สละ – ระกำ

Zemanta Related Posts Thumbnail

11 ม.ค. 2011 สละ – ระกำ

การปลูกและดูแลรักษาสละ สละ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zalacca edulis อยู่ในวงศ์ Palmae นับเป็นพืชที่น่า จับตามองพืชหนึ่ง เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหอมหวานเฉพาะตัวเป็นที่นิยมของผู้ บริโภค และนิยมนำมาเป็นของฝาก เป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตใน เชิงการค้าได้ค่อนข้างเร็ว หากมีการดูแลปฏิบัติ  รักษาและจัดการปัจจัยการผลิตอย่างถูกต้องเหมาะสม แหล่งปลูกสละที่เหมาะสม: โดยทั่วไปสามารถปลูกได้ดีเกือบทุก สภาพพื้นที่ แต่พื้นที่ที่เหมาะสมควร มีความลาดเอียง ไม่ควรเกิน 15% ไม่มีน้ำท่วมขัง ลักษณะดินควรเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนปนเหนียวที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี มีชั้นดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร ระดับน้ำใต้ดินลึกมากกว่า50 เซนติเมตร มีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ระหว่าง 5.0-6.5 อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-40 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,500 มิลลิเมตรต่อปี และการกระจายตัวของฝนดีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 60-70% มีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้ง น้ำควรสะอาดไม่มีสารอินทรีย์และอนินทรีย์ที่เป็นพิษปนเปื้อน การคัดเลือกพันธุ์สละ : การเลือกพันธุ์สละ มีวิธีการเลือกดังนี้ • เลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับแหล่งปลูกและตรงตามที่ตลาดต้องการ • ตรงตามพันธุ์ ซึ่งต้องเป็นต้นพันธุ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์โดยการตัดชำลำต้นแก่หรือแยก หน่อจากต้นเพศเมียเท่านั้นและต้องไม่ใช่หน่อที่พัฒนามาจากไหลหรือจากการเพาะ เลี้ยงเนื้อเยื่อในขณะที่ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อยัง อาจกลายพันธุ์ได้ • มีความสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคและแมลง พันธุ์สละที่นิยมปลูก : พันธุ์ที่นิยมปลูก มีดังนี้ 1. สละพันธุ์เนินวง เป็นพันธุ์สะละ ที่นิยมปลูกมากที่สุด ขนาดตะโพกหรือลำต้นเล็กกว่าระกำ บริเวณกาบใบมีสีน้ำตาลทอง ปลายใบยาว หนามของยอดที่ยังไม่คลี่มีสีขาว ผลมีรูปร่างยาวหัวท้ายเรียวคล้ายกระสวย หนามผลยาว อ่อนนิ่ม ปลายหนามงอนไปทางท้ายผล เนื้อมีสีเหลืองนวลคล้ายน้ำผึ้ง หนานุ่ม รสชาติหวานหรือหวานอมเปรี้ยว รับประทานแล้วรู้สึกชุ่มคอ กลิ่นหอม เมล็ดเล็ก 2. สละพันธุ์หม้อ ขนาดตะโพกหรือลำต้นเล็กและใบมีสีเข้มกว่าพันธุ์เนินวง ข้อทางใบถี่ สั้นหนามยาวเล็กและอ่อนกว่าพันธุ์เนินวง ช่อดอกยาว ติดผลง่ายกว่าพันธุ์เนินวง ผลคล้ายระกำ เปลือกผลสีแดงเข้ม เนื้อสีน้ำตาลมีลาย เนื้อหนาแต่ไม่แน่น รสชาติหวาน มีกลิ่นเฉพาะ เมล็ดเล็ก ทนต่อสภาพแสงแดดจัดได้ดีกว่าพันธุ์เนินวง 3. สละพันธุ์สุมาลี เป็นพันธุ์ใหม่ ลักษณะลำต้นคล้ายระกำ ทางใบยาวมีสีเขียวอมเหลือง ใบใหญ่กว้างและปลายใบสั้นกว่าพันธุ์เนินวง หนามของยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่มีสีส้มอ่อน คานดอกยาวช่อดอกใหญ่ ติดผลง่าย ผลมีรูปร่างป้อมสั้น สีเนื้อคล้ายสละเนินวง เนื้อหนากว่าระกำแต่บางกว่าพันธุ์เนินวง รสชาติหวาน มีกลิ่นเฉพาะ เจริญเติบโตเร็วและทนต่อสภาพแสงแดดจัดได้ดีกว่าพันธุ์เนินวง

การปลูกสละ : การเตรียมพื้นที่ในการปลูกสละ มีดังนี้

1. พื้นที่ดอนที่ปลูกไม้ยืนต้นไว้แล้ว – สามารถปลูกสละร่วมกับไม้ยืนต้นเหล่านั้นได้เลยโดยอาศัยไม้ยืนต้นที่ปลูกไว้แล้วเป็นร่มเงาพรางแสง พื้นที่ดอนที่ไม่มีไม้ยืนต้น – ไถพรวน ปรับพื้นที่ให้เรียบ และขุดร่องระบายน้ำหากมีปัญหาน้ำท่วมขัง – ปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้โตเร็วเพื่อเตรียมไว้เป็นร่มเงาของสละ 2. พื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขังในฤดูฝน • ขุดยกร่องสวนให้มีขนาดสันร่องกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตรลึก 1 เมตร • มีระบบระบายน้ำเข้าออกเป็นอย่างดี • ปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้โตเร็วเป็นไม้ร่มเงาริมขอบแปลงทั้ง 2 ด้านเพื่อช่วยยึดป้องกันการพังทลายของแปลงปลูกด้วย วิธีการปลูกสละ : ระยะปลูก สัมพันธ์กับจำนวนต้นต่อพื้นที่ โดยจำนวนต้นที่เหมาะสมเท่ากับ 100 ต้นต่อไร่ เช่น หากปลูกสละแบบต้นเดี่ยว ควรปลูกในระยะ 4×4 เมตร หรือ ปลูกแบบกอไว้กอละ 3 ต้น ควรปลูกในระยะ 6×8 เมตร เป็นต้น หรือสละ 1 ต้น ใช้พื้นที่ 14-20 ตารางเมตร การขุดหลุมปลูก ขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้าง ยาว ลึก ประมาณ 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟต อัตรา 500 กรัม/หลุม วางต้นพันธุ์แล้วกลบดินจนอยู่ระดับเดียวกับผิวดิน ควรเอาดินกลบโคนปีละ 1 ครั้ง การพรางแสง • สละต้องมีร่มเงาพรางแสงประมาณ 50% ของแสงปกติ วิธีการพรางแสงทำได้โดย • กรณีปลูกในสวนไม้ผลหรือไม้ยืนต้น เช่น เงาะ ทุเรียน ขนุน ฯลฯ ควรตัดแต่งกิ่งของไม้ยืนต้นให้ได้แสงที่พอเหมาะ • กรณีปลูกใหม่ไม่มีไม้ร่มเงาต้องปลูกไม้โตเร็วเป็นไม้ร่มเงาถาวร เช่น กระถินเทพา เพกา เหรียง ฯลฯ หรือไม้ยืนต้นอื่นที่เหมาะสมและควรปลูกมากกว่า 1 ชนิด • ใช้ตาข่ายพลาสติกพรางแสงขึงคลุมให้ได้แสงประมาณ 50% การป้องกันลมสวนสละต้องมีการป้องกันลมโดยทำฉากป้องกันลมหรือปลูกไม้บังลมรอบแปลง

การดูแลรักษาสละ :

การดูแลรักษาสละในระยะก่อนให้ผลผลิต (อายุ 1-3 ปี) 1. การใส่ปุ๋ย • ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 2-5 กิโลกรัม/กอ/ปี แบ่งใส่ 2-4 ครั้ง/ปี • ปุ๋ยคอก อัตรา 10-20 กิโลกรัม/กอ/ปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง/ปี 2. การให้น้ำ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอประมาณ 100-118 ลิตร/กอ/วัน สำหรับระยะปลูก 6×6 เมตร 3.การตัดแต่งทางใบ ไม่ควรตัดแต่งทางใบมากนักนอกจากทางใบที่แก่หมดสภาพแล้วเท่านั้น หากทางใบโน้ม กีดขวางการทำงานควรใช้เชือกไนล่อนผูกรวบไว้ ทางใบที่ตัดแล้วควรนำไปปูคลุมรอบโคนต้นโดย คว่ำด้านหนามลงดิน หรือบดละเอียดด้วยเครื่องบดทางสะละเป็นปุ๋ยหมักต่อไป 4. การตัดแต่งหน่อและการไว้กอ สละอายุได้ประมาณ 1 ปี จะแตกหน่อออกมาจำนวนมาก หากปลูกแบบกอควรเลี้ยงหน่อ ไว้เพียงหน่อเดียว (2 ต้นต่อกอรวมทั้งต้นแม่) จะทำให้สละตกผลเร็ว หลังจากนั้นค่อยเลี้ยงหน่อ เพิ่มขึ้นให้ได้จำนวนต้นตามต้องการและคอยหมั่นตัดแต่งหน่อที่ไม่ต้องการออก การดูแลรักษาสะละในระยะให้ผลผลิต (อายุ 3 ปีขึ้นไป) 1. การใส่ปุ๋ย • ควรเก็บตัวอย่างดินและใบสละไปวิเคราะห์ทางเคมีเพื่อประเมินความต้องการธาตุอาหาร ของสละสำหรับใช้เป็นแนวทางการใส่ปุ๋ยอย่างถูกต้อง • ควรกำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ย และใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความชื้นเพียงพอ • ปุ๋ยคอกอัตรา 30-40 กิโลกรัม/กอ/ปี แบ่งใส่ปีละ 2 ครั้ง • ปุ๋ยเคมีที่มีเรโชเท่ากับ 1:1:1 หรือ 2:1:2 หรือใกล้เคียง อัตรา 1-2 กิโลกรัม/กอ/เดือน ใส่ ทุกเดือน ๆ ละ 1-2 ครั้งโดยพิจารณาจากความสมบูรณ์ของต้นและปริมาณผลผลิตประกอบด้วย 2. การให้น้ำ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะในช่วงขาดฝนควรให้น้ำวันเว้นวันหรือ 100-118 ลิตร/กอ/ วันสำหรับระยะปลูก 6×6 เมตร 3. การตัดแต่งทางใบ • สละที่ให้ผลผลิตแล้วควรไว้ทางใบ 15-20 ทางใบ • ไม่ควรตัดแต่งทางใบที่รองรับทะลายผลจนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว • ทางใบช่วงที่มีใบตัดแล้วนำมาปูคลุมโคนโดยคว่ำหนามลงดินส่วนช่วงโคนที่ไม่มีใบนำไปบดละเอียดด้วยเครื่องบดทางสละเป็นปุ๋ยหมักต่อไป 4. การตัดแต่งหน่อและไว้กอ หลังจากเลี้ยงหน่อได้จำนวนต้นที่ต้องการแล้วคอยหมั่นตัดหน่อที่ไม่ต้องการออกทั้งหน่อ ข้างต้น (หน่อต๊อก) และหน่อดินเมื่อสะละมีอายุได้ประมาณ 7-8 ปี หรือเมื่อต้นมีความสูงไม่น้อย กว่า 1 เมตร อาจตัดต้นแม่ออกนำไปขยายพันธุ์เพื่อให้มีช่องว่างตรงกลางกอ จะทำให้ปฏิบัติการ ดูแลรักษาสะดวกยิ่งขึ้น 5. การตัดแต่งดอก ค้านดอกที่ออกมาในระยะก่อน 2 ปีควรตัดทิ้ง เพราะผลผลิตที่ได้ในระยะนี้จะไม่มีคุณภาพ ตัดแต่งช่อดอกในแต่ละคานให้เหลือปริมาณพอเหมาะกับความสมบูรณ์ต้น โดยสังเกตจากช่อดอก หากสมบูรณ์จะอวบยาว สีแดงเข้ม กาบหุ้มมีสีดำหรือสีน้ำตาล 6. การผสมเกสร สละต้องช่วยผสมเกสร • ผสมเกสรโดยตัดช่อดอกตัวผู้ของระกำ สะกำหรือสละที่บานแล้วมาเคาะใส่ช่อดอกตัวเมีย ที่บานแล้วประมาณ 50% ของช่อดอกขึ้นไป ให้ละอองเกสรตกลงไปผสมกับเกสรตัวเมีย • ผสมเกสรโดยใช้เกสรสำเร็จรูปที่เก็บรวบรวมไว้กับแป้งทาลคัมอัตรา 1:10 พ่นบนช่อดอก ตัวเมียที่บานแล้ว 80% ก่อนนำเกสรสำเร็จรูปไปใช้ควรทดสอบเปอร์เซ็นต์ความมีชีวิตของ ละอองเกสรก่อน • การผสมเกสรสามารถทำได้ตลอดทั้งวัน แต่ในฤดูฝนเมื่อผสมแล้วต้องคลุมดอกไว้อย่าง น้อย 2 วัน • 7. การโยงผล โยงผลตามความเหมาะสมโดยเฉพาะในต้นเล็กที่กระปุกผลอยู่ใกล้พื้นดิน 8. สุขลักษณะและความสะอาด • ควรรักษาแปลงปลูกให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ • กำจัดวัชพืชเพื่อไม่ให้แข่งขันกับสะละหรือเป็นแหล่งอาศัยของศัตรูพืช • ควรเก็บเศษพืชโดยเฉพาะที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก • ทางใบสละที่ตัดแต่งทิ้งควรนำมาคลุมโคนหรือกองไว้บริเวณระหว่างแถว หรือย่อยด้วย เครื่องบดเศษซากพืช แล้วใส่บริเวณโคนต้นเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในสวนสละ • ผลสละที่เน่าเสียจากการทำลายของเชื้อราควรเก็บรวบรวมนำไปเผาทำลายนอกแปลง ปลูก • ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้วควรเก็บรวบรวมนำไปทำลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝัง ดินหรือทิ้งในสถานที่ที่จัดไว้สำหรับทิ้งภาชนะเหล่านี้ • ควรทำความสะอาด ดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้งานภายในสวนอยู่ เสมอ

การเก็บเกี่ยวสละ :

• นับอายุผล ควรเก็บเกี่ยวเมื่อผลสละมีอายุประมาณ 37 สัปดาห์หลังดอกบาน (ประมาณ 9 เดือน) จะได้ผลสละที่มีรสหวานอมเปรี้ยว • สังเกตสีเปลือก จะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวแตกลายเป็นลายคล้าย เกล็ดงูชัดเจน • บีบผลแล้วรู้สึกว่านิ่ม เนื่องจากมีความแน่นเนื้อน้อยลง เมื่อทดสอบปลิดผลจะหลุดออก จากขั้วได้ง่าย • ทดสอบรสชาติโดยการชิมเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด โดยควรชิมในแต่ละกระปุกก่อนเก็บเกี่ยว เพราะในแต่ละกระปุกจะสุกแก่ไม่พร้อมกัน วิธีการเก็บเกี่ยว • ใช้กรรไกรหรือมีดมีคมตัดกระปุกสละทีละกระปุกวางในเข่งหรือตะกร้าพลาสติก ระมัดระวังอย่าให้ผลหลุดร่วง • ขนถ่ายจากแปลงไปยังโรงเรือนคัดบรรจุ (Packing House) ด้วยความระมัดระวัง วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว : • คัดเลือกโดยตัดแต่งผลที่ลีบและเน่าเสียออก • ทำความสะอาดโดยใช้น้ำจืด • คัดแยกคุณภาพก่อนการจำหน่ายจะทำให้ได้ราคาดีกว่าการจำหน่ายคละ • บรรจุลงเข่งหรือตะกร้าพลาสติกที่บุด้วยวัสดุป้องกันการชอกช้ำระหว่างขนส่ง เช่น ใบตอง กระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นต้น การเก็บรักษาผลผลิตและการบรรจุ : อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาคือ 15 oC อายุของสละที่สามารถเก็บรักษาได้นานที่สุด 37 สัปดาห์ หลังดอกบานโดยเก็บได้ 28 วัน เมื่อนำออกมาจากห้องเย็นยังมีอายุการวางจำหน่ายได้ อีก 3 วัน โดยคุณภาพไม่เปลี่ยนแปลง ผสมพันธุ์สละให้ติดง่ายด้วยเกสรตัวผู้ระกำ สละ   ผลไม้ยอด เยี่ยมของจันทบุรีโดยเฉพาะ พันธุ์สุมาลี การดูแลบำรุงและการผสมเกสรเพื่อให้ ติดดอกมีความยากสำหรับเกษตรกรมือใหม่ แต่สามารถทำให้ง่ายได้ด้วยเทคนิคจาก เกษตรกรผู้มีประสบการณ์การทำสวนสละแห่งเมืองจันทบุรี โดยการใช้เกสรตัวผู้ ของระกำเป็นพ่อพันธุ์ การเตรียมดิน/พื้นที่ในการปลูก : 1. พื้นที่ในการปลูกต้องเป็นดินร่วนโปร่ง มีแร่ธาตุอาหารที่อุดมสมบูรณ์ 2. เตรียมการยกร่องระหว่างแถวระยะ 6 เมตร 3. ขุดหลุมปลูกระยะห่างระหว่างต้น ระยะ 5 เมตร 4. จัดเตรียมระบบน้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ วิธีการปลูกสละพันธุ์สุมาลี (ต้องเป็นกล้าพันธุ์แท้) : 1. ขุดหลุมนำกล้าสละลงปลูกโดยนำปุ๋ยขี้วัวโรยก้นหลุมบาง ๆ 2. ให้น้ำทันทีหลังปลูกเสร็จ 3. ปักหลักไม้สูงเหนือตัวกล้าเพื่อเป็นเสาทำร่มให้ต้นสละ 4 จุดรอบต้น ห่างจากต้นพอประมาณ 4. นำผ้าตะข่ายเขียวพันรอบหลังที่ปักไว้เพื่อกำบังแสงแดด การดูแลรักษา/การใส่ปุ๋ย/การให้อาหาร : 1. ให้น้ำ 3 วัน/ครั้ง 2. ใส่ปุ๋ยคอก 2 สัปดาห์/ครั้ง (รองโคนต้น) 3. ตกแต่งกอและตัวใบที่แห้งเหยี่ยวทิ้งเป็นระยะ 4. บำรุงต้นโดยปุ๋ยชีวภาพและการให้ปุ๋ยคอกด้วยมูลวัวเท่านั้น การผสมเกสร เทคนิคการผสมเกสรสละติดง่ายด้วยเกสรระกำ(ตัวผู้): 1. นำเกสรระกำ (ตัวผู้) ถูเบาๆ รอบดอกสละแล้วนำมัดติดกันทิ้งไว้2. สังเกตการเจริญเติบโตในปีที่ 2 มีการแทงช่อดอกออกมา โดย 1 ก้านช่อไม่ต่ำกว่า 3-5 ดอก 3. สังเกตระยะดอกเริ่มบานคือช่วงเวลาของการผสมเกสร 4. นำเกสรระกำ (ตัวผู้) ถูเบาๆ รอบดอกสละแล้วนำมัดติดกันทิ้งไว้ 5. สังเกตว่าจะมีการติดลูกและเจริญเติบโตเป็นระยะ จึงนำเกสรระกำออก 6. หลังจากมีการติดลูกและเจริญเติบโตสักระยะแล้วควรทำการปลิดลูกทิ้งให้มีจำนวน พอประมาณใน 1 พวง ไม่ควรเกิน 8-9 ลูก เพื่อผลที่ใหญ่ได้ขนาด 7. ทำการโยงเพื่อให้ผลสละอยู่เหนือพื้นดิน ป้องกันการเน่าเสีย การเก็บเกี่ยว : -หลังจากปลูกใช้เวลา 9 เดือนจึงสามารถเก็บผลผลิตได้

No Comments

Post A Comment