิสระ นอกจากนี้ ยังมีอนุพันธ์ฟลาโวนอยด์ เช่น pinitol, kaempferol และ isorhamnetin และสารกลุ่มอื่นๆ เช่นสเตอรอล เรซิล และมิวซิเลจ ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1)ฤทธิ์เป็นยาระบาย ; จากการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากหรือมะเร็ง กระเพาะปัสสาวะที่มีอาการท้องผูก เทียบระหว่างการใช้ยาแคลเซียมเซนโนไซด์จากใบมะขามแขก ** สำหรับการใช้ยาระบายมะขามแขกสำหรับการเตรียมผู้ป่วยก่อนผ่าตัด การทดลองต้านคลินิกในการถ่ายท้องผู้ป่วยก่อนผ่าตัด โดยเปรียบเทียบระหว่างยาเม็ดมะขามแขกและสารละลายโซเดียมฟอสเฟต พบว่ายาทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน และยาเม็ดมะขามแขกให้ผลข้างเคียงน้อยกว่าและมีรสชาติที่ดีกว่าสารละลาย โซเดียมฟอสเฟต

มะขาม มะขาม เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่  แตกกิ่งก้านสาขาตรงส่วนยอดของต้น  เนื้อแข็ง เหนียวมาก  สูงประมาณ  60  ฟุต  เปลือกมีสีน้ำตาลอ่อนแตกสะเก็ดเป็นร่อง เล็กๆ  ใบเป็นใบประกอบ  ใบย่อยเป็นรูปขอบขนานมีขนาดเล็กมากออกเป็น คู่ๆ  เรียงกันตามก้านใบปลายใบและโคนใบมนสีเขียวแก่ ชื่อ อื่น : มะขามไทย (ภาคกลาง) มะขามกระดาน มะขามขี้แม้ว บักขาม (อีสาน) ม่องโคล้ง มอลเล ส่ามอเกล หมากแกง (แม่ฮ่องสอน) อำเปียก (สุรินทร์) ตะลูบ (โคราช) ขาม (ใต้) Common name : Tamarind ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tamarindus indica Linn. วงศ์ : Caesealpiniaceae ลักษณะทั่วไป : มะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาด กลางถึงใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขาตรงส่วนยอดของต้น เนื้อแข็งเหนียวมาก สูงประมาณ 60 ฟุต เปลือกมีสีน้ำตาลอ่อนแตกสะเก็ดเป็นร่องเล็กๆ ใบเป็นใบประกอบ ใบย่อยเป็นรูปขอบขนานมีขนาดเล็กมากออกเป็นคู่ๆ เรียงกันตามก้านใบปลายใบและโคนใบมนสีเขียวแก่ ดอกขนาดเล็ก ออกเป็นช่อที่บริเวณปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลืองมีจุดประสีแดงอยู่ตรงกลางดอก ผลเป็นฝักกลมยาว มีรอยคอดเป็นปล้อง รสเปรี้ยวเผปลือกนอกเปราะสีเทาอมน้ำตาล เนื้อผลเมื่อแรกมีสีเหลื่องอ่อน เมื่อแก่จัดมีสีน้ำตาลเมล็ดรูปค่อนข้างกลม รสและสรรพคุณยาไทย : ใบแก่ ขับแสมหะ ฟอกโลหิต ขับเลือดและลมในลำไส้ แก้บิด แก้ไอ เนื้อในฝักกัดเสมหะ แก้ท้องผูก แก้กระหายน้ำ เปลือกเมล็ด แก้ท้องร่วง คุมธาตุ แก้อาเจียน สมานแผลและบดเป็นผงละลายน้ำปิดแผลในคนที่เป็นโรคเบาหวาน เมล็ด ขับพยาธิไส้เดือน รกมะขาม แก้ท้องเสีย เปลือกต้น แก้เหงือกปวม ฆ่าแมลงกินฟัน แก่น กล่อมเสมหะและโลหิต ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1)รักษาอาการท้องผูก 2)รักษาอาการไอ ระคายคอจากเสมหะ วิธีการใช้ : 1)สำหรับรักษาอาการท้องผูก ใช้เนื้อในฝักแก่ นำเนื้อมะขามหรือมะขามเปียกจาก 10-20 ฝัก (หนัก 70-150 กรัม) จิ้มเกลือรับประทาน แล้วดื่มน้ำตามมากๆ หรือดื่มน้ำคั้นใส่เกลือเล็กน้อยดื่มเป็นน้ำมะขาม 2)สำหรับรักษาอาการไอและกัดเสมหะ ใช้เนื้อในฝักแก่จิ้มเกลือรับประทาน หรืออาจคั้นเป็นน้ำมะขามแทรกเกลือเล็กน้อยและจิบบ่อยๆ ไม่ใส่น้ำแข็ง ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบทางเคมีที่มีการรายงานได้แก่ อนุพันธ์ฟลาโวนอยด์ นอกจากนั้น ยังพบกรดไขมัน และโปรตีน เป็นต้น ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1)ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ; จากการทดลองในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดชั้นน้ำจากเมล็ดมะขามสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดในหมู่ที่ เหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วยสเตรปโตโซโตซิน และมีผลเพิ่มปริมาณกลัยโคเจนที่ตับและกล้ามเนื้อ เพิ่มการทำงานของเอนไซม์กลูโคส-6-ฟอสเฟต ดีไฮโดรจีเนสในตับของหนูที่เป็นเบาหวาน รวมทั้งมีผลลดปริมาณเอนไซม์ กลูโคส-6-ฟอสฟาเทส ในตับเอนไซม์กลูตาเมตออกซาโลอะซีเตท ทรานอะมิเทส และกลูตาเมตพัยรูเวท ทราอะมิเนสในตับและไตลงสู่ระดับปกติ 2)ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด ; การทดลองในสัตว์ทดลอง พลว่าสารสกัดเอธานอลจากเนื้อมะขามมีผลลดระดับโคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มเอชดีแอล และมีผลลดความเสี่ยงของการเกิดสภาวะหลอดเลือดแข็งตัวได้ 3)ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ; สารสกัดจากเนื้อมะขามมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดสอบโดยวิธี 2,2 –diphenyl- (DPPH) และวิธี superoxide radical และลดการเกิดปกิกิริยาลิปิดเปอร์ออกซิเดชั่นเมื่อทดสอบโดย (TBARS) รวมถึงมีผลต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดลองในสัตว์ทดลอง โดยการตรวจวัดการทำงานของเอนไซม์ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส คะตะเลส และกลูไธโอนเปอร์ออกซิเดส ** จากการทดสอบโดยใช้วิธี hypoxanthine/xanthine oxidase และวิธี 2- deoxyguanosine พบว่าสารสกัดด้วยเมธานอลจากเมล็ดมะขามมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้น้อยกว่า สารสกัดจากเปลือกเมล็ด 4)ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ; สารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มจากเนื้อในฝักมะขาม สามารถลดอาการบวมของเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยคาร์ราจีแนน ส่วนสารสกัดด้วยน้ำและสารสกัดด้วยเอธานอลมีฤทธิ์ในการลดอาการบวม 5)ความเป็นพิษ ; ผลการศึกษาในสัตว์ทดลอง พบว่าส่วนสกัดโพลีแซคคาไรด์จากเมล็ดมะขามไม่ก่อให้เกิดอาการพิษในสัตว์ทดลอง ส่วนการศึกษาความเป็นพิษต่อตัวอ่อนในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดจากผลไม่แสดงอาการพิษ และไม่มีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

มะเกลือ มะเกลือ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  ใบรูปไข่รี  ปลายแหลม  ดอกเป็นช่อใหญ่ ประกอบด้วยดอกเล็ก  สีเหลืองอมเขียว  ผลกลมสีเขียวแก่กลายเป็นสีดำ ชื่ออื่น : มะเกีย (ภาคเหนือ) เกลือ (ภาคใต้) หมักเกลือ (ตลาด) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros mollis Griff. วงศ์ : Ebenaceae ลักษณะทั่วไป : มะเกลือเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบรูปไข่รี ปลายแหลม ดอกเป็นช่อใหญ่ประกอบด้วยดอกเล็ก สีเหลืองอมเขียว ผลกลมสีเขียวแก่กลายเป็นสีดำ รสและสรรพคุณยาไทย : รสเบื่อเมา สรรพคุณถ่ายพยาธิตัวตืด และพยาธิไส้เดือนตัวกลม ++สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : ยาถ่ายพยาธิ โดยเฉพาะพยาธิปากขอ และพยาธิเส้นด้าย วิธีการใช้ : ใช้ผลสดสีเขียว ไม่ช้ำ ไม่ดำ จำนวนเท่ากับอายุของคนไข้ (1ปี ต่อ 1 ผล) แต่ไม่เกิน 25 ผล (คนไข้ที่มีอายุเกินกว่า 25 ปี ก็ใช้เพียง 25 ผล) นำมาโขลกพอแหลกแล้วผสมกับหัวกะทิสด (2 ช้อนชาต่อมะเกลือ 1 ผล) คั้นเอาแต่น้ำดื่มให้หมดก่อนรับประทานอาหารเช้า ถ้า 3 ชั่วโมงแล้วยังไม่ถ่ายให้ใช้ยาระบาย เช่น ดีเกลือ 2 ช้อนโต๊ะละลายน้ำดื่มตามลงไป ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** 1)เด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบหญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงหลังคลอดบุตรใหม่ ๆ ห้ามใช้ยานี้ 2)ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารหรือมีอาการปวดท้องถ่ายอุจจาระผิดปกติบ่อยๆ หรือผู้ที่มีอาการไข้ ห้ามใช้ยานี้ 3)บางคนอาจแพ้ยานี้ ทำให้เกิดอาการท้องเดินบ่อยครั้ง ใจสั่น แน่นหน้าอก เวียนศรีษะ อาเจียน ตามัว ถ้ารุ่นแรงอาจถึงตาบอดได้ ถ้าเกิดอาการดังกล่าวให้พาไปพบแพทย์ โดยด่วน 4)การเตรียมยาไม่ควรเตรียมยาครั้งละมากๆ การบดยาควรใช้ครกหิน โขลกพอแหลก 5)ห้ามใช้น้ำปูนใสผสมยา ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ ผลมี diospyrol,3-methylnaphthalene-1,8-diol,oleanolic acid,betulin,lupeol,lupenone และ elliptinone ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1)ฤทธิ์ขับพยาธิ; ผลการศึกษาฤทธิ์การขับพยาธิของผลมะเกลือในสุนัข พบว่า สามารถขับพยาธิ Toxicara canis (พยาธิไส้เดือนในสุนัข) และ Ancyclostoma canium (พยาธิปากขอในสุนัข) สารสกัดจากผลมะเกลือเทียบกับยาถ่ายพยาธิได้แก่ มีเบนดาโซลและพัยแรนเทล พบว่า มะเกลือให้ผลรักษาที่ดีเทียบเท่ากับยามาตรฐานสำหรับกรณีการติดเชื้อพยาธิปาก ขอ แต่ผลการรักษาด้อยกว่าในกรณีของพยาธิเส้นด้ายและพยาธิไส้เดือน 2)ความเป็นพิษ; ผลการศึกษาในสัตว์ทดลอง พบว่า เมื่อให้หนูถีบจักรกินสารสกัดผลมะเกลือด้วยเอธานอลขนาดที่ทำให้สัตว์ตายร้อย ละ 50 มีค่า 2.56 กรัมต่อกิโลกรัม ผลแห้งและน้ำคั้นจากผลเป็นพิษต่อคน

ฟ้าทะลายโจร ฟ้า ทะลายโจนเป็นไม้ล้มลุก  สูง  0.5-1 เมตร  ลำต้นสี่เหลี่ยม  ตั้งตรง  แตก กิ่งก้านสาขามากมาย  ใบเรียว  กว้างประมาณ  1  เซนติเมตร  ดอกเป็นดอก ช่อ  ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวมีรอยประสีม่วงแดง  กลีบดอกด้านบนมี  3  หยักด้าน ล่างมี  2  หยัก  ผลเป็นฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง  เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ฟ้าทะลายโจร ชื่ออื่น : ฟ้าทะลาย น้ำลายพังพอน หญ้ากันงู ฟ้าสาง เขยตายยายคลุม สามสิบดี เมฆทะลาย ฟ้าสะท้าน ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata Wall. Ex Nees. วงศ์ : Acanthaceae ลักษณะทั่วไป : ฟ้าทะลายโจนเป็นไม้ล้มลุก สูง 0.5-1 เมตร ลำต้นสี่เหลี่ยม ตั้งตรง แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ใบเรียว กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวมีรอยประสีม่วงแดง กลีบดอกด้านบนมี 3 หยักด้านล่างมี 2 หยัก ผลเป็นฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ต้นและใบมีรสขมมาก รสและสรรพคุณยาไทย : รสขมเย็น ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1)แก้อาการท้องเสีย 2)รักษาฝี แผลพุพอง 3)ลดไข้ วิธีการใช้ : 1)สำหรับรักษาอาการท้องเสีย และลดไข้ ใช้ในรูปแบบยาลูกกลอน โดยใช้ใบฟ้าทะลายโจนสด ล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้งในที่ร่มที่ระบายอากาศดี บดเป็นผงให้ละเอียดปั้นเป็นลูกกลอนกับน้ำผึ้ง รับประทานครั้งละ 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน หรือใช้ในรูปยาดองเหล้า โดยใช้ใบฟ้าทะลายแห้งเขย่าให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในขวดแก้ว ใช้เหล้าโรงแช่ให้ท่วมยาเล็กน้อย ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดหรือคนยาวันละ 1 ครั้ง พอครบ 7 วัน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในขวดที่มิดชิดและสะอาด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร 2)สำหรับรักษาฝี แผลพุพอง ใช้ใบฟ้าทะลายโจรตำพอกฝี หรือคั้นน้ำทาบริเวณที่เป็นแผลพุพอง ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบหลักทางเคมีเป็นอนุพันธ์ไดเทอร์ปีนกลุ่มแลบ เดน นอกจากนั้นยังพบสารกลุ่มอื่น ๆ เช่น อนุพัน์เฟนิลโพรพานอยด์ สเตอรอยด์ และฟลาโวนอยด์ นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่มแซนโธน เช่น 1,8-di-hydroxy- 3,7-dimethoxy-xanthone;4,8; ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1)ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; ผลการศึกษาในผู้ป่วยท้องร่วงเฉียบพลัน โดยใช้ผงใบและลำต้นฟ้าทะลายโจรพบว่ามีผลในการลดจำนวนของเชื้อ Shigella แต่จะไม่มีผลในการลดเชื้อ Vibrio cholela อย่างไรก็ตามการรายงานผลการศึกษาการต้านเชื้อแบคทีเรียเท่าที่มีในปัจจุบัน ยังคงขัดแย้งกัน เนื้องจากมีรายงานทั้งที่ระบุว่า ตัวอย่างสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อได้อนุพันธ์แซ นโธนจากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อมาลาเรีย (Plasmodium falciparum) 2)ฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน ; สารสกัด ชั้น ไดคลอโรมีเธน ของฟ้าทะลายโจรมีผลเพิ่มภูมิคุ้มกัน รวมถึงมีฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ทั้งนี้คาดว่า ฤทธิ์การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของฟ้าทะลายโจรมีผลลดความรุนแรงของโรคหวัด ลดอาการอ่อนเพลีย หนาวสั่น เจ็บคอ และปวดเมื้อยกล้ามเนื้อ 3)ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ; และสารสกัดด้วยเอธานอลจากใบฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ทำให้เม็ดเลือดที่ถูกกระตุ้น ด้วย LPS ลดการสร้าง TNF โดยขึ้นกับขนาดของสารทดสอบแต่ไม่รบกวนการสร้าง IL-1 B และ IL-64 4)ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ; สารสกัดจากฟ้าทะลายโจรมีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดขอสัตว์ทดลองที่กระตุ้นให้เป็นเบาหวานโดยอัลลอกแซน 5)ฤทธิ์อื่นๆ ; กลัยโคโปรตีน จากฟ้าทะลายโจรมีผลป้องกันพิษต่อตับที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยแอลกอฮอล์ สารสกัดของฟ้าทะลายโจรสามารถยับยั้งการก่อตัวของเส้นเลือดบริเวณรอบเนื้องอก ซึ้งเหนี่ยวนำด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น โดยซัยโตไคน์ ไนตริกออกไซด์ เป็นต้น

ฟักทอง ฟักทอง เป็นพืชล้มลุกที่มีเถายาวเลื้อยไปตามดิน  มีหนวดยาวที่ข้อ  ใบสีเขียวมี หยัก  5  หยัก  ผิวใบสาก  ดอกสีเหลือง  รูปกระดิ่ง  ผลมีขนาดใหญ่  มีลักษณะ กลมแบน  ผิวขรุขระเป็นพู  เนื้อในสีเหลืองจนถึงเหลืองอมส้ม  และเหลืองอม เขียว ฟักทอง ชื่ออื่น : ฟักทอง น้ำเต้า (ภาคใต้) มะพักแก้ว (ภาคเหนือ) มะน้ำแก้ว (เลย) หมักอื้อ (เลย-ปราจีน) หมาดอึ (ภาคอีสาน) Pumpkin ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cucurbita moschata Decne. (syn. C.pepo Linn.; C. maxima Duch.) วงศ์ : Cucurbitaceae ลักษณะทั่วไป : ฟักทอง เป็นพืชล้มลุกที่มีเถายาวเลื้อยไปตามดิน มีหนวดยาวที่ข้อ ใบสีเขียวมีหยัก 5 หยัก ผิวใบสาก ดอกสีเหลือง รูปกระดิ่ง ผลมีขนาดใหญ่ มีลักษณะกลมแบน ผิวขรุขระเป็นพู เนื้อในสีเหลืองจนถึงเหลืองอมส้ม และเหลืองอมเขียว เมล็ดรูปไข่แบนจำนวนมาก รสและสรรพคุณยาไทย : รสมัน ไม่มีระบุสรรพคุณยาไทย ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : ถ่ายพยาธิลำไส้ โดยเฉพาะพยาธิตัวตืด วิธีการใช้ : ใช้เมล็ดฟักทองประมาณ 60 กรัม ทุบให้แตกผสมกับน้ำตาลและนมหรือน้ำจนได้ปริมาณ 500 มิลลิลิตร แบ่งรับประทาน 3 ครั้ง ห่างกันทุก 2 ชั่วโมง หลังจากให้ยาแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง ให้รับประทานน้ำมันละหุ่งระบายตาม ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบหลักในน้ำมันจากเมล็ดฟักทองแห้งเป็นกรดไขมัน ได้แก่ กรดไลโนเลอิก กรดพาล์มาติก และกรดสเตอริก นอกจากนั้น ยังมีอนุพันธ์กลุ่มสเตอรอล และกลัยโคไซด์ของสเตอรอล วิตามินอี โปรตีนและไตรเทอร์ปีน ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1.ฤทธิ์ต้านจุลชีพ; สารสกัดจากเมล็ดฟักทองมีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิหลาย ชนิด เช่น Taenia saginata (พยาธิตัวตืด), Hymenolepsis nana , Dicrocvelium dendriticum ทั้งในระดับการศึกษาในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง ส่วนการทดลองในมนุษย์ พบว่าเมล็ดฟักทองสามารถฆ่าพยาธิ Schistosoma ในผู้ป่วยได้ด้วย 2.สำหรับฤทธิ์การต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดด้วยตัวทำลายอินทรีย์จากส่วนต่างๆ ฟักทองมีฤทธิ์ที่อ่อนมากในการยับยั้งการเจริญของเชื้อ ทั้งในกลุ่มแกรมบวกและแกรมลบ และมีการรายงานว่า สารสกัดจากเปลือกผลฟักทองมีฤทธิ์กระตุ้นการเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น Lactobacillus brevis, Bifidobacterium bifidum และ Bifidobacterium longum 3.ฤทธิ์ปกป้องเซลล์ตับ; สารสกัดด้วยน้ำจากเมล็ดฟักทองมีฤทธิ์ป้องกัน การทำลายเซลล์ตับในสัตว์ทดลอง เมื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการทำลายเซลล์ตับดดยช้คาร์บอนเตตราคลอไรด์ และกาแลกโตซามีนลิโปโพลีแชคคาไรด์ 4.ความเป็นพิษ; ผลการทดสอบความเป็นพิษต่อสัตว์ทดลองที่ได้รับเมล็ดฟักทองปั่นในน้ำ ในขนาด 0.1 กรัมต่อกิโลกรัม ไม่พบอาการแสดงความเป็นพิษ และขนาดของสารสกัดจากส่วนเหนือดินที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่งอยู่ใน ช่วงสูงกว่า 250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ไพล ไพล เป็นพืชล้มลุก  มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าเหง้าขนาดใหญ่  เนื้อในเหง้าสี เหลือง  กลิ่นหอมเฉพาะลำต้นแทงขึ้นมาจากดิน  ใบออกตรงข้าม  ยาว  เรียว  ดอก เป็นดอกช่อแทงจากดิน  ดอกย่อยมีสีเหลืองอยู่ระหว่างกลีบประดับ ไพล ชื่ออื่น : ปูลอย ปูเลย ว่านไฟ มิ้นสะล่าง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber cassumunar Roxb วงศ์ : Zingiberaceae ลักษณะทั่วไป : ไพลเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าเหง้าขนาดใหญ่ เนื้อในเหง้าสีเหลือง กลิ่นหอมเฉพาะลำต้นแทงขึ้นมาจากดิน ใบออกตรงข้าม ยาว เรียว ดอกเป็นดอกช่อแทงจากดิน ดอกย่อยมีสีเหลืองอยู่ระหว่างกลีบประดับ รสและสรรพคุณยาไทย : เหง้ามีรสฝาดขื่นเอียน ใช้ขับระดู แก้เหน็บชา แก้ปวดท้อง แก้บิดมูกเลือด ขับลม แก้ท้องเสีย แก้ลำไส้อักเสบ ก้เคล็ดขัดยอก แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : แก้เคล็ดขัดยอก วิธีการใช้ : ใช้เหง้า ประมาณ 1 เหง้า ตำแล้วคั้นเอาน้ำทาถูนวดบริเวณที่เป็น หรือตำให้ละเอียดผสมเกลือเล็กน้อยแล้วนำมาห่อเป็นลูกประคบอังไอน้ำให้ความ ร้อน ประคบบริเวณปวดเมื่อยหรือฟกช้ำ เช้า เย็นจนกว่าจะหาย หรือทำเป็นน้ำมันไพล เพื่อใช้ถูนวด ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) องค์ประกอบหลักในส่วนน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากเหง้าไพล ส่วนใหญ่เป็นอนุพันธ์เทอร์ปีนอยด์ ได้แก่ terpinene-4-ol, ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1)ฤทธิ์ต้านอักเสบ; การศึกษาฤทธิ์ต้านการอัเส บของสารสกัดและสารบริสุทธิ์จากเหง้าไพล พบว่าทั้งอนุพันธ์เทอร์ปีนอยด์ในน้ำมันหอมระเหย (เช่น terpinene-4-ol,-terpinene)อนุพันธ์เคอร์คิวมินอยด์ และเฟนิลบิวทานอยด์ (เช่น cassumunins A-C, (E)-1-(3,4 dimethoxyphenyl)butadiene) ต่างมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบในการทดสอบในสัตว์ทดลองด้วยโมเดลต่างๆ เช่นการเหนี่ยวนำให้เกิดอาการอัเสบโดยคาร์ราจีแนน เป็นต้น รวมถึงยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ลดไข้ในสัตว์ทดลอง 2)ฤทธิ์ต้านจุลชีพ; zerumbone ที่แยกได้จากเหง้าไพลมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Phaseolus aureus 3)ฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์; trans-3-(4-hydroxy-3-methoxypheny)-4-(E)-3,4-dimethoxystyryl)cyclohex-1-ene จากเหง้าไพล มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งชนิด A549

เพกา เพกา เป็นไม้ยืนต้นผลัดไปสูงประมาณ  4-20  เมตร  ลำต้นและกิ้งก้านจะมีรูระบาย อากาศกระจัดกระจายทั่วไป  เปลือกเรียบ สีเทา หรือแตกเป็นรอยตื้นๆ  ใบเป็นใบ ประกอบแบบขนนกประมาณ 2-3  ชั้น  มีใบเดี่ยว  ตรงปลายก้าน  เรียงตรงข้ามเป็น กระจุกที่ปลายกิ่ง  ใบย่อยเป็นรูปไข่และรูปขอบ ขนาน  กว้าง  3-9  เซนติเมตร  ยาว  4-14  เซนติเมตร  ปลายใบแหลม  ขอบใบ เรียบ  โคนใบสอบกลมหรือเป็นรูปไต  มักจะเบี้ยวก้านใบยาว  0.5-2.0 เมตร  ดอก เป็นดอกช่อ  ออกตรงยอด  กลีบรองกลีบดอกยาว  2.4 เซนติเมตร  เชื่อมติดกัน เป็นทรงกระบอกเมื่อเป็นผล เพกา ชื่ออื่น : ลิ้นฟ้า ลิ้นไม้ ลิ้นช้าง (ไทยใหญ่) มะลิดไม้ มะลิ้นไม้ ลิดไม้ Common name : Broken bone, drmocles tree, lndian trumpet flower ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oroxylum indicum Vent. วงศ์ : Bignoniaceae ลักษณะทั่วไป : เพกาเป็นไม้ยืนต้นผลัดไปสูงประมาณ 4-20 เมตร ลำต้นและกิ้งก้านจะมีรูระบายอากาศกระจัดกระจายทั่วไป เปลือกเรียบ สีเทา หรือแตกเป็นรอยตื้นๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกประมาณ 2-3 ชั้น มีใบเดี่ยว ตรงปลายก้าน เรียงตรงข้ามเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง ใบย่อยเป็นรูปไข่และรูปขอบขนาน กว้าง 3-9 เซนติเมตร ยาว 4-14 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบสอบกลมหรือเป็นรูปไต มักจะเบี้ยวก้านใบยาว 0.5-2.0 เมตร ดอกเป็นดอกช่อ ออกตรงยอด กลีบรองกลีบดอกยาว 2.4 เซนติเมตร เชื่อมติดกันเป็นทรงกระบอกเมื่อเป็นผล กลีบดอกจะมีเนื้อแข็งมากและค่อนข้างหนา ภายนอกสีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ภายในสีเหลืองหรือสีชนพูตรงโคนเชื่อมติดกันเป็นรูปลำโพง บริเวณปากลำโพงด้านในสีขาวอมเหลือง หรือสีขาวอมเขียว ผลเป็นฝักแบนยาวคล้ายรูปดาบ ยาวประมาณ 45-120 เซนติเมตร ห้อยอยู่เหนือเรือนยอด เมล็ดแบน มีปีกบางใสเป็นจำนวนมาก เมล็ดกว้าง 2.5-4 เซนติเมตร ยาว 5-9 เซนติเมตร รสและสรรพคุณยาไทย : ทั้ง ต้นใช้เป็นยาสมานแผล ทำให้น้ำเหลืองเป็นปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือด บำรุงเลือด ดับพิษเลือด รักษาเสมหะจุกคอ ขับเสมหะ รักษาอาการจุกเสียด เปลือกต้นตำกับเหล้าใช้พ่นตัวแทนการอยู่ไฟ เปลือกผสมกับน้ำสุราใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางชนิดเม็ดเหลือง รักษาละอองขึ้นในปาก คอ ลิ้น รักษาละอองไข้ รักษาซางเด็ก รักษาอาการปวดฝี เมล็ด รสจืด ใช้เป็นยาขับถ่าย ส่วนเมล็ดแก่ ใช้เป็นยาระบาย เป็นยารักษาอาการไอขับเสมหะ ฝักอ่อนเป็นยาบำรุงธาตุ และใช้ขับผายลม รากรสฝาด เย็นขมเล็กน้อย เป็นยาบำรุงธาตุ เจริญอาหาร ทำให้เกิดน้ำย่อยอาหาร รักษาโรคบิด ท้องร่วง รักษาโรคไข้สันนิบาต และรักษาอาการอักเสบฟกบวม ให้ใช้รากฝนกับน้ำปูนทา ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : ระงับอาการไอ ระคายคอจากเสมหะ วิธีการใช้ : ใช้เมล็ดแห้ง ½ -1 กำมือ (หนัก 1.5-3 กรัม) ใส่น้ำประมาณ 300 มิลลิลิตร ต้มไฟอ่อนๆ พอเดือดนานประมาณ 1 ชั่วโมง รับประทานวันละ 3 ครั้ง ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบหลักที่มีรายงานได้แก่ อนุพันธ์กลุ่มฟลาโวนอยด์ 1-3 เช่น chrysin,chrysin-7-0-diglucoside,baicalein,baicalein-7-0-glucoside,oroxylins A และ B,lapacol และอนุพันธ์ไตรเทอร์ปีน 2 เช่น ursolicacid ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1.ฤทธิ์ต้านการอักเสบ; การทดลองในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกต้นสามารถลดการหลังเอนไซม์ myeloperoxidase ซึ้งทำให้การอักเสบลดลง 4 นอกจากนั้นอนุพันธ์ฟลาโวนอยด์จากเพกาสามารถลดการอักเสบในหนูถีบจักร 2.ฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์; สารสกัดจากเพกามีฤทธิ์ความเป็นพิษต่อ เซลล์มะเร็งหรือมีผลยับยั้งการเจริญ ของเซลล์มะเร็งในสายพันธุ์ 6-8 เช่น เซลล์มะเร็งชนิด CEM,HCT-8,HL-60,B-16,MCF7 และ MDA-M-231 3.ความเป็นพิษ; การทดสอบฤทธิ์การยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดเพกา พบว่า สารสกัดด้วยเมธานอลจากเพกามี ฤทธิ์ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ทั้งของ Trp-p-19 และการกลายพันธุ์ของเชื้อ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 และ TA100 ส่วนการทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง สารสกัดจากเพกาไม่ทำให้สัตว์ทดลองตายเมื่อป้อนสารสกัดตัวอย่างให้หนูกินหรือ เมื่อฉีดเข้าช่องท้องขนาดต่ำ (200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) แต่หนูตายเมื่อเพิ่มปริมาณสารตัวอย่างที่ฉีดมากขึ้น (800 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)

พลู พลูเป็นไม้เถายึดเกาะ  มีรากเป็นกระจุกตามแถว  ใบเป็นใบอ่อนสีเขียวและใบแก่สีเขียวเข้ม  ก้านใบยาวประมาณ 5เซนติเมตร พลู ชื่ออื่น : พลูจีน พลูเหลือง พลูทอง พลูทองหลาง พลูเขียว ปู (เหนือ) Common name : Batel leaf ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper betle Linn. วงศ์ : Piperaceae ลักษณะทั่วไป : พลูเป็นไม้เถายึดเกาะ มีรากเป็นกระจุกตามแถว ใบเป็นใบอ่อนสีเขียวและใบแก่สีเขียวเข้ม ก้านใบยาวประมาณ 5เซนติเมตร รสและสรรพคุณยาไทย : ใบ รสเผ็ด ใช้แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด แก้ปากเหม็น ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย กระตุ้นให้กระปรี้กระเปร่า ใช้ภายนอกแก้ปวดฟกช้ำ ฆ่าเชื้อหนองฝีวัณโรค แก้อาการอักเสบของเยื่อจมูกและคอ แก้กลาก แก้น้ำกัดเท้า แก้คัน แก้บวมพิษ ลนไฟนาบท้องเด็กใช้แก้ปวดท้องและแก้ลูกอัณฑะยาน ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) รักษาโรคกลากเกลื้อน 2) รักษาแพ้ อักเสบ จากแมลงสัตว์กัดต่อย วิธีการใช้ : 1) สำหรับรักษาอาการกลากเกลื้อน นำใบพลูสดพอประมาณมา ล้างให้สะอาด ตำละเอียดผสมแอลกอฮอล์หรือเหล้าขาว คั้นเอาทาบริเวณที่เป็นอย่างน้อยวันละ 4-5ครั้ง จนกว่าจะหายแล้วทาต่ออีก 7 วัน 2) สำหรับรักษาอาการแพ้จากแมลงสัตว์กัดต่อย ใช้ใบพลู 1-2 ใบ ตำให้ละเอียดผสม กับเหล้าขาว ทาบริเวณที่เป็น ** ข้อห้ามและข้อระวังในการใช้สมุนไพร ** ห้ามใช้กับแผลเปิดจะทำให้แสบมาก ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) น้ำมันหอมระเหยจากพลูมีองค์ประกอบเป็น eugnol, safole, 1,3 –benzodioxole (5)-2- propenyl, anethole, cis-caryophyllene, x-thjene, trans-B-ocimene, terpinolene, allo ocimene,s-candinene, terpinen-I-ol,x-costol,s-cadinol, methyl-2- hexadecane-I-ol, ghexadeconic acid, methyl benzoate 2) องค์ประกอบทางเคมีอื่นๆ ได้แก่ สารประกอบสเตอรอยด์ เช่น B-sitosterol สารประกอบโฟลีฟีนอลและแทนนิน เช่น 14-benzo {13}dioxol-5-yl-tetradecan-2-ol, chevibetol, allyl pyrocatechol, hydroxchavicol, piperbetol, methylpiperbetol A และ B ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต่อการหดเกร็งของทางเดินอาหาร ; สารสกัดน้ำจากใบพลูในขนาด 1-10 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร มีฤทธิ์กระตุ้นการหดเกร็งต่อลำไส้เล็กของหนูตะเภา ส่วนการทดสอบในลำไส้กระต่าย พบว่าสารสกัดในขนาด 0.03-3.0 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร สามารถยับยั้งการหดเกร็งได้ นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำและเอธิอะซีเตตมีฤทธิ์ยับยั้งช่องทาง แคลเซียมได้ 2) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ; สารสกัดจากใบพลูมีความสามารถในการยับยั้ง ผลของกรดอะมิโน คอลลาเจนและสาร U46619 ซึ่งทำให้การจับกลุ่มของเกร็ดเลือด และเร่งการผลิตทรอมบอกเซน B2 และพรอสตาแกลนดิน D2 ซึ่งมีส่วนร่วมในปฏิกิริยาอักเสบ อนุพันธ์ฟีนอลิกในพลู เช่น piperols และ piperbetols เป็นสารที่มีผลการยับยั้งการจับกลุ่มของเกร็ดเลือดซึ่งเหนี่ยวนำโดย platelet aggregation factor (PAF) 3) ฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์ ; การทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง (KB) พบว่า hydroxychavicol จากใบพลูมีฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์ ส่วนสารในขนาด 0.3 มิลลิโมลาร์ จำทำให้กระตุ้นกระบวนการตายของเซลล์ (apoptosis) 4) ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ; การทดสอบในผลของสารสกัดด้วยน้ำจากใบพลู ในการลดน้ำตาลในเลือดของหนูที่เหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานโดยใช้สเตรปโตโซโตซิน พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดและระดับของ glycosylated hemoglobin นอกจากนั้นยังสามารถลดกิจกรรมของเอนไซม์ตับ เช่น กลูโคสฟอสฟาเทส และ ฟรัคโทสฟอสฟาเรส 5) ฤทธิ์อื่นๆ ; สารสกัดด้วยเอธานอลจากใบพลูมีผลในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารของหนูที่ เหนี่ยวนำให้เกิดแผลได้ และสารสกัดจากพลูมีผลให้หนูทดลองเป็นหมันได้ในทั้ง 2 เพศ

พริกไทย พริก ไทยเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง  รากฝอยออกบริเวณข้อเพื่อใช้ยึดเกาะ  ข้อโป่ง นูน  ใบเป็นใบเดี่ยว  เรียงแบบสลับ  รูปไข่  เนื้อใบ แข็ง  กว้าง 5-8 เซนติเมตร  ยาว 8-11 เซนติเมตร  ดอกออกเป็นช่อ  ออกที่ซอก ใบ  ดอกย่อยสมบูรณ์เพศสีขาวแกมเขียวผลกลมแข็ง  เรียงบนแกน  ผลสุกสีแดง พริกไทย ชื่ออื่น : พริกน้อย ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper nigrum Linn. วงศ์ : Piperaceae ลักษณะทั่วไป : พริกไทยเป็นไม้เถาเนื้อ แข็ง รากฝอยออกบริเวณข้อเพื่อใช้ยึดเกาะ ข้อโป่งนูน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงแบบสลับ รูปไข่ เนื้อใบแข็ง กว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 8-11 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยสมบูรณ์เพศสีขาวแกมเขียวผลกลมแข็ง เรียงบนแกน ผลสุกสีแดง รสและสรรพคุณยาไทย : รสเผ็ดร้อน ขับลมแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : แก้ท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด วิธีการใช้ : ใช้ผลแก่แห้งบดเป็นผงปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 0.5-1 กรัม (10-20 ผล) หรือบดชงน้ำรับประทาน ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ ในผลพริกไทย มีอัลคาลอยด์กลุ่มไปเปอร์ริดีน เช่น piperine, piperidine, piperitine, piperylin, piperolein, A, piperolein B และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอื่นๆ เช่น 2E, 4E, 8Z-N-isobutyleicosatrienamide, pellitorine; trachyone; pergumidiene; isopiperolein B; pergumdiene; trachyone 3, 4 –dihydroxyphenyl ethanol glucoside; – 3, 4 –dihydroxy-6-(N-ethylamino benzamide B) ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; สารสกัดมีฤทธิ์ต้านการเจริญของแบคทีเรีย เช่น Bacillus subtills, B. sphaericus, Staphylococcus aureus, Klebsiella aerogenes, Chromobacterium violaceum 2) ฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับ ; piperine จากพริกไทยมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดพิษจากตับจากเทอร์เชียรีบิลทิลไฮโดรเปอร์ ออกไซด์ และคาร์บอนเตรตาคลอไรด์ โดยมีผลปฏิกิริยาลิปิดเปอร์ออกซิชั่นและลดการรั่วออกของเอนไซม์กลูตามิค/พัย รูเวททรานสอะมิเนส (GPT) และอัลคาไลน์ทรานสอะมิเทส (AT) ทั้งในการทดลองแบบในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง นอกจากนั้นยังป้องกันการลดลงของกลูตาไธโอน และปริมาณสารประกอบไธออลทั้งหมด อย่างไรก็ตามเมื่อทดสอบเทียบกับ silymarin พบว่า piperine มีฤทธิ์ต่ำกว่า silymarin 3) ความเป็นพิษ ; ผลการทดสอบในสัตว์ทดลอง พบว่าพริกไทยไม่ทำให้เกิดการทำลายของโครโมโซมในหนูแสดงว่า ไม่มีพิษต่อยีนสัตว์ทดลอง

พญายอ พญา ยอเป็นไม้พุ่มแกมเลื้อย  เถาและใบเขียว ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่  ไม่มี หนาม  ปลายแหลม  ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง  แต่ละช่อมี 3-6 ดอก  กลีบดอก เป็นหลอดปลายแยก สีแดงอมส้ม พญายอ ชื่ออื่น : ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด เสลดพังพอนตัวเมีย พญาปล้องทอง ลิ้นมังกร ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clinacanthus nutans (Burm.f) Lindau. วงศ์ : Acanthaceae ลักษณะทั่วไป : พญายอเป็นไม้พุ่มแกม เลื้อย เถาและใบเขียว ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ ไม่มีหนาม ปลายแหลม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3-6 ดอก กลีบดอกเป็นหลอดปลายแยก สีแดงอมส้ม รสและสรรพคุณยาไทย : รสจืด แก้พิษงู พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้เริม และงูสวัส ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) รักษาอาการแพ้และอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย 2) รักษาโรคเริมและงูสวัส วิธีการใช้ : สำหรับรักษาอาการแพ้และอักเสบ ใช้ใบพญายอรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด บวม แดง ร้อน แต่ไม่มีไข้) จากแมลงมีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน เป็นต้น โดยเอาใบสด 10-15 ใบ ล้างให้สะอาด ใส่ลงในครกตำยา ตำให้ละเอียด ตักลงใส่ภาชนะสะอาดและเติมเหล้าขาวหรืแอลกอฮอล์พอท่วมยา ปิดฝสให้มิดชิด และตั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ หมั่นคนยาทุกวัน กรองน้ำยาและเก็บใส่ภาชนะสะอาด นำน้ำยามาทาบริเวณที่ปวดบวม หรือหากเป็นมากให้ใช้กากพอกบริเวณที่เป็นได้ ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) องค์ประกอบหลักที่เป็นองค์ประกอบที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพ คือ อนุพันธ์กลุ่มเซเรโปรไซด์และกาแลคโตซิลกลีเซอร์ไรด์ ทั้งในกลุ่มที่เป็นโมโนกลีเซอร์ไรด์และไดกรีเซอร์ไรด์ 2) องค์ประกอบทางเคมีอื่นๆ ได้แก่ อนุพันธ์กลุ่มฟลาโวนอยด์และสเตอรอยด์ เช่น vitexin, isovitexin, shaftoside, isomolluentin 7-0-B-glucopyranoside, orentin, isoorientin, lupeol, betulin, B-sitosterol ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; อนุพันธ์ในกลุ่ม B-galactosyl diglycerids จากใบพญายอ มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส HSV-1 และ HSV-2 จากการศึกษาใน หลอดทดลองการศึกษาทางคลินิก มีรายงานการรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่มีอวัยวะสืบพันธ์ชนิดเป็นซ้ำ ด้วยยาจากสารสกัดพญายอ ผลการทดสอบพบว่าไม่มีความแตกต่างในระยะเวลาการตกสะเก็ดขอแผลผู้ป่วยที่ใช้ยา จากสารสกัดใบพญายอ และอะซัยโคลเวียร์ พบว่าตกสะเก็ดภายใน 3 วัน และแผลหายภายใน 7 วัน ทั้ง 2 กลุ่ม และเมื่อเทียบกับยาหลอก พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ป่วยมีแผลหายใน 7 -14 วัน หรือนานกว่า และพบว่ายาที่สกัดจากใบพญายอ แผลจะตกสะเก็ดภายใน 3 วัน และหายภายใน 7-10 วัน ผลการรักษาดีกว่ากลุ่มที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พบว่าระดับความเจ็บปวดลดลงเร็วกว่ากลุ่มยาหลอก และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ

ฝรั่ง ฝรั่ง เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม  ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม กัน  รูปวงรีหรือรูปวงรีแกมขอบ ขนาน  กว้าง 3-8 เซนติเมตร  ยาว 6-14 เซนติเมตร  ดอกออกเดี่ยวหรือเป็นช่อ ละ 2-3 ดอก  กลีบดอกสีขาว  มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก  ผลมีหลายรูปร่าง  ตั้งแต่ กลมถึงรูปกลมรียาว  เนื้อข้างในสีนวล  สีแดง  มีเมล็ดจำนวนมาก ฝรั่ง ชื่ออื่น : มะมั่น มะถ้วยกา (เหนือ)บักสีดา(อีสาน) ย่าหมู ยามู (ใต้) มะปุ่น (สุโขทัย ตาก)มะแก้ว (แพร่) ชมพู่ (ปัตตานี) Common name : Guava ชื่อวิทยาศาสตร์ : Psidium guajava Linn. วงศ์ : Myrtaceae ลักษณะทั่วไป : ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาด เล็ก กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามกัน รูปวงรีหรือรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 3-8 เซนติเมตร ยาว 6-14 เซนติเมตร ดอกออกเดี่ยวหรือเป็นช่อละ 2-3 ดอก กลีบดอกสีขาว มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลมีหลายรูปร่าง ตั้งแต่กลมถึงรูปกลมรียาว เนื้อข้างในสีนวล สีแดง มีเมล็ดจำนวนมาก รส และสรรพคุณยาไทย : รสฝาด ฤทธิ์ฝาดสมาน แก้ท้องเสีย ใบฝรั่งมีสรรพคุณระงับกลิ่นปาก โดยใช้ใบสด 2-3 ใบ เคี้ยวและคายทิ้งหลังรับประทานอาหาร ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : ฝาดสมาน รักษาอาการท้องเสีย วิธีการใช้ : ใบแก่สด 10-15 ใบ ปิ้งไฟและชงน้ำรับประทาน หรือใช้ผลอ่อน 1 ผล ฝนกับน้ำปูนใสรับประทานเมื่อมีอาการท้องเสีย ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบในใบเป็นสารประกอบฟีนอลิก โดยเฉพาะอนุพันธ์แทนนิน เช่น ellagic acid, pyrogallo รวมถึงอนุพันธ์ฟลาโวนอยด์ที่เป็นสารมัธยันต์ของแทนนิน เช่น quercetin และกลัยโคไซด์ของ quercetin เช่น guajavarin, isoquercetin, hyperin, quercitrin และ quercitrin 3-0 gentiobioside นอกจากนั้นยังพบอนุพันธ์ไตรเทอร์ปีน เช่น x-hydroxyursolic acid, Asiatic acid, protobossic acid, brahmic acid เป็นต้น ใบฝรั่งที่มีน้ำมันหอมระเหยที่มีองค์ประกอบหลักเป็น eugenol, limonene, caryophyllin และ sesquiterpene alcohol อื่นๆ ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ด้วยสารเคมีต่างๆ เช่น อะซีติลโคลีน และ Microlax ได้ดี นอกจากนั้น จากการศึกษาในลำไส้ส่วนปลายของหนู พบว่าสารสกัดด้วยเอธานอลจากใบฝรั่งสามารถยับยั้งการหดตัวของลำไส้เมื่อเมื่อ เหนี่ยวนำให้เกิดการหดตัวทั้งการกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าอะซีติลโคลีน หรือโดยแบเรี่ยมคลอไรด์พบว่า การยับยั้งอาการท้อง เสียที่เกิดในสัตว์ทดลองเกิดจากเพิ่มการดูดซึมของน้ำที่ลำไส้ และลดการบีบตัวของลำไส้ผลการศึกษาทางคลินิก โดยใช้แคปซูลผงใบฝรั่ง และยาต้มใบฝรั่ง พบว่า มีผลรักษาอาการท้องเสียได้ โดยลดจำนวนและระยะเวลาในการถ่ายอุจจาระ รวมถึงลดปริมาณการสูญเสียเกลือแร่ระหว่างท้องเสียลดการบีบตัวของลำไส้ และระยะเวลาที่ปวดท้องเนื่องจากท้องเสีย นอกจากนั้น ในการใช้ยาต้มใบฝรั่ง เพื่อรักษาอาการท้องเสียจากโรต้าไวรัส พบว่าปริมาณของไวรัสที่ตรวจพบลดลงอย่างมากในผู้ที่ได้รับยาต้ม 2) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ; สารสกัดด้วยเอธานอลจากเปลือกต้นและใบฝรั่ง มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียก่อโรคอุจจาระร่วง ได้แก่ Vibrio cholera, V. parahaemolyticus และ Vibrio สายพันธ์ส่วนเชื้ออื่นๆ เช่น Escherichia coli, Shigella flexneri, salmonella typhimurium, Staphylococcus aureus ผลการศึกษาทั้งที่มีรายงานว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อเหล่านี้ และที่แย้งว่าไม่มีฤทธิ์ดังกล่าว รายงานในอีกทางการศึกษาหนึ่ง พบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อ Shigella dysenteriae 3) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ; สารสกัดจากผลฝรั่งสามารถยับยั้งการอักเสบในสัตว์ทดลองได้ในระดับดี เมื่อเหนี่ยวนำให้สัตว์ทดลองมีอาการอักเสบด้วยกลไกต่างๆ เช่น การใช้ดินคาโอลิน กรดอะซีติกฟอร์มาลิน และคาร์ราจีแนน รวมถึงมีผลลดอาการปวดเมื่อยเหนี่ยวนำให้เกิดอาการปวดด้วยกรดอะซีติกได้ด้วย **นอกจากการศึกษาในสัตว์ทดลอง สำหรับการศึกษาทางคลินิกถึงผลการต้านอาการเหงือกอักเสบ โดยใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่ง พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดใบฝรั่งมีผลช่วยลดอาการอักเสบและลดขนาดบริเวณ ที่มีอาการอักเสบรุนแรงได้ 4) ความเป็นพิษ ; ขนาดของสารสกัดด้วยน้ำจากใบฝรั่งที่ทำให้หนูตาย ครึ่งหนึ่งคือ ประมาณ 20 กรัมต่อกิโลกรัม ส่วนการทดสอบความเป็นพิษเรื้อรังพบว่า สารสกัดจากใบฝรั่งไม่มีผลเปล่ยนแปลงพฤติกรรมในสัตว์ทดลอง แต่ทำให้ค่าการวัดเอนไซม์ของตับและไต รวมถึงปริมาณเกลือแร่และไขมันในเลือดเปลี่ยแปลงเล็กน้อย

ผักบุ้งทะเล ผัก บุ้งทะเลเป็นไม้ล้มลุก  ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน  มีรากออกตามข้อ  ลำต้น มียางขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ  ตัวใบรูปไข่กว้าง  ปลายใบหยัก  เว้าลึกถึง ประมาณกึ่งกลางใบ  ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ  กลีบดอกเชื่อมติดกัน  ปลาย แยก 5 กลีบ  สีชมพูอมม่วง  โคนกลีบด้านในสีม่วงเข้ม  ผลรูปกลมภายในเมล็ดสี ดำ ผักบุ้งทะเล ชื่ออื่น : ละบูเลาร์ (นราธิวาส) Common name : Beach morning-glory, goat’s foot creeper ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomoea per-caprae (L.) R.Br วงศ์ : Convolvulaceae ลักษณะทั่วไป : ผักบุ้งทะเลเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน มีรากออกตามข้อ ลำต้นมียางขาวใบเดี่ยวเรียงสลับ ตัวใบรูปไข่กว้าง ปลายใบหยัก เว้าลึกถึงประมาณกึ่งกลางใบ ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยก 5 กลีบ สีชมพูอมม่วง โคนกลีบด้านในสีม่วงเข้ม ผลรูปกลมภายในเมล็ดสีดำ รสและสรรพคุณยาไทย : ทั้งต้น ถอนพิษ เป็นยาสมาน เจริญอาหาร ระบาย ต้มน้ำอาบแก้อาการคันตามผิวหนัง น้ำคั้นแก้พิษแมงกะพรุน รากขับปัสสาวะในโรคกะเพราะปัสสาวะอักเสบ ใบใช้ทาภายนอกทาแก้ไขข้ออักเสบ แก้อาการจุกเสียด น้ำต้มใช้ล้างแผลเข้ากับสมุนไพรอื่นๆ ต้มเอาไอรมริดสีดวงทวาร น้ำคั้นต้มกับมะพร้าว ทำเป็นขี้ผึ้งทาแผลทุกชนิด และแผลเรื้อรัง เมล็ด แก้ตะคริว แก้ปวดท้อง ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) ถอนพิษแมงกะพรุน 2) แก้แพ้ วิธีการใช้ : ทั้งกรณีการใช้ถอนพิษแมงกะพรุนและแก้แพ้ อักเสบ ใช้เบาและเถาสด ประมาณ 1 กำมือล้างให้สะอาด นำไปโขลกละเอียดคั้นเอาน้ำทาในบริเวณที่เกิดอาการบวมแดง ทาวันละ 3 ครั้ง เช้ากลางวัน เย็น จนอาการหาย ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) พบสารประกอบทางเคมีเป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ไตรเทอร์ปีน เฟนิลโพรพานอยด์ และอนุพันธ์กลัยโคไซด์ของกรดอินทรีย์ ได้แก่ isoquercitrin, B-damascenone, E-phytol, glochidone, betulinic acid, x-and B-amyrin acetate, 2 –hydroxy-4,4,7-trimethyl-1- (4H)-naphthalenone, (-)-mellein, eugnol, 4-vinyl-guaiacol, jalapinolic acid, pescaprosides A-B, pescaprosids A-B, pescapreins I-IX, stoloniferin III, simonic acid, qunic acid esters 2) องค์ประกอบหลักในเมล็ดของผักบุ้งทะเล มีอนุพันธ์อัลคาลอยด์กลุ่ม ergoline ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านพิษแมงกะพรุน ; สารสกัดจากผักบุ้งทะเลสามารถต้านพิษแมง กะพรุนผ่านกลไกการย่อยโปรตีน (proteolytic action) ในขนาด 0.3- 0.8 มิลลิลิตรต่อพิษแมงกะพรุน 1 มิลลิลิตร 2) ฤทธิ์แก้ปวด ; สารสกัดชั้นเมธานอลจากผักบุ้งทะเลมีฤทธิ์แก้ปวดในสัตว์ทดลองเมื่อเหนี่ยวนำ ให้เกิดการปวดโดยใช้ฟอร์มาลินและการทดสอบการกระตุก นอกจากนั้น eugenol และ 4-vinyl guaiacol จากผักบุ้งทะเลมีผลการยับยั้งการสร้างพรอสตาแกลนดิน ในการทดสอบในหลอดทดลอง 3) ฤทธิ์ยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ; สาร B-demascenone และ E-phytol จากผักบุ้งทะเลมีคุณสมบัติต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ นอกจากนั้น การทดสอบผลต่อกกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้หนูตะเภาพบว่า สารสกัดจากผักบุ้งทะเลสามารถยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่เหนี่ยวนำโดย ฮิสตามีน อะซีติลโคลีน แบดีไคริน และแบเรียมคลอไรด์

ผักคราดหัวแหวน ผัก คราดหัวแหวนเป็นพืชล้มลุกสูง 30-40 เซนติเมตร  ลำต้นอวบน้ำเล็กน้อย  อาจมี สีม่วงปนแดง  ต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน  ใบเดี่ยวเรียงตรงกันข้ามรูปสาม เหลี่ยม  กว้าง 3-4 เซนติเมตร  ยาว 3-6 เซนติเมตร  ขอบใบหยักฟันเลื่อย  ดอก ช่อออกที่ซอกใบ  รูปกรวยคว่ำสีเหลืองอ่อน  ผลรูปไข่ ผักคราดหัวแหวน ชื่ออื่น : ผักคราด ผักตุ้มหู (ภาคใต้) ผักเผ็ด (ภาคเหนือ) อึ้งฮวยเกี้ย (จีน) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spilanthes acmella (Linn.) Murr. วงศ์ : Compositae (Asteraceae) ลักษณะทั่วไป : ผักคราดหัวแหวนเป็นพืชล้มลุกสูง 30-40 เซนติเมตร ลำต้นอวบน้ำเล็กน้อย อาจมีสีม่วงปนแดง ต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ใบเดี่ยวเรียงตรงกันข้ามรูปสามเหลี่ยม กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 3-6 เซนติเมตร ขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกช่อออกที่ซอกใบ รูปกรวยคว่ำสีเหลืองอ่อน ผลรูปไข่ รสและสรรพคุณยาไทย : ดอกรสเผ็ด แก้ปวดร้อน แก้ปวดศีรษะ นอกจากนี้ยังใช้ต้นสดตำผสมเหล้าหรือน้ำส้มสายชู อมแก้ฝีในลำคอหรือต่อมน้ำลายอักเสบ ทำให้ลิ้นชา แก้ไข้ ยาพื้นบ้านใช้อุดแก้ปวดฟัน ขับปัสสาวะ แก้บิด ระงับไอ ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : แก้อาการปวดฟัน วิธีการใช้ : ใช้ดอกสดปริมาณพอเหมาะตำกับเกลือ อมหรือกัดไว้บริเวณที่ปวด ** ข้อห้ามใช้แล ะข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบหลักทางเคมีได้แก่ อนุพันธ์กลุ่มบิวทีริลเอมิต เช่น undeca- 2E, 7Z,9E-trienoic acid isobutylamide และ undeca-2E-en-8,10-diynoic acid isobutylamide ; spilanthol; 2E, 6Z, 8E-deca- 2,6,8-trienoic acid N-(2-methylbuty) amide; acmellonate และมีรายงานประกอบในน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ (E)-2-hexenol; 2-tridecanone; germacrene D; hexanol; B- caryophyllene ; (Z)-3- hexenol ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์การเกิดอาการชา ; spilanthol และ acmellonate เป็นองค์ประกอบหลักที่แสดงฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการชาตามลิ้น

บัวบก บัว บกเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี  ขึ้นรวมกันเป็นกอติดดิน  ลำต้นกลมและมี ร่อง  เลื้อยตามดิน  มีรากงอกตามข่อ ใบและรากออกตามข้อ  ใบเป็นใบ เดี่ยว  รูปไตและรูปกลม  ขอบใบหยักมีรอยเว้าลึกที่ฐานใบ  ผิวใบด้านบน เรียบ  ด้านล่างมีขนสั้นๆ ก้านใบยาว   ช่อดอกคล้านร่มออกดอกครั้งละ 2-3 ช่อ จากข้อ  กลีบดอกสีม่วงเข้ม 5 กลีบ  ขนมีเปลือกแข็งยาว 2-2.5 มิลลิเมตร  สี เขียวหรือม่วง บัวบก ชื่ออื่น : ผักหนอก (เหนือ-อีสาน) ผักแว่น (ใต้) ปะหนะ Common name : Asiatic pennywort, gotu kola ชื่อวิทยาศาสตร์ : Centella asiatica Urban วงศ์ : Umbelliferae (Apiaceae) ลักษณะทั่วไป : บัวบกเป็นไม้ล้มลุกอายุ หลายปี ขึ้นรวมกันเป็นกอติดดิน ลำต้นกลมและมีร่อง เลื้อยตามดิน มีรากงอกตามข่อ ใบและรากออกตามข้อ ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไตและรูปกลม ขอบใบหยักมีรอยเว้าลึกที่ฐานใบ ผิวใบด้านบนเรียบ ด้านล่างมีขนสั้นๆ ก้านใบยาว ช่อดอกคล้านร่มออกดอกครั้งละ 2-3 ช่อจากข้อ กลีบดอกสีม่วงเข้ม 5 กลีบ ขนมีเปลือกแข็งยาว 2-2.5 มิลลิเมตร สีเขียวหรือม่วง รสและสรรพคุณยาไทย : ทั้ง ต้น รสขมเล็กน้อย ใช้ตำคั้นเอาน้ำรับประทาน บำรุงหัวใจ แก้ช้ำในเนื่องจากพลัดตกหกล้ม แก้เมื่อยล้า อ่อนเพลีย แก้บิด ท้องเสีย ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก วิธีการใช้ : ใช้ต้นสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาดและตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำและกากพอก ทาชโลมบริเวณที่เป็นแผลให้ชุ่มอยู่เสมอในชั่วโมงแรก ต่อจากนั้นทาวันละ 3-4 ครั้ง จนหาย ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ พบอนุพันธ์ไตรเทอร์ปีนอยด์ทั้งในรูปที่เป็นซาโปนินและ รูปอะกลัยโคน ได้แก่ Asiatic acid, asiaticoside, madecassic acid, medicasoside, centellasapomin B, centellasapomin C, centellasapomin D, madecassoside, sceffoleoside A, นอกจากนี้ยังพบเทอร์ปีนอยด์ขนาดเล็กอื่นๆ ตั้งแต่โมโนเทอร์ปีนจนถึงไดเทอร์ปีน เช่น x-humlene, B-caryophyllene, bicyclogermacrene, germacrene B และ mycene ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านอักเสบ ; จากการศึกษาผลของการสร้างไนตริกออกไซด์ (NO) และ tumor necrosis factor-x (TNF-x) ในมาโครฟาจของหนู (J774.2 mouse macrophage ) พบว่าสารสกัดด้วยน้ำใบบัวบก เพิ่มการสร้างไนตริกออกฤไซด์ และเสริมฤทธิ์ของไลโปลีแซคคาไรด์ในการกระตุ้นการสร้างไนตริกออกไซด์ แต่สารสกัดบัวบกด้วยเอธานอล ไม่มีผลต่อการสร้างไนตริกออกไซด์แต่เมื่อให้รวมกับไลโปโพลีแซคคาไรด์มีผล ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์และกระตุ้นการแสดงออกของยีนของเอนไซด์ไนตริกอ อกไซด์ซินเทส ส่วนการหลั่ง (TNF-x) จากมาโครฟาจ มีความสัมพันธ์กับการสร้างไนตริกออกไซด์ 2) ฤทธิ์สมานแผล ; asiaticoside เร่งการหายของแผลหลังผ่าตัด โดยเร่งกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เมื่อทา asiaticoside ลงบนผิวหนังของหนูที่เป็นแผล จะเร่งการหายของแผลและเพิ่ม tensile strength ของผิวหนังที่สร้างใหม่ และมีรายงานการศึกษาสารสกัดและสานอนุพันธ์ไตรเทอร์ปีนในบัวบกมีผลกระตุ้นการ สร้างคอลลาเจน I ซึ่งเป็นโปรตีนเกี่ยวข้องกับการหายของแผล asiaticoside สามารถลดการเกิดไฟโปรซิสของแผล จึงช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นได้ โดยมีกลไกการออกฤทธิ์ 2 รูปแบบ โดยผ่านการสร้างคอลลาเจนและมิวโคโพลีแซคคาไรด์ และโดยผ่านกระบวนการยับยั้งการอักเสบของแผลคีลอยด์ ** ผลการศึกษาในหนู โดยใช้สารสกัดด้วยเอธานอลจากบัวบก ทั้งการกินและทา พบว่าสารสกัดบัวบกมีผลเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์และสร้างคอลลาเจนดีเอ็นเอ และโปรตีนในเนื้อเยื่อ เร่งการสร้างเซลล์เยื่อบุผิว และกระตุ้นการเจริญและการสร้างเครือข่ายคอลลาเจนที่ผิวหนัง นอกจากนั้นยังมีส่วนเร่งการหายของแผลโดยเพิ่มเอนไซม์ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเท ส คะตะเลส กลูตาไธโอนเปอร์ออกซิเดส และเพิ่มปริมาณของวิตามินเอ และวิตามินอีในผิวหนังที่สร้างใหม่ ในการทดลองทางคลินิกโดยใช้ครีมที่มีสารสกัดบัวบกความเข้มข้นร้อยละ 1 ให้กับผู้ป่วยที่มีแผลเป็นรอยติดเชื้อเรื้อรัง 22 ราย พบว่าหลังการใช้ยาเป็นเวลา 3 สัปดาห์มีผู้ป่วย 17 รายที่แผลหาย และ 5 รายมีขนาดของแผลลดลง *** รายงานการใช้ครีมรักษาแผลในคนไข้ พบว่าผลการรักษาในสัปดาห์ที่ 1 ขนาดของแผลลดลงร้อยละ 24 สัปดาห์ที่ 2 ขนาดของแผลลดลงร้อยละ 37 และสัปดาห์ที่ 3 ขนาดของแผลลดลงร้อยละ 47 โดยความลึกของแผลนั้นลดลงได้เร็วกว่าความกว้างและยาว นอกจากนี้ในสัปดาห์ที่ 3 คนไข้ 17 ราย มีแผลที่หายสนิท ส่วน 5 รายขนาดของแผลลดลงแต่ยังไม่หายขาด ***สำหรับการใช้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัด โดยใช้ครีมบัวบกทาแผลอักเสบหลังการผ่าตัดในคนไข้ที่เป็นโรคของระบบทางเดิน ปัสสาวะ 14 ราย แบ่งทาวันละ 2 ครั้งนาน 2 สัปดาห์เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าแผลหาย 4 รายใน 2 สัปดาห์ 4 รายใน 2-4 สัปดาห์ 5 ราย ใน 4-8 สัปดาห์ และไม่หายหลังการใช้ยา 2 เดือน 1 ราย ซึ่งเกิดจากแผลกดทับและไม่พบอาการแทรกซ้อนอื่นๆ นอกจากนั้นในการศึกษาฤทธิ์สมานแผลของครีมสารสกัดบัวบก ในคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่ในระบบทางเดินปัสสะวะ โดยเปรียบเทียบกลุ่มที่ทาครีมบัวบกทั้งแผล ทาครีมบัวบกและยาหลอกอย่างละครึ่งแผล และทายาหลอกทั้งแผล พบว่าผู้ป่วยกลุ่มแรกแผลหายดีที่สุด ส่วนกลุ่มที่ใช้ยาหลอกมีผลการรักษาที่ไม่ดีและการทาหรือไม่ทายาให้ผลเท่ากัน 3) ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ; สารสกัดและผงบัวบก มีฤทธิ์ลดความเครียดจากอนุมูลอิสระ (oxidative stress) ทั้งนี้จากการทดลองในหนูพบว่าสารสกัดบัวบกสามารถลดระดับมาโลนัลดีไฮด์ (เหนี่ยวนำโดยสารละลาย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้นร้อยละ 0.1 เป็นเวลา 25 สัปดาห์) ได้ และสามารถยับยั้งเอนไซม์ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทสในหนู ซึ่งแสดงว่าบัวบกสามารถลดระดับการเกิดปฏิกิริยาลิปิดเปอร์ออกซิเดชั่น ** การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในโมเดลกรดลิโนเลอิกและกรดไธโอบาร์บิทูริก พบว่าสารสกัดด้วยเอธานอลจากบัวบกมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดี และมีผลเทียบเท่ากับการใช้ x-tocopherpl ในกลุ่มควบคุม 4) ฤทธิ์รักษาแผลในกะเพราะอาหารและลำไส้ ; การศึกษาทางคลินิกโดยใช้ สารสกัดบัวบกที่ควบคุมปริมาณสารสำคัญแก่ผู้ป่วยโรคแผลในกะเพราะอาหารและลำ ไส้ 15 ราย ในขนาด 60 มิลลิกรัมต่อคน พบว่าปริมาณร้อยละ 93 ของผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และเมื่อส่องกล้องหรือเอกซ์เรย์เพื่อตรวจดูแผลพบว่าร้อย 73 ของแผลจะหาย 5) ฤทธิ์รักษาความผิดปกติของหลอดเลือดดำ ; การ วิจัยทางคลินิกรายงานแสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของส่วนสกัดไตรเทอร์ปีนรวม (total triterpenic fraction ) จากบัวบกขนาด 90-180 มิลลิกรัมต่อวัน ในการรักษาความผิดปกติของหลอดเลือดดำ โดยบรรเทาอาการความดันโลหิตสูงภายในเส้นเลือดดำ (venous hypertension) ช่วยลดอัตราการกรองของเลือดจากเส้นเลือดฝอย (capillary filtration rate) ลดอาการปวดบวมของข้อเท้า ปรับปรุงให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณเส้นเลือดฝอยที่ขาของผู้ป่วยดีขึ้น ปริมาตรของขาลดลง ภาวการณ์ขาดเลือดเฉพาะที่ (venous microangiopathy) ดีขึ้น และช่วยลดการซึมผ่านของเลือดที่เส้นเลือดฝอย (capillary permeability) ที่เพิ่มขึ้นในผู้ป่วยโรคนี้ นอกจากนั้นการวิจัยทางคลีนิกแสดงผลของส่วนสกัดไตรเทอร์ปีนรวมของบัวบก ขนาด 90-180 มิลลิกรัมต่อวัน ในการช่วยลดจำนวนของเซลล์เยื่อบุภายในหลอดเลือดของผู้ป่วย post phlebitis syndrome ได้ด้วย

บอระเพ็ด บอระเพ็ด เป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน  แต่เมื่อมีอายุมากเนื้อของลำต้นจะแข็ง  ลำต้นเป็น เถาขนาดเท่านิ้วมือ  มีไส้เป็นเส้นยาวตามเปลือกลำต้นมีปุ่มกระจายทั่วไปเป็น จำนวนมากใบเดี่ยวเรียงสลับ  ใบเป็นรูปหัวใจ  ปลายใบแหลม  ขอบใบเรียบขนาด กว้าง 3.5-10 เซนติเมตร ยาว 6-13 เซนติเมตร  ออกดอกเป็นช่อ  ดอกมีขนาด เล็ก  สีเหลืองอมเขียว  ผลรูปไข่สีเหลืองหรือส้ม  ขนาด 2-3 เซนติเมตร  แยก ต้นตัวผู้ตัวเมีย  เถามีรสขมมาก บอระเพ็ด ชื่ออื่น : บอระเพ็ด (ทั่วไป) เครือเขาฮอ จุ่งจิง (เหนือ) เจตมูลหนามเจตมูลหนาม (หนองคาย) ตัวเจตมูลยาน เถาหัวด้วน (สระบุรี) หางหนู (สระบุรี อุบลราชธานี) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f & Thomson วงศ์ : Menispermanceae ลักษณะทั่วไป : บอระเพ็ดเป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน แต่เมื่อมีอายุมากเนื้อของลำต้นจะแข็ง ลำต้นเป็นเถาขนาดเท่านิ้วมือ มีไส้เป็นเส้นยาวตามเปลือกลำต้นมีปุ่มกระจายทั่วไปเป็นจำนวนมากใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบขนาดกว้าง 3.5-10 เซนติเมตร ยาว 6-13 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อ ดอกมีขนาดเล็ก สีเหลืองอมเขียว ผลรูปไข่สีเหลืองหรือส้ม ขนาด 2-3 เซนติเมตร แยกต้นตัวผู้ตัวเมีย เถามีรสขมมาก รสและสรรพคุณยาไทย : รสขมจัด เป็นยาเย็น มีสรรพคุณระงับร้อน แก้ไข้ ช่วยเจริญอาหาร ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : 1) รักษาอาการเบื่ออาหาร 2) ใช้เป็นยาแก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้กระหายน้ำและแก้ร้อนใน จัดเป็นยาหลักในตำหรับ แก้ไข้ของไทย เช่น ยาจันทลีลา ยาเขียวมหาคงคา วิธีการใช้ : ทั้งรักษาอาการเบื่ออาหารและลดไข้ ใช้เถาหรือลำต้นสด ครั้งละ 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม) ตำคั้นเอาน้ำดื่มหรือต้มกับน้ำ โดยใช้น้ำ 3 ส่วนต้มเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วนดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็นหรือเวลามีอาการ หรืออาจใช้วิธีดองน้ำผึ้งหรือปั้นเป็นลูกกลอน ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ ส่วนของลำต้นประกอบด้วยสาร palmatine, berberine , jathorrhizine, tembetarine, chollne,N- acetylnomuciferine, borapetoside A และ B, tinocrisposide, borapetosides C-G, borapetoside H, tinotuberide, borapetol A, borapetol B, siringin, secoisolariciresinol, tinosporidine,picroretin borapetol A, ceryl alcohol, diosmetin, genkwanin, luteolin 4’-methoxy 3’-glucoside, B-sitosterol และสเตอรอลอื่นๆ ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ; สาร N-cis-feruloyltyramine,N-trans- feruloyltyramine,secoisolariciresinol มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ เมื่อทดสอบด้วยวิธี DPPH scavenging method 2) ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ; การศึกษากลไกของฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของ สารสกัดจากต้นบอระเพ็ด พบว่าสารจากบอระเพ็ดสามารถลดระดับน้ำในเลือดโดยเพิ่มการหลั่งอินซูลินเข้า สู่กระแสเลือด แต่ไม่เพิ่มการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ ซึ่งอาจนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน (type II) ได้ อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาด้านคลินิก (randomized controlled trial) ในผู้ป่วย โรคเบาหวาน (type II) จำนวน 20 คน โดยทดลองให้ผงบอระเพ็ดขนาด 1 กรัมในรูปแคปซูล วันละ 3 ครั้งนาน 6 เดือน จากการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยกลุ่มทดลอง ไม่มีความแตกต่างกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ และระหว่างทดลอง พบว่าผู้ป่วย 2 รายมีระดับของเอนไซม์ตับเพิ่มขึ้นนอกจากนี้ผู้ป่วยที่ได้รับผงบอระเพ็ดมี น้ำหนักตัวที่ลดลง และปริมาณโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น จากทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าผงบอระเพ็ดไม่มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วย เบาหวาน (type II) และยังส่งผลให้ตับทำงานผิดปกติอีกด้วย

น้อยหน่า น้อยหน่า เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก  แตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นก้านเล็กๆ  ผิวเกลี้ยง  สี เทา  อมน้ำตาล  สูงประมาณ 8 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ  ใบ กว้าง 1-2.5 นิ้ว ยาว 3-6 นิ้ว  สีเขียว เป็นรูปรี  ปลายและโคนแหลม  ก้านใบ ยาว 0.5 นิ้ว ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวออกที่ง่าม  ลักษณะดอกห้อยลง  มี กลีบดอก 2 ชั้น  ชั้นละ 3 กลีบ  สีเหลืองอมเขียว  กลีบดอกชั้นในสั้นกว่า ชั้นนอก  มีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ  เกสรกลางดอกมีจำนวนมาก  ผลทรง กลม  ป้อม  ขนาด 3 -4 นิ้ว เปลือกผลสีเขียว  ผลขรุขระเป็นช่องกลมนูน  ในแต่ ละช่องเป็นเนื้อสีขาว  มีเมล็ดสีดำและสีน้ำตาลเข้ม  เนื้อในรับประทาน ได้  รสหวาน น้อยหน่า ชื่ออื่น : บักเขียบ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ลาหนัง (ปัตตานี) มะนอแน่ มะแน่ (เหนือ) หน่อ เกล๊ะแซ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) มะออจ้า มะโอจ่า ( เงี้ยว-เหนือ) เตียบ (เขมร) Common name : Sugar apple, sweet sop, custard apple ชื่อวิทยาศาสตร์ : Annona squamosa Linn. วงศ์ : Annonaceae ลักษณะทั่วไป : น้อยหน่าเป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นก้านเล็กๆ ผิวเกลี้ยง สีเทา อมน้ำตาล สูงประมาณ 8 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบกว้าง 1-2.5 นิ้ว ยาว 3-6 นิ้ว สีเขียว เป็นรูปรี ปลายและโคนแหลม ก้านใบยาว 0.5 นิ้ว ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวออกที่ง่าม ลักษณะดอกห้อยลง มีกลีบดอก 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ สีเหลืองอมเขียว กลีบดอกชั้นในสั้นกว่าชั้นนอก มีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ เกสรกลางดอกมีจำนวนมาก ผลทรงกลม ป้อม ขนาด 3 -4 นิ้ว เปลือกผลสีเขียว ผลขรุขระเป็นช่องกลมนูน ในแต่ละช่องเป็นเนื้อสีขาว มีเมล็ดสีดำและสีน้ำตาลเข้ม เนื้อในรับประทานได้ รสหวาน รสและสรรพคุณยาไทย : รส เมา เบื่อ ใบ แก้ขับพยาธิลำไส้ ฆ่าเหา แก้หิด แก้กลากเกลื้อน และแก้ฟกช้ำ เมล็ดเป็นยาฆ่าพยาธิตัวจี๊ด ฆ่าเหา และแก้บวม ผลดิบเป็นยาแก้พิษงู แก้ฝีในคอ กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิผิวหนัง ผลแห้ง แก้งูสวัด เริม แก้ฝีในหู เปลือกผลดิบ แก้พิษงู เปลือกต้น เป็นยาสมานลำไส้ สมานแผล แก้ท้องร่วง แก้พิษงู แก้รำมะนาด เป็นยาฝาดสมาน รากเป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน แก้งูพิษ ถอนพิษเบื่อเมา ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : เป็นยาฆ่าเหา วิธีการใช้ : ใบสดและเมล็ดน้อยหน่าใช้ฆ่าเหา โดยนำเมล็ดน้อยหน่าประมาณ 10 เมล็ด หรือ ใบสดประมาณ 1 กำมือ (15 กรัม) ตำให้ละเอ็ดผสมกับน้ำมะพ้าว 1-2 ช้อนโต๊ะ ขยี้ให้ทั่วศีรษะ ใช้ผ้าคลุมโพกไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วสระผมให้สะอาด ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ระวังอย่าให้เข้าตา จะทำให้แสบตา ตาอักเสบได้ ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) องค์ประกอบที่คาดว่าเป็นสารออกฤทธิ์คืออนุพันธ์โพลีคีไทด์กลุ่มอะซีโตเจนิน ได้แก่ annonis I-VI, annonacin, annonastatin, annoreticuin-9-one, 4-deoxyannoreticuin, cis-4- deoxyannoreticuin, annotemoyin, squamocenin, squamone, tetrahydrosquamone, (2,4-cis and trans)-squamolinone, (2,4-cis and-trans)-9-oxoasimicinon, squamone, tetahydrosquamone, bullatacin, bullatacinone A, mosins B-C, liriodenine, reticulatin-2, motrilln, squamostatin-D-C, cherimolin 1-2 2) องค์ประกอบทางเคมีชนิดอื่นๆ ได้แก่ อัลคาลอยด์ในกลุ่มควินาโซลีน เช่น samoquasine, liriodenine, anonaine อนุพันธ์ไดเทอร์ปีน เช่น annosquamosins A และ B, annomosin A-G, moupinamide, squamosamide, (-)-kauran-16-x-ol-19-oic acid, 16-B,17-dihydroxy-(-)-kauran-19-oic acid, 16-x,17- dihydroxy-(-)-kauran-19-oic acid, (-)-isokaur-15(16)-en-17,19-dioic acid, 16-x-methoxy-(-)-kuaran-19-oic acid, sachanoic acid,(-)-kauran-19-al-17-oic-acid สารประกอบไฮโดรคาร์บอนและอนุพันธ์กรดไขมัน เช่น กรดโอเลอิก และอนุพันธ์ไตรกลีเซอร์ไรด์ และ 11-hydroxy-16-hentriacontanone, 10-hydroxy-16-hentriacontanone และโปรตีน เช่น cyclosquamosin B 3) กลิ่นเฉพาะตัวของเปลือกน้อยหน่าเป็นกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหย เช่น 1H-cycloprop{e}azulene, germacrene D, bisabolene, caryophyllene oxide, bisabolene epoxide ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ; น้ำมันหอมระเหยที่แยกได้จากเปลือกต้านน้อยหน่ามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโต ของเชื้อแบคทีเรีย เช่น Bacillus subtilis และ Staphylococcus aureus ส่วนสารสกัดด้วยเมธานอลจากใบและเปลือกรากน้อยหน่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย ชนิด Plasmodium falciparum สายพันธุ์ 3D7 และ Dd2 การทดสอบผลการฆ่าเหาของสารสกัดด้วยเฮกดซนจากเมล็ดน้อยหน่า (เจือจาง 1 : 1 ในน้ำมันมะพร้าว ) พบว่าสารสกัดทั้งสองชนิด 2 ชนิด สามารถฆ่าเหาได้ดี และเมื่อนำสารสกัดในตัวทำลายปีโตรเลียม อีเธอร์ จากเมล็ดน้อยหน่าสามารถฆ่าเหาได้เช่นกัน 2) ฤทธิ์ความเป็นพาต่อเซลล์ ; อนุพันธ์อะซีโตเจนินจากเปลือกต้น น้อยหน่ามีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิด นอกจากนั้น เมื่อทดสอบฤทธิ์ก่อกลายพันธ์และฤทธิ์ความเป็นพิษต่อตัวอ่อนในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากน้อยหน่าไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อหนูทดลอง 3) ฤทธิ์อื่นๆ ; สารสกัดตัวทำละลายอินทรีย์จากน้อยหน่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด จากการทดสอบในสัตว์ทดลองที่เหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วยอัลลอกซานหรือสเต รปโตโซโตซิน และสามารถยับยั้งการจับกลุ่มของเกร็ดเลือดได้ ส่วนโปรตีนจากเมล็ดน้อยหน่า มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดในสัตว์ทดลอง

เทียนบ้าน เทียน บ้านเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก  ลำต้านสีเขียวอ่อนโปร่งแสง  อุ้มน้ำ  ใบเป็นใบ เดี่ยว  เรียงสลับรอบลำต้น  รูปยาวเรียว  โคนใบและปลายใบเรียวแหลม  ขอบใบ หยักลึกแบบฟันเลื่อย  มีสีเข้มกว่าลำต้น  ก้านใบสั้นมีปุ่มเรียงเป็นแนวยาว 2 ข้าง  ดอกออกเดี่ยวๆหรือออกหลายอยู่รวมกัน  กลีบรองกลีบดอกมี 3 กลีบ รูป ไข่ป้อม  สีเขียว  กลีบดอก 5กลีบ กลีบบนรูปกลมปลายเว้าเล็ก น้อย  กลีบ 2 กลีบกว้าง  กลีบล่างงอเป็นกระเปาะ  กระเปาะจะมีงอยยื่นออกมา เป็นหลอดเล็กยาว  ปลายโค้งงอขึ้นเล็กน้อย  กลีบดอกมีหลายสีเช่น ขาว ชมพู  แดง  หรือหลายสีผสมกัน เทียนบ้าน ชื่ออื่น : เทียนดอก เทียนไทย เทียนสวน เทียนขาว จึงกะฮวย (จีน) Common name : Garden balsam ชื่อวิทยาศาสตร์ : Impatiens balsamina L. วงศ์ : Balsaminaceae ลักษณะทั่วไป : เทียนบ้านเป็นพืชล้มลุก ขนาดเล็ก ลำต้านสีเขียวอ่อนโปร่งแสง อุ้มน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรอบลำต้น รูปยาวเรียว โคนใบและปลายใบเรียวแหลม ขอบใบหยักลึกแบบฟันเลื่อย มีสีเข้มกว่าลำต้น ก้านใบสั้นมีปุ่มเรียงเป็นแนวยาว2 ข้าง ดอกออกเดี่ยวๆหรือออกหลายอยู่รวมกัน กลีบรองกลีบดอกมี 3 กลีบ รูปไข่ป้อม สีเขียว กลีบดอก 5กลีบ กลีบบนรูปกลมปลายเว้าเล็กน้อย กลีบ 2 กลีบกว้าง กลีบล่างงอเป็นกระเปาะ กระเปาะจะมีงอยยื่นออกมาเป็นหลอดเล็กยาว ปลายโค้งงอขึ้นเล็กน้อย กลีบดอกมีหลายสีเช่น ขาวชมพู แดง หรือหลายสีผสมกัน ผลรูปไข่หรือรูปรีมีผลสีขาวแก่จัดจะแตกเป็นริ้วๆ ตามยาวของผล และม้วนขมวด แต่ละช่องมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีสีน้ำเงินเข้มรสและสรรคุณยาไทย ใบเทียนบ้านตำพอกเล็บและปวดตามนิ้วมือ นี้วเท้า ถอนพิษ ปวดแสบปวดร้อน ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : รักษาฝี แผลพุพอง วิธีการใช้ : ใช้ใบสดและดอกสดประมาณ 1 กำมือ ตำละเอียด พอกฝี หรือคั้นน้ำทาบริเวณที่เป็นฝี และแผลพุพองวันละ 3 ครั้ง ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) องค์ประกอบหลักในใบและดอกเป็นอนุพันธ์แนพโธควิโนน ได้แก่ lawsone, 2 – methoxy – 1, 4 – naphthoquinone ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ตามสรรพคุณข้างต้น 2) องค์ประกอบทางเคมีอื่นๆ ได้แก่ อนุพันธ์ฟลาโวนอยด์ ทั้งในรูปอิสระและรูปกลัยโคไซด์ เช่น kaempferol, myricetin, quercetin, pelargonidin, cyaniding, malvidin, kaempferol, kaempferol-3-glucoside, kaempferol-3-glucosylrhamnoside, kaempferol-3- (p-coumaroy) glucoside kaempferol 3-rhamnosyldiglucoside สารประกอบเฟนิลโพรพานอยด์ เช่น caffeic acid, p-coumaric acid, ferulic acid, gentisic acid, p-hydroxbenzoic acid, sinapic acid, scopoletin, hydroxcinnamic acid ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ; สาร 2-methoxy-1,4-naphthoquinone ที่แยกได้จากใบเทียมบ้านมีฤทธิ์ต้านเชื้อราหลายชนิด ได้แก่ Trichopphyton mentagrophytes, T.rubrum, Microsporum gypseum, Epidermophyton floccusum, Candida albicans ตำรับยาบ้วนปากที่ดี potassium lawsone methyl ether ความเข้มข้นร้อยละ 0.5 สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อ Candida albicans ที่แยกได้จากผู้ป่วยเอดส์ ได้เทียบเท่ากับน้ำยาบ้วนปากคลอร์เฮกซิดีน ความเข้มข้นร้อยละ 0.2 การทดสอบประสิทธิภาพของยาขี้ผึ้งที่มี 2-methoxy-1,4-naphthoquinone เพื่อบำบัดโรคผิวหนัง พบว่าผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อรา T.mentagrophytes, T. Rubrum.M.gypseum,E floccosum, C.albicans ที่ความเข้มข้นของ 2-methoxy-1,4-naphthoquinone เป็นร้อยละ 0.5 2) การศึกษาความเป็นพิษ ; การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของ 2-methoxy-1,4-naphthoquinone โดยการฉีดสารเข้าช่องท้องหนู พบว่าขนาดยาที่ทำให้หนูตายร้อยละ 50 (LD) เท่ากับ 70.7 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และจากการเตรียมตำหรับยาต้านเชื้อราในช่องปากที่มี 2-methoxy-1,4- naphthoquinone ความเข้มข้นร้อยละ 0.5 ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวเมื่อทดสอบในหนูตะเภา

ทับทิม ทับทิม เป็นไม้พุ่มสูงไม่เกิน 3 เมตร  ปลายกิ่งอ่อนห้อยลู่ลงปลายกิ่งเล็กมักกลาย เป็นหนามแหลมๆ ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้าม  รูปขอบขนานแกมรูป หอกกลับ โคนใบสอบแคบ  ส่วนที่ค่อนไปทางใบจะกว้าง  เนื้อใบเนียนค่อนข้างบาง และเป็นมัน  ดอกมี 2 สี  คือสีแดง และสีขาว  ออกรวมเป็นกระจุกไม่เกิน 5 ดอก ตามปลายกิ่งกลีบรองดอกหนา  โคนกลีบผนึกติดกันเป็นหลอด  ปลายหลอดจักเป็นฟัน เลื่อย  และปลายหยักจะโค้งออก  กลีบดอกมีจำนวนเท่ากับกลีบรองกลีบดอกร่วง ง่าย ทับทิม ชื่ออื่น : พิลา พิลาขาว มะก่องแก้ว มะเก๊าะ เจียลิ่ว เซียะลิ้ว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Punica granatum Linn. วงศ์ : Punicaceae ลักษณะทั่วไป : ทับทิมเป็นไม้พุ่มสูงไม่ เกิน 3 เมตร ปลายกิ่งอ่อนห้อยลู่ลงปลายกิ่งเล็กมักกลายเป็นหนามแหลมๆ ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปหอกกลับ โคนใบสอบแคบ ส่วนที่ค่อนไปทางใบจะกว้าง เนื้อใบเนียนค่อนข้างบางและเป็นมัน ดอกมี 2 สี คือสีแดง และสีขาว ออกรวมเป็นกระจุกไม่เกิน 5 ดอกตามปลายกิ่งกลีบรองดอกหนา โคนกลีบผนึกติดกันเป็นหลอด ปลายหลอดจักเป็นฟันเลื่อย และปลายหยักจะโค้งออก กลีบดอกมีจำนวนเท่ากับกลีบรองกลีบดอกร่วงง่าย เกสรตัวผู้ติดอยู่ตามผนังกลีบ รองกลีบดอกด้านใน รังไข่จะจมอยู่ในฐานดอก ผลกลมโต ผลนอกแข็งเป็นมัน ผลแก่แตกออกเผยให้เห็นเมล็ด ที่มีเนื้อเยื่อใสสีขาวอมชมพูอยู่ภายใน ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : รักษาอาการท้องเสียและบิด วิธีการใช้ : ใช้เปลือกผลแห้ง โดยนำเปลือกผลทับทิมแก่ตากแดดให้แห้ง ใช้เปลือกและผลแห้งประมาณ 1 ใน 4 ของผลฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น รับประทานครั้งละ 1 – 2 ช้อนแกง หรือต้มกับน้ำปูนใสแล้วดื่มน้ำที่ต้มก็ได้ ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร ** – ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ องค์ประกอบทางเคมีในส่วนของเปลือกผลเป็นสารประกอบฟลาโวนอยด์และแทนนิน เช่น ellagic acid และ ellagitannis ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก++ 1) ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ; สารสกัดเปลือกผลทับทิมและสารที่ได้จาก เปลือกผลทับทิม ( เช่น ellagitannis ) มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด เช่น Staphylococcus aureus, Eschericia coli, Klebsiella pneumonia, Proteus vulgaris, Bacillus subtilis, Salmonella typhi , Propionibacterium acnes อย่างไรก็ตาม รายงานการศึกษาบางฉบับระบุว่า สารสกัดจากเปลือกผลทับทิมไม่สามารถยับยั้งเชื้อบางชนิด รวมถึง แบคทีเรียที่มีการรายงานมาแล้วข้างต้น เช่น E. coli, Salm typhi, Shigella sonnei , Pseudomonas aeruginosa Ellagic acid ที่สกัดจากเปลือกผลทับทิมมีฤทธิ์ ยับยั้งเอนไซม์ HIV-1 intergrase แต่ไม่มีฤทธิ์ยับยั้ง HIV-1 proterse 2) ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ; สารสกัดเปลือกผลทับทิมด้วยน้ำมีฤทธิ์ต้าน อนุมูลอิสระในระดับดี เมื่อทดสอบด้วยวิธีการทดสอบต่างๆ ได้แก่ วิธี DPPH Radical Scavenging วิธี lipid peroxidation และวิธีการทดสอบ superoxide ระดับความเข้มข้นในการยับยั้งอนุมูลอิสระได้ร้อยละ 50 (IC) จากการทดสอบด้วยวิธีต่างๆข้างต้นอยูในช่วง 0.1 – 1 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ส่วนสารสกัดด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ให้ผลการทดสอบในระดับความเข้มข้นที่ ยับยั้งอนุมูลอิสระได้ร้อยละ 50 ที่สูงกว่าประมาณ 10 เท่า สารสกัดจากเปลือกผลทับทิมมีมีฤทธิ์ปกป้องเยื่อบุทางเดินอาหาร (gastroprotective) โดยมีกลไกการออกฤทธิ์ผ่านทางฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ 3) ฤทธิ์อื่นๆ ; รายงานศึกษาในสัตว์ทดลองระบุว่า เมื่อให้กระต่ายกินผงเปลือกทับทิมขนาด 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จะสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันในกระต่ายได้ และมีรายงานว่าสารสกัดจากเปลือกผลทับทิมมีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogenic activity)

ทองพันชั่ง ทอง พันชั่งเป็นพืชล้มลุกกึ่งไม้พุ่มเตี้ย  แตกหน่อและแผ่กิ่งก้านออกเป็นกอ  ลำ ต้นและกิ่งก้านมีผลประปรายทั่วไป  กิ่งอ่อนมักเป็นสี่เหลี่ยมตามยาว  ใบเป็น ใบเดี่ยว  รูปมน  โคนและปลายใบสอบยาวเรียวออกเป็นคู่ๆ  ตรงข้ามกันและแต่ละ คู่ออกสลับทิศทางกัน  เนื้อในบางและเกลี้ยง  ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็ก น้อย ขอบสีขาวรูปร่างคล้ายนกกระยางออกเป็นช่อๆ  ตามง่ามใบ  กลีบดอกรวมกัน เป็นหลอดรูปทรงกลม  ปลายแยกเป็น 2 กลีบ  ปลายกีบล่างห้อยย้อยลง  และหยัก เป็นสามลอน  กลีบบนชี้ตั้งขึ้น  ปลายแยกเป็นสามลอน  โคนกลีบมีจุดประสีม่วง แดง  เกสรตัวผู้มีสีน้ำตาลอ่อนมีสองอันยื่นพ้นกลีบดอกออกมาเล็กน้อย ทองพันชั่ง ชื่ออื่น : หญ้ามันไก่ ทองคันชั่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ :Rhinacanthus nasutus (L.) Kurz( syn. R.communis Nees ) วงศ์ : Acanthaceae ลักษณะทั่วไป : ทองพันชั่งเป็นพืชล้มลุก กึ่งไม้พุ่มเตี้ย แตกหน่อและแผ่กิ่งก้านออกเป็นกอ ลำต้นและกิ่งก้านมีผลประปรายทั่วไป กิ่งอ่อนมักเป็นสี่เหลี่ยมตามยาว ใบเป็นใบเดี่ยว รูปมน โคนและปลายใบสอบยาวเรียวออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกันและแต่ละคู่ออกสลับทิศทางกัน เนื้อในบางและเกลี้ยง ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ขอบสีขาวรูปร่างคล้ายนกกระยางออกเป็นช่อๆ ตามง่ามใบ กลีบดอกรวมกันเป็นหลอดรูปทรงกลม ปลายแยกเป็น 2 กลีบ ปลายกีบล่างห้อยย้อยลง และหยักเป็นสามลอน กลีบบนชี้ตั้งขึ้น ปลายแยกเป็นสามลอน โคนกลีบมีจุดประสีม่วงแดง เกสรตัวผู้มีสีน้ำตาลอ่อนมีสองอันยื่นพ้นกลีบดอกออกมาเล็กน้อย รังไข่มี 1 อัน รูปยาวรี มีท่อน้ำไข่คล้ายเส้นด้ายยาวเสมอกลีบดอก ผลเป็นฝักยาว มีขนสั้นๆ คลุม ภายในมี 4 เมล็ด รสและสรรพคุณยาไทย : ใบรสเบื่อเมา เป็นยาเย็นดับพิษไข้ รากป่นละเอียดแช่เหล้า 7 วัน ทาแก้กลากเกลื้อนผื่นคัน ++ สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณะสุขมูลฐาน ++ สรรพคุณ : รักษาโรคกลากเกลื้อน วิธีการใช้ : ใช้ใบสดหรือรากสดหรือแห้งมาตำให้ละเอียดแล้วแช่แอลกอฮอร์พอท่วมตัวยา ตั้งทิ้งไว้ 7 วัน นำน้ำยามาทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนบ่อยๆ วันละ 3-4 ครั้ง จนกว่าจะหายแล้วทาต่ออีก 7 วัน ** ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร **- ++ องค์ประกอบทางเคมี ++ 1) องค์ประกอบหลักที่เป็นสารออกฤทธิ์เป็นอนุพันธ์แนพโธควิโนน ซึ่งพบได้ทั้งในราก ลำต้น และใบ ได้แก่ rhinacanthins A-D และ H-R , rhinacanthone 2) องค์ประกอบอื่นที่มีรายงาน ได้แก่ อนุพันธ์สเตอรอยด์ เช่น stigmasterol, B-sitosterol, และ สารประกอบลิกแนน และเฟนิลโพรานอยด์อื่นๆ เช่น rhinacanthins-E, -F , lupeol, methylvanillate เป็นต้น ++ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก ++ 1) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ; สารสกัดจากใบทองพันชั่งด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Microsporum gypseum, Trichophyton rubrum และ T. mentagrophytes และสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกหลายชนิด เช่น Bacillus cereus, B.globigii, B.subtilis และ Staphylococcus aures ได้ดี แต่ไม่พบฤทธิ์ต้านเชื้อแกรมลบ ได้แก่ Proteus morgani , P. mirabilis, Salmonellatyphi, Pseudomonas และ Escherichia coli อนุพันธ์แนพโธควิโนนจากใบทองพันชั่งได้แก่ rhinacanthin-C,-D,-N มีฤทธิ์ยับยั้งจุลชีพตามที่อ้างถึงข้างต้นได้ในระดับดี และคาดว่าเป็นสารที่ทำให้เกิดผลดังกล่าวในสารสกัดจากทองพันชั่ง แนพ โธควิโนนจากทองพันชั่ง ได้แก่ rhinacanthins-C และ –D มีฤทธิ์ต้านไวรัสในกลุ่ม cytomegalovirus แต่ไม่แสดงผลในการต้านเชื้อ influenza virus type A (Flu-A), herpes simplex virus type 2 (HSV-2) และ respiratory syncytial virus (RSV)3 ส่วนอนุพันธ์ลิกแนน ได้แก่ rhinacanthins E และ F มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อ Flu-A แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ HSV-2 Rhinacanthone มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิดสเปอร์ของเชื้อราก่อโรคในข้าว Pyricularia orPyricularia orzae 2) ฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์; อนุพันธ์แนพโธควิโนนจากทองพันชั่ง ได้แก่ rhinacanthins A-D,G-I,K-Q มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงหลายชนิด เช่น มะเร็งช่องปาก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น

No Comments

Post A Comment