เทคนิคการปลูกข้าวอินทรีย์ ในภูมิภาคต่างๆ

Zemanta Related Posts Thumbnail

17 พ.ย. 2010 เทคนิคการปลูกข้าวอินทรีย์ ในภูมิภาคต่างๆ

ภาคเหนือตอนบน
ในพื้นที่นี้ แต่เดิมก่อนปี พ.ศ. 2534 เกษตรกรปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ซึ่งอยู่ในกลุ่มข้าวหอมมะลิไทย ไว้เพื่อการจำหน่าย และปลูกข้าวเหนียว กข6 ไว้เพื่อบริโภคและเหลือจำหน่ายบางส่วน ดินนามีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง-สูง ปริมาณน้ำฝนเพียงพอตลอดฤดูปลูก มีการใช้รถไถเดินตามและรถแทรกเตอร์ รวมทั้งเครื่องนวดข้าวเป็นเครื่องจักรกลช่วยทุ่นแรงในการทำนา ส่วนใหญ่ปลูกข้าวแบบปักดำ และเริ่มมีการปลูกแบบหว่านข้าวแห้งในนาลุ่มแล้วบ้าง มีการใส่ปุ๋ยเคมีที่นำมาซึ่งปัญหาโรคไหม้และการทำลายของแมลงในบางปี ซึ่งยังไม่มีการป้องกันกำจัดเพราะเสียหายเพียงบางส่วน ด้านสัตว์ศัตรูข้าวนั้น ด้วยการทำนาในเวลาใกล้เคียงกันเป็นบริเวณกว้าง ช่วยกระจายการทำลายได้ และการดักจับมาบริโภคยังช่วยควบคุมปริมาณศัตรูพืชได้ดี การเก็บเกี่ยวด้วยแรงคนแล้วตากสุ่มซังในนา 3-4 วัน ทำให้ได้ข้าวเปลือกที่มีความชื้น 13-15 % นำไปเก็บรักษาหรือจำหน่ายได้เลย

ในการจัดทำแผนการเพาะปลูกข้าวอินทรีย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมานั้น ได้พิจารณาใช้เทคนิควิธีการเดิมที่ไม่ขัดกับระบบเกษตรอินทรีย์ แล้วพัฒนาวิธีการทดแทนการใช้สารเคมีเดิม โดยใช้ข้อมูลจากผลงานวิจัยการผลิตข้าวอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับข้อคิดเห็นของหน่วยตรวจสอบรับรอง โดยมีหลักการให้หมุนเวียนใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และจะต้องพิจารณาต้นทุนการผลิตประกอบด้วยทุกขั้นตอนการผลิต คือ

1. พันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ ; พันธุ์ข้าวที่ใช้ตามความต้องการของตลาด คือ ขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ช่วงหลังปี พ.ศ. 2545-46 มีพันธุ์ กข6 ร่วมด้วย ระยะแรกใช้เมล็ดพันธุ์จากสถานีทดลองข้าวในพื้นที่ และฝึกอบรมการปลูกข้าวเพื่อทำเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรในโครงการ ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เองและเหลือจำหน่ายบางส่วน

2. การเตรียมดินและวิธีปลูก ; ใช้รถแทรกเตอร์ไถเตรียมดินช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ในนาหว่านข้าวแห้งซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมากขึ้นมากกว่า 50 % จะไถแปรโดยใช้รถไถเดินตาม หว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 15 กก./ไร่ แล้วคราดกลบ ในเดือนพฤษภาคม ส่วนนาดำที่ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณที่ดอน จะตกกล้าในเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม แล้ว ไถแปร คราดน้ำขัง แล้วถอนกล้าข้าวมาปักดำในเดือนกรกฎาคม- สิงหาคม

3. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน ; ในเบื้องต้นมีการไถกลบตอซังข้าวในนา นำฟางข้าวมาทำเป็นปุ๋ยหมักผสมกับปุ๋ยคอกแล้วนำกลับไปใส่ในนา มีการเลี้ยงวัวแล้วนำมูลวัวมาหมัก ป่นแล้วอัดเม็ดนำไปใส่ในนาและเหลือจำหน่ายบางส่วน ด้านปุ๋ยพืชสด มีการพัฒนาการปลูกถั่วเขียวมาตั้งแต่ปี 2537 ต่อมามีการปลูกโสนอัฟริกันและปอเทือง ซึ่งได้ผลดีในบางปีขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนต้นฤดู การจัดการดินและใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ดังกล่าว อยู่ภายใต้แนวคิด “รักษาสถานะความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ยั่งยืน”

4. การควบคุมน้ำและควบคุมวัชพืช ; การทำนาดำช่วยควบคุมวัชพืชได้เป็นอย่างดี แต่ในพื้นที่นาลุ่มที่วัชพืชไม่รุนแรง สามารถทำนาหว่านข้าวแห้งร่วมกับถั่วเขียวสลับในบางปี ช่วยลดต้นทุนค่าแรงงานได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามการดูแลคันนาเพื่อรักษาระดับน้ำขังในนาให้พอดีกับการเจริญเติบโตของข้าว ก็เป็นการควบคุมวัชพืชอย่างได้ผล รวมทั้งมีผลต่อความแข็งแรงของต้นข้าวด้วย

5. การป้องกันกำจัดศัตรูข้าว ; ศัตรูข้าวที่สำคัญในพื้นที่นี้ คือ ในระยะแรกของการเจริญเติบโตของข้าว มีปู และหอยเชอรี่ ซึ่งเกษตรกรแก้ไขโดยการลดระดับน้ำในนา จับมาบริโภคหรือทำน้ำหมักชีวภาพ และใส่ต้นพืช เช่น โล่ติ้นหรือหางไหลกำจัด ในระยะข้าวแตกกอมีแมลงบั่วทำลายรุนแรงในบางปี ซึ่งยังไม่มีการป้องกันกำจัด รวมทั้งโรคไหม้ที่จะรุนแรงในบางปีและไม่ป้องกันกำจัดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตพบว่า ต้นข้าวอินทรีย์ที่ไม่ได้รับปุ๋ยเคมี มีความแข็งแรงและทนทานต่อโรคไหม้ได้ดีกว่าข้าวที่ใส่ปุ๋ยเคมี ข้าวที่ปลูกแบบหว่านข้าวแห้งมีการทำลายของแมลงบั่วน้อยกว่าข้าวนาดำ รวมทั้งสังเกตเห็นการเพิ่มขึ้นของศัตรูธรรมชาติในนา เช่น แมลงปอ ด้วงเต่า แตนเบียน เป็นต้น

6. การจัดการก่อนและหลังเก็บเกี่ยว ; คุณภาพของข้าวได้รับผลกระทบจากขั้นตอนนี้มาก โดยเฉพาะจากการตกของฝนช่วงก่อน – หลังการเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตาม การจัดการแบบดั้งเดิมก็ใช้ได้ผลดี คือ ระบายน้ำออกนาให้แห้งพอดีในช่วงที่ข้าวสุกแก่ ใช้คนเก็บเกี่ยวแล้วตากสุ่มซัง 3-4 วัน หลังจากนั้นนำมารวมกองไว้รอคนนวดหรือใช้เครื่องนวด กองไว้ได้นานกว่า 30 วัน โดยข้าวยังคงมีคุณภาพดี การใช้เครื่องนวดข้าวจะต้องระวังกรณีที่เปลี่ยนจากข้าวเหนียวเป็นข้าวเจ้า เพราะจะเกิดการปนของข้าวที่ติดอยู่ในเครื่องนวด จึงต้องเป่าหรือล้างทำความสะอาดเครื่องนวดก่อน ข้าวเปลือกที่ได้จะมีความชื้นเฉลี่ย 13-15 % ตามมาตรฐาน นำไปเก็บรักษาในยุ้งฉางหรือใส่กระสอบป่านที่ทำความสะอาดและคัดชิ้นส่วนข้าว ที่ติดมากับกระสอบเดิมแล้ว ทั้งนี้ จะต้องติดรหัสของนาข้าวหรือของเกษตรกรที่กระสอบข้าวด้วย

7. ระบบพืช/ระบบเกษตร ; มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยเงื่อนไขเป็นพื้นที่นาน้ำฝน ทำให้การปลูกพืชฤดูแล้งทำได้ยาก จึงมีเพียงพืชก่อนนา คือ ถั่วเขียวและปัจจุบันกำลังพัฒนาการปลูกงาในนาข้าวด้วย พื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวส่วนใหญ่จะปล่อยสัตว์เลี้ยง คือ วัว ควาย เข้าไปกินหญ้าและฟางข้าวเป็นอาหาร ส่วนการพัฒนาการทำฟาร์มทั้งระบบให้เป็นเกษตรอินทรีย์นั้น อยู่ในแนวคิดของกลุ่มเกษตรกรที่จะทำต่อไป

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

ข้อมูลจากจังหวัดสกลนคร
1. พันธุ์ข้าว ขาวดอกมะลิ 105 กข15 กข6 และ สกลนคร
2. การเตรียมดินและการปลูก ใช้รถไถเดินตามหรือรถแทรกเตอร์ ไถครั้งแรกเพื่อกลบตอซังข้าว และหว่านเมล็ดพืชปุ๋ยสดในเดือน เมษายน (หรือเริ่มมีฝนตกความชื้นในดินเหมาะแก่การไถ) ตกกล้าข้าวในเดือน มิถุนายน เตรียมแปลงปักดำโดยรถไถเดินตามหรือ รถแทรกเตอร์ ไถดะ ไถแปร และทำเทือกในเดือนกรกฎาคม ปลูกโดยวิธีปักดำในเดือนเดียวกัน
3. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน
3.1 ทำปุ๋ยหมักฟางข้าวใช้มูลวัว และฟางข้าวในแปลงข้าวอินทรีย์ เฉพาะส่วนที่ได้จาการนวดข้าว ทำในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์
3.2 ไถกลบตอซังข้าวเดือน เมษายน หรือ เริ่มมีฝนตกความชื้นเหมาะสมแก่การไถ
3.3 หว่านเมล็ดพืชปุ๋ยสดโสนอัฟริกัน อัตรา 5-7 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนหว่านทำลายระยะพักตัวโดยการแช่น้ำร้อนนาน 2 นาที โสนขึ้นในนา 55-60 วัน ไถกลบ ปลายเดือนมิถุนายน
3.4 ใส่ปุ๋ยหมักฟางข้าว เพิ่มเติมให้ได้ธาตุอาหาร เท่าที่ต้องคือ 9 กิโลกรัม ไนโตรเจน ต่อไร่ ถ้าใช้ปุ๋ยหมักแล้ว ธาตุอาหาร ไนโตรเจน ยังไม่พอจึงใส่ปุ๋ยคอกมูลวัว (ปกติใช้ปุ๋ยหมักก็พอเพียง)

หมายเหตุ ปุ๋ยพืชสด จะใช้โสนอัฟริกัน เพราะพื้นที่นาส่วนใหญ่ของจังหวัดสกลนคร เป็นที่ลุ่มน้ำขัง และมีฝนตกชุกมีบางพื้นที่ที่เป็นที่ดอน อาจใช้พืชปุ๋ยสดชนิดอื่น เช่น ถั่วเขียว ปอเทือง หรือถั่วพุ่ม

4. การควบคุมน้ำและควบคุมวัชพืช ควบคุมระดับน้ำในนาระหว่าง 5-20 ชม. ถ้ามีวัชพืชบ้างจะกำจัดโดยวิธี การถอน 1 ครั้ง เมื่อ 25 วันหลังปักดำ
5. การป้องกันกำจัดศัตรูข้าว เช่น
– หอยเชอรี่ ใช้วิธีการเก็บ
– แมลงศัตรูข้าว ที่พบเช่นเพลี้ยกระโดดหลังขาว หนอนแมลงวันเจาะยอด เพลี้ยจักจั่นสีเขียว พบจำนวนน้อยและมีแมลงศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงมุมเขี้ยวยาว แมลงปอเข็ม แมลงปอบ้าน ตั๊กแตนหนวดยาว แมงมุมสุนัขป่า และด้วงเต่า คอยควบคุม ที่ผ่านมาจึงไม่ได้ใช้สารใด ๆ ควบคุม

6. การจัดการก่อนและหลังเก็บเกี่ยว ระบายน้ำออกจากนาก่อนเกี่ยวข้าว 10 วัน เกี่ยวข้าวตากตอซัง 3-4 วัน นวดด้วยเครื่องนวด ข้าวมีคุณภาพดี ความชื้น ที่ได้ประมาณ 12 – 13% แต่ยังไม่มีข้อมูลนี้ ในแปลงเกษตรกร แต่ถ้าเป็นการจัดการข้าวแบบทั่วไป จังหวัดสกลนคร ก็ไม่มีปัญหาเรื่องความชื้นสูง หรือข้าวมีคุณภาพการสีต่ำ เพราะเป็นฤดูนาปี ช่วงเก็บเกี่ยวความชื้นในอากาศต่ำ

7. ระบบพืช/ระบบเกษตรกร เป็นพื้นที่นาน้ำฝนเป็นส่วนใหญ่ มีการแนะนำบ้างของกรมส่งเสริมการเกษตรให้ปลูกพืชตระกูลถั่ว เพื่อบำรุงดินก่อนการทำนา คิดว่าเกษตรกรจะกระทำได้ถ้ามีการแนะนำหรือสนับสนุน เช่นปลูกโสน ถั่วเขียว หรือปอเทืองก่อนการทำนา พร้อมทั้งแนะนำให้มีการปลูกพืชบำรุงเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

ข้อมูลจากจังหวัดอุบลราชธานี

1. พันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ใช้พันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาดคือขาวดอกมะลิ 105 และ กข15

2. การเตรียมดินและวิธีปลูกควรปลูกโดยวิธีปักดำเพื่อสะดวกในการกำจัดวัชพืช การเตรียมดินทำได้โดยใช้รถแทรกเตอร์หรือรถไถนาเดินตามไถดะเตรียมดินช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จากนั้นตกกล้าในเดือนมิถุนายน- กรกฎาคม แล้วไถแปร-คราดน้ำขัง แล้วถอนกล้าข้าวมาปักดำในเดือนกรกฎาคม- สิงหาคม

3. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินในเบื้องต้นมีการไถกลบตอซังข้าวในนา นำฟางข้าวมาทำเป็นปุ๋ยหมักผสมกับปุ๋ยคอกแล้วนำกลับไปใส่ในนา ในนาปักดำควรปลูกพืชปุ๋ยสดร่วมด้วยโดยหว่านเมล็ดพืชปุ๋ยสดประมาณ 2 เดือนก่อนปักดำเพื่อให้พืชปุ๋ยสดเจริญเติบโตและสะสมน้ำหนักแห้งในปริมาณที่ มากพอ ซึ่งชนิดพืชปุ๋ยสดที่มีศักยภาพสำหรับปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนนามีหลายชนิด เช่นถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โสนอัฟริกัน ถั่วขอ เป็นต้น

4. การควบคุมน้ำและควบคุมวัชพืชการทำนาดำช่วยควบคุมวัชพืชได้เป็นอย่างดี รวมทั้งการดูแลคันนาเพื่อรักษาระดับน้ำขังในนาให้พอดีกับการเจริญเติบโตของข้าว ก็เป็นการควบคุมวัชพืชอย่างได้ผล

5. การป้องกันกำจัดศัตรูข้าวศัตรูข้าวที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีคือโรคไหม้ที่จะรุนแรงในบางปี อย่างไรก็ตามเกษตรกรไม่ได้มีการป้องกันกำจัด

6. การจัดการก่อนและหลังเก็บเกี่ยวคุณภาพของข้าวได้รับผลกระทบจากขั้นตอนนี้มาก โดยเฉพาะจากการตกของฝนช่วงก่อน – หลังการเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตาม การจัดการแบบดั้งเดิมก็ใช้ได้ผลดี คือ ระบายน้ำออกนาให้แห้งพอดีในช่วงที่ข้าวสุกแก่ ใช้คนเก็บเกี่ยวแล้วตากสุ่มซัง 3-4 วัน หลังจากนั้นนำมารวมกองไว้รอคนนวดหรือใช้เครื่องนวด กองไว้ได้นานกว่า 30 วัน โดยข้าวยังคงมีคุณภาพดี การใช้เครื่องนวดข้าวจะต้องระวังกรณีที่เปลี่ยนจากข้าวเหนียวเป็นข้าวเจ้า เพราะจะเกิดการปนของข้าวที่ติดอยู่ในเครื่องนวด จึงต้องเป่าหรือล้างทำความสะอาดเครื่องนวดก่อน ข้าวเปลือกที่ได้จะมีความชื้นเฉลี่ย 13-15 % ตามมาตรฐาน นำไปเก็บรักษาในยุ้งฉางหรือใส่กระสอบป่านที่ทำความสะอาดและคัดชิ้นส่วนข้าว ที่ติดมากับกระสอบเดิมแล้ว ทั้งนี้ จะต้องติดรหัสของนาข้าวหรือของเกษตรกรที่กระสอบข้าวด้วย

7. ระบบพืช/ระบบเกษตร ;มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยเงื่อนไขเป็นพื้นที่นาน้ำฝน ทำให้การปลูกพืชฤดูแล้งทำได้ยาก จึงมีเพียงการปลูกพืชปุ๋ยสดก่อนนา เช่น ถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โสนอัฟริกัน ถั่วขอ เป็นต้น พื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวส่วนใหญ่จะปล่อยสัตว์เลี้ยง คือ วัว ควาย เข้าไปกินหญ้าและฟางข้าวเป็นอาหาร

ข้อมูลจากจังหวัดสุรินทร์

1. พันธุ์ข้าว พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ได้จากแปลงนาขยายพันธุ์ที่ผลิตแบบเกษตรอินทรีย์

2. การเตรียมดิน ใช้รถแทรกเตอร์ไถกลบฟางเดือนธันวาคม หรือปล่อยไว้ให้วัวควายแทะเล็ม พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ และ มีนาคม เมื่อมีฝนพอให้ไถสะดวก จึงทำการปลูกพืชสดบำรุงดิน เช่น โสนอัฟริกัน ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม โดยหว่านอัตรา 5 -10กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นอยู่กับขนาดเมล็ด เมื่อพืชเจริญเติบโตและสามารถให้ผลผลิต ให้ทำการเก็บผลผลิตไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ต่อไป หรือหากไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก็ให้ไถกลบเมื่อพืชสดอยู่ในระยะออกดอก ราวเดือนพฤษภาคม การไถกลบพืชสดอาจถือเป็นการไถดะ

3. วิธีปลูก
-การปลูกแบบหว่าน ไถเตรียมดิน ปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอแล้วหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวอัตรา 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ เสร็จแล้วจึงคราดกลบ
– การปลูกแบบปักดำ ไถแปรและคราดทำเทือก และปักดำระยะระหว่างแถว 20 เซนติเมตรและระยะระหว่างต้น 20 เซนติเมตร

4. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ดินนาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนมากเป็นดินร่วนปนทราย ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีอินทรียวัตถุในดินต่ำกว่าร้อยละ 1 มีปริมาณฟอสฟอรัสต่ำกว่า 10 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม มีปริมาณโพแทสเซียมต่ำกว่า 30 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม ดินมีความเป็นกรดจัด (pH 4.5 – 5.4) ดังนั้นการปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นจึงต้องมีการจัดการความอุดมสมบูรณ์ ของดิน

4.1 การไถกลบฟาง เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ การไถกลบฟางเพื่อเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุและป้องกันการเผาฟางในนา ปัจจุบัน (ปี 2549) น้ำมันแพงมาก (29 บาท/ลิตร) การไถกลบฟางอาจละเว้นได้แต่ห้ามเผาฟางและมีข้อดี คือ เป็นอาหารของวัว ควายที่นำออกไปเลี้ยงในทุ่งและประหยัดน้ำมัน

4.2 การปลูกพืชบำรุงดิน พืชที่ปลูกบำรุงดินมักจะปลูกหลังจากเสร็จจากการเก็บเกี่ยว จนถึงเก็บข้าวขึ้นยุ้งฉางเสร็จแล้ว จึงทำการไถเพื่อปลูกพืชบำรุงดิน การปลูกในช่วงนี้อาศัยความชื้นที่เหลืออยู่ในดิน การเจริญเติบโตของพืชบำรุงดินไม่ค่อยดีเนื่องจากไม่มีฝน แห้งแล้ง การปลูกพืชบำรุงดินในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม หากปลูกในระยะนี้พืชสดบำรุงดินบางชนิดให้ผลผลิตสามารถเก็บเมล็ดไว้ปลูกฤดูต่อไป ถ้าปลูกเดือนเมษายน – พฤษภาคม พืชสดบำรุงดินเจริญเติบโตประมาณ 40-50 วัน จึงไถกลบเป็นปุ๋ยบำรุงดิน พืชบำรุงดินที่เจริญเติบโตในสภาพนาและให้ปริมาณมวลชีวภาพ เรียงจากมากไปหาน้อย คือโสนอัฟริกัน ถั่วพร้า ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วเขียว น้ำหนักสดของพืชควรได้มากกว่า 1 ตัน จึงจะทำให้ต้นข้าวที่ปลูกตามงาม

4.3 การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่าง ๆ

4.3.1 การใส่ปุ๋ยคอก วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือในการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน คือ การใส่ปุ๋ยคอกที่ได้จากคอกวัว – ควายของชาวนาเอง ปริมาณที่ใส่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่ปริมาณของปุ๋ยคอกที่มี เมื่อนำไปถึงที่นาจะกองไว้เป็นกองเล็ก ๆ กระจายอยู่ในกระทงนา (น้ำหนักประมาณ 300 – 500 กิโลกรัมต่อไร่)

4.3.2 การใส่ปุ๋ยหมัก จากผลการวิจัยการใส่ปุ๋ยหมัก 500 – 1000 กิโลกรัมต่อไร่ ช่วยทำให้ดินดีและผลผลิตดีขึ้น แต่การใส่ปุ๋ยหมักในนาไม่เป็นการปฏิบัติที่ปกติของชาวนา หากเป็นการกระทำที่พิเศษ โดยมีหน่วยงานของรัฐไปส่งเสริมให้ทำ เมื่อสิ้นสุดโครงการของหน่วยงานที่ออกไปส่งเสริม การทำปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในนาก็จะสิ้นสุด การทำปุ๋ยหมักต้องใช้ทุน วัสดุอุปกรณ์ และแรงงานค่อนข้างสูง ดังนั้น หากมีชาวนากลุ่มใด หรือ คนใดทำปุ๋ยหมักเพื่อใส่ในไร่นา ถือว่าเป็นชาวนาที่ขยัน และอดทน เพื่อทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินดีขึ้นอย่างแท้จริง

4.3.3 การใส่ฟางข้าว ใบไม้ต่าง ๆ โปรยฟางข้าว ใบไม้ต่าง ๆ ในนาประมาณ 500 กิโลกรัมต่อไร่ การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน ไม่มีสูตรเฉพาะ ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณ ของวัสดุที่เกษตรกรมีอยู่ และความสามารถในการปฏิบัติแบบที่เหมาะสมกับตนเอง

5. อารักขาพืช
การป้องกันกำจัดวัชพืชในนาข้าวอินทรีย์ให้ใช้แรงงานถอน หรือใช้วิธีการเตรียมดินอย่างดี เช่นไถดะ ซึ่งเป็นการไถกลบหญ้า ฟาง ถ้ามีการคราดก่อนหว่านข้าวหรือก่อนปักดำก็จะคราดเอาวัชพืชออกจากนาด้วย การทำนาหว่านข้าวแห้งแล้วใช้เมล็ดพันธุ์อัตราสูงกว่าปกติ เช่น 20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือทำนาแบบปักดำถี่ ทำให้มีปริมาณของต้นข้าวในนามาก จะแข่งขันกับวัชพืชได้ดีกว่าปักดำห่าง หรือใช้อัตราเมล็ดพันธุ์หว่านต่ำ

6. การจัดการก่อนและหลังเก็บเกี่ยว
ก่อนการเก็บเกี่ยว ถ้ามีน้ำขังอยู่ในนาจะระบายน้ำออกให้แห้งพอดีในระยะเก็บเกี่ยว เพื่อความสะดวกในการเกี่ยว และรวงข้าวจะได้สุกแก่พร้อมกัน
วิธีเก็บเกี่ยว มีทั้งใช้แรงคนเกี่ยว และรถเกี่ยวนวด การใช้แรงงารนคนเก็บเกี่ยว จะตากฟ่อนข้าวไว้ในนา 3 – 4 วัน แล้วเก็บฟ่อนรวมไว้ตามคันนา ซึ่งการรวมฟ่อนก่อนนวดจะเก็บไว้อาจนานถึง 30–40 วัน เนื่องจากการเก็บเกี่ยวด้วยแรงงานคนต้องใช้เวลานานหลายรอจนกว่าจะเกี่ยวเสร็จทั้งหมดจึงจะทำการนวด การใช้รถนวดข้าวต้องเป่าทำความสะอาดเครื่องนวดก่อน ป้องกันการปนเปื้อนจากเมล็ดข้าวที่ค้างอยู่ในเครื่อง และแยกเมล็ดข้าวที่นวดก่อนออก 1 – 2 กระสอบ แล้วจึงเก็บเมล็ดข้าวเป็นข้าวอินทรีย์
การใช้รถเกี่ยวนวด จะเกี่ยวนวดข้าวอินทรีย์แยกออกประมาณ 3–4 กระสอบเพื่อล้างเครื่องไม่ให้เมล็ดข้าวอินทรีย์ปนเปื้อนจากเมล็ดข้าวที่ตก ค้างอยู่ในเครื่อง จนแน่ใจว่าข้าวที่จะเก็บเป็นเมล็ดข้าวที่ผลิตโดยวิธีเกษตรอินทรีย์ จากนั้นนำเมล็ดข้าวไปตากให้แห้ง

7. ระบบพืช/ระบบเกษตร การปลูกพืชหลังนายังไม่สามารถทำได้เนื่องจากหลังเก็บเกี่ยวข้าวจะเป็นฤดูแล้ง ไม่ค่อยมีความชื้นในดินที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจได้ แต่มีบางแห่งสามารถปลูกถั่วลิสงก่อนนา พืชอายุสั้นเช่นถั่วเขียว ถั่วพุ่ม เมื่อปลูกก่อนนาอาจรอจนเก็บเมล็ดได้ เกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์ควรเลี้ยงวัวควายเพราะนอกจากจะได้ขาย ยังได้มูลเป็นปุ๋ยคอกใส่ในนา

ภาคกลาง

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี

1. พันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ ; พ.ศ. 2540-44 ใช้พันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด คือ ขาวดอกมะลิ 105 ช่วงหลังปี พ.ศ. 2545-47 มีพันธุ์ข้าวหอมที่ไม่ไวต่อช่วงแสง ร่วมด้วย หลายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวหอมสุพรรณบุรี ข้าวหอมคลองหลวง1 และ ปทุมธานี1 รวมทั้งข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง ที่ผ่านการทดสอบว่ามีศักยภาพในการผลิตเป็นข้าวอินทรีย์ ได้แก่ ข้าวพันธุ์พิษณุโลก2

2. การเตรียมดินและวิธีปลูก ; ใช้รถแทรกเตอร์ไถดะ ไถแปร คราด ทำเทือก
ข้าวขาวดอกมะลิ105 ปลูกโดยวิธีปักดำ ระยะปักดำ 25×25 เซนติเมตร ตกกล้า โดยวิธีตกกล้าเทือกอัตราเมล็ดพันธุ์ 50 กรัมต่อตารางเมตร อายุกล้า 25-30 วัน ปักดำ 3 ต้นต่อกอ
ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม อัตราเมล็ดพันธุ์ 20 กิโลกรัมต่อไร่

3. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน ; ทำการไถกลบฟางข้าว อัตรา ประมาณ 2 ตันต่อไร่ ร่วมกับการใส่ปุ๋ยคอก จากมูลไก่ อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ มูลวัว อัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ระยะ3-4 สัปดาห์ ก่อนหว่าน หรือ ปักดำข้าว และในพื้นที่ดินเปรี้ยว มีการใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟต อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ 3 ปีต่อครั้ง

4. การควบคุมน้ำและควบคุมวัชพืช ; การทำนาดำช่วยควบคุมวัชพืชได้เป็นอย่างดี สำหรับนาหว่าน ยังมีปัญหาในการควบคุมวัชพืช การใช้แรงงานถอนวัชพืช ทำให้สิ้นเปลืองเวลาและแรงงาน ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการผลิต

5. การป้องกันกำจัดศัตรูข้าว ; ในระยะแรกของการเจริญเติบโตของข้าว มักมีเพลี้ยไฟเข้าทำลาย หลังจากนั้นอาจมีหนอนห่อใบ หรือหนอนกอ เข้าทำลาย เป็นครั้งคราว การป้องกันกำจัด ใช้สารสกัดสะเดา ฉีดพ่น

6. การจัดการก่อนและหลังเก็บเกี่ยว ; ระบายน้ำออกนาให้แห้งพอดีในช่วงที่ข้าวสุกแก่ ใช้คนเก็บเกี่ยว นำมาตาก 3-4 วัน นวดเครื่องนวดข้าว ข้าวเปลือกที่ได้จะมีความชื้นเฉลี่ย 13-15 % ตามมาตรฐาน นำไปเก็บรักษา โดยใส่กระสอบป่านที่ทำความสะอาด และคัดชิ้นส่วนข้าวที่ติดมากับกระสอบเดิมแล้ว

ภาคใต้

ในพื้นที่นี้ แต่เดิมก่อนปี พ.ศ. 2540 เกษตรกรปลูกข้าว พันธุ์พื้นเมืองเช่นพันธุ์ช่อเบา จำปาเหลืองและไข่มดริ้น ไว้เพื่อการบริโภคและจำหน่าย บางส่วน ดินนามีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ-ปานกลาง ปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอตลอดฤดูปลูก มีการใช้รถไถเดินตามและรถแทรกเตอร์ รวมทั้งเครื่องนวดข้าวเป็นเครื่องจักรกลช่วยทุ่นแรงในการทำนา ส่วนใหญ่ปลูกข้าวแบบปักดำ และเริ่มมีการปลูกแบบหว่านข้าวแห้งในนาลุ่มแล้วบ้าง มีการใส่ปุ๋ยเคมีที่นำมาซึ่งปัญหาโรคไหม้และการทำลายของแมลงในบางปี ซึ่งยังไม่มีการป้องกันกำจัดเพราะเสียหายเพียงบางส่วน ด้านสัตว์ศัตรูข้าวนั้น ด้วยการทำนาในเวลาใกล้เคียงกันเป็นบริเวณกว้าง ช่วยกระจายการทำลายได้ และการดักจับมาบริโภคยังช่วยควบคุมปริมาณศัตรูพืชได้ดี การเก็บเกี่ยวด้วยแรงคนแล้วตากสุ่มซังในนา 3-4 วัน ทำให้ได้ข้าวเปลือกที่มีความชื้น 13-15 % นำไปเก็บรักษาหรือจำหน่ายได้เลย

ในการจัดทำแผนการเพาะปลูกข้าวอินทรีย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมานั้น ได้พิจารณาใช้เทคนิควิธีการเดิมที่ไม่ขัดกับระบบเกษตรอินทรีย์ แล้วพัฒนาวิธีการทดแทนการใช้สารเคมีเดิม โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าการผลิตข้าวอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร และการศึกษาดูงานของกลุ่มต่างๆ ร่วมกับข้อคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีหลักการให้หมุนเวียนใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และจะต้องพิจารณาต้นทุนการผลิตประกอบด้วยทุกขั้นตอนการผลิต คือ

1. พันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ ; พันธุ์ข้าวที่ใช้ตามความต้องการของผู้บริโภค คือ ช่อเบา เหลืองจำปา ไข่มดริ้น ช่วงหลังปี พ.ศ. 2547 มีพันธุ์ เล็บนกปัตตานี สังข์หยด และปทุมธานี 1 ระยะแรกใช้เมล็ดพันธุ์จากศูนย์ขยายพันธุ์พืช และ ศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่และการปลูกข้าวเพื่อทำเมล็ดพันธุ์เองบ้างในปัจจุบัน

2. การเตรียมดินและวิธีปลูก ; ใช้รถแทรกเตอร์ไถเตรียมดินช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ในนาหว่านข้าวแห้งซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกประมาณ 30 % จะไถแปรโดยใช้รถไถเดินตาม หว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 15 กก./ไร่ แล้วคราดกลบ ในเดือนสิงหาคม ส่วนนาดำที่ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณที่ดอน จะตกกล้าในเดือน กรกฎาคม แล้ว ไถแปร คราดน้ำขัง แล้วถอนกล้าข้าวมาปักดำในเดือน สิงหาคม

3. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน ; ในเบื้องต้นมีการไถกลบตอซังข้าวในนา นำฟางข้าวมาทำเป็นปุ๋ยหมักผสมกับปุ๋ยคอกแล้วนำกลับไปใส่ในนา มีการเลี้ยงวัวแล้วนำมูลวัวมาซึ่งได้ผลดีในบางปีขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนต้นฤดู การจัดการดินและใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ดังกล่าว อยู่ภายใต้แนวคิด “รักษาสถานะความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ยั่งยืน”

4. การควบคุมน้ำและควบคุมวัชพืช ; การทำนาดำช่วยควบคุมวัชพืชได้เป็นอย่างดี แต่ในพื้นที่นาลุ่มที่วัชพืชไม่รุนแรง สามารถทำนาหว่านข้าวแห้งช่วยลดต้นทุนค่าแรงงานได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามการดูแลคันนาเพื่อรักษาระดับน้ำขังในนาให้พอดีกับการเจริญเติบ โตของข้าว ก็เป็นการควบคุมวัชพืชอย่างได้ผล รวมทั้งมีผลต่อความแข็งแรงของต้นข้าวด้วย

5. การป้องกันกำจัดศัตรูข้าว ; ศัตรูข้าวที่สำคัญในพื้นที่นี้ คือ ในระยะแรกของการเจริญเติบโตของข้าว ปู และหอยเชอรี่ ซึ่งเกษตรกรแก้ไขโดยการลดระดับน้ำในนา จับมาบริโภคหรือทำน้ำหมักชีวภาพ ในระยะข้าวแตกกอมีหนอนกอทำลายรุนแรงในบางปี ซึ่งยังไม่มีการป้องกันกำจัด อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตพบว่า ต้นข้าวอินทรีย์ที่ไม่ได้รับปุ๋ยเคมี มีความแข็งแรงและทนทานต่อโรคไหม้ได้ดีกว่าข้าวที่ใส่ปุ๋ยเคมี ข้าวที่ปลูกแบบหว่านข้าวแห้งมีการทำลายของแมลงบั่วน้อยกว่าข้าวนาดำ

6. การจัดการก่อนและหลังเก็บเกี่ยว ; คุณภาพของข้าวได้รับผลกระทบจากขั้นตอนนี้มาก โดยเฉพาะจากการตกของฝนช่วงก่อน – หลังการเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตาม การจัดการแบบดั้งเดิมก็ใช้ได้ผลดี คือ ระบายน้ำออกนาให้แห้งพอดีในช่วงที่ข้าวสุกแก่ ใช้คนเก็บเกี่ยวแล้วตากสุ่มซัง 3-4 วัน หลังจากนั้นนำมารวมกองไว้รอคนนวดหรือใช้เครื่องนวด กองไว้ได้นานกว่า 30 วัน โดยข้าวยังคงมีคุณภาพดี การใช้เครื่องนวดข้าวจะต้องระวังกรณีที่เปลี่ยนจากพันธุ์ข้าว เพราะจะเกิดการปนของข้าวที่ติดอยู่ในเครื่องนวด จึงต้องเป่าหรือล้างทำความสะอาดเครื่องนวดก่อน ข้าวเปลือกที่ได้จะมีความชื้นเฉลี่ย 13-15 % ตามมาตรฐาน นำไปเก็บรักษาในยุ้งฉางหรือใส่กระสอบป่านที่ทำความสะอาดและคัดชิ้นส่วนข้าว ที่ติดมากับกระสอบเดิมแล้ว

7. ระบบพืช/ระบบเกษตร ; ยังไม่มีการพัฒนาในด้านระบบพืช เนื่องจากเป็นพื้นที่นาน้ำฝน ทำให้การปลูกพืชฤดูแล้งทำได้ยาก จึงไม่มีเพียงพืชก่อนนา พื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวส่วนใหญ่จะปล่อยสัตว์เลี้ยง คือ วัว เข้าไปกินหญ้าและฟางข้าวเป็นอาหาร

No Comments

Post A Comment