แนวทางการอนุรักษ์ดินบนพื้นที่ลาดเท โดยใช้พืชและการทำระดับขั้นบันได

18 มิ.ย. 2013 แนวทางการอนุรักษ์ดินบนพื้นที่ลาดเท โดยใช้พืชและการทำระดับขั้นบันได

เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีการใช้ที่ดินไม่สอดคล้องกับ สมรรถนะของที่ดิน ทำการเพาะปลูกโดยขาด หลักการอนุรักษ์และบำรุงดินอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในที่ดอนและที่ที่มีความลาดเทมาก มี อัตราการชะล้างพังทลายของดินเกิดขึ้นสูง การ ชะล้างพังทลายของดินนี้ ก่อให้เกิดผลเสียหาย หลายประการทั้งต่อเกษตรกรเจ้าของที่ดิน คือ ผิวดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ในไร่นาสูญหายไป พร้อมกับปริมาณธาตุอาหารในดิน ทำให้ผลผลิต พืชลดต่ำลง ก่อให้เกิดปัญหาความยากจนและ ยังมีผลเสียต่อชุมชนและประเทศชาติในที่สุด การอนุรักษ์ดินบนพื้นที่ลาดเท แนวทางที่จะป้องกันหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ไม่ให้ ถูกกัดเซาะพัดพาไปได้โดยง่าย จากบริเวณที่สูงชันเหมาะ สำหรับไร่นาขนาดเล็กบนพื้นที่สูง แบ่งได้เป็น 6 วิธีดังนี้

  1. คูรับน้ำรอบเขา
  2. คันดินตามแนวระดับ
  3. ขั้นบันไดดินแบบไม่ต่อเนื่อง
  4. ขั้นบันไดดินปลูกไม้ผล
  5. หลุมปลูกไม้ผลสลับ
  6. คันซากพืช

คูรับน้ำรอบเขา เป็นการทำคูรับน้ำตามแนวระดับ ขวางความลาดเทเว้นช่วงเป็นระยะๆ ประมาณ 10-12 เมตร และมีความกว้างคูน้ำแบบผนังด้านนอกเอียงเข้า 2 เมตร ใช้สำหรับปลูกพืชไร่ได้ในสภาพพื้นที่มีความลาดเทไม่เกิน 35% หากใช้ปลูกกาแฟหรือไม้ผลใช้ได้ในสภาพพื้นที่ลาดเทสูงถึง 50% คูรับน้ำรอบเขา คันดินตามแนวระดับ ใช้กับพื้นที่ที่มีความลาดเท ไม่เกิน 20% ความกว้างของฐานคันดิน และความสูงของคัน ดินขึ้นอยู่กับความลาดเทของพื้นที่ ชนิดของดินและพืชที่ปลูกคัน ดินตามแนวระดับ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด แล้วแต่วัตถุประสงค์ ที่ต้องการใช้ คันดินเพื่อให้เกิดขั้นบันไดดินธรรมชาติ

  • คันดินเพื่อให้เกิดขั้นบันไดดินธรรมชาติ ใช้ ความกว้างของฐาน : ความสูงของคันดินเท่ากับอัตรา 1 : 1 เช่น ความกว้างของฐาน 50 เซนติเมตร ความสูงของตัวคันดิน เท่ากับ 50 เซนติเมตร หรือความสูงของคันดิน เท่ากับระดับใน แนวดิ่งของฐานคันดินอันล่างสุด ถึงจุดกึ่งกลางของคันดินที่อยู่ ถัดไป ประมาณ 1 เมตร เมื่อพื้นที่ระหว่างคันดินถูกใช้เพื่อการ เพาะปลูก ดินทางตอนบนจะค่อยๆ ถูกน้ำชะตกทับถมบริเวณ หน้าคันดินที่อยู่ถัดลงไป จนในที่สุดก็จะกลายเป็นขั้นบันไดดิน ธรรมชาติขึ้นใช้กับความลาดเทไม่เกิน 15%
  • คันดินเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน คันดิน แบบนี้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินบริเวณ ที่ชันกว่าแบบแรก ตัวคันดินใช้อัตราส่วน ความกว้างของฐาน : ความกว้างของดิน เท่ากับ 3 : 1 เช่น ความกว้างของฐาน 120 เซนติเมตร ความกว้างของคันดิน 40 เซนติเมตร

สำหรับคันดินแบบนี้อาจสร้างให้ห่างกันได้ เพราะไม่ ต้องการให้เป็นขั้นบันไดดินธรรมชาติ โดยอนุโลมให้ใช้ระยะห่าง ของคูรับน้ำรอบเขาเป็นเกณฑ์ ขั้นบันไดดินแบบไม่ต่อเนื่อง วิธีทำคล้ายแบบ ขั้นบันไดดินธรรมชาติ โดยทำขั้นบันไดดิน 1 ขั้น เว้นพื้นที่ไว้ 2-3 ขั้น แล้วจึงทำขั้นบันไดดินอีกขั้นหนึ่งสลับกันไป พื้นที่ที่เว้นไว้ ควรปลูกพืชตามแนวระดับหรือปลูกพืชสลับตามแนวระดับ เมื่อมีเวลาและเงินพอก็ค่อยๆ ทำขั้นบันไดดินในพื้นที่ที่เว้นไว้จน ในที่สุดก็จะกลายเป็นขั้นบันไดดินแบบธรรมชาติได้ภายใน 3-4 ปี วิธีการนี้สามารถลดการพังทลายของดินลงได้ถึง 80% ขั้นบันไดดินแบบไม่ต่อเนื่อง ขั้นบันไดดินปลูกไม้ผล เป็นการทำขั้นบันไดดินแบบ ไม่ต่อเนื่อง เพื่อปลูกไม้ผลบนพื้นที่ลาดชันสูงเกินกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ โดยจะปลูกไม้ผลบนขั้นบันไดดิน ส่วนพื้นที่ที่เว้นไว้ จะต้องปลูกหญ้าหรือถั่วคลุมดินอย่างถาวร เพื่อป้องกันดินถูก กัดเซาะและนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ได้ ขั้นบันไดดินปลูกไม้ผลควรกว้างไม่เกิน 1.80 เมตร ดิน ควรลึกไม่ต่ำกว่า 1 เมตร และระยะห่างระหว่างขั้นบันไดดิน ตามแนวราบเท่ากับความกว้างของพุ่มไม้เมื่อโตเต็มที่ เช่น 4, 6, 8 หรือ 10 เมตร เป็นต้น ขั้นบันไดดินปลูกไม้ผล หลุมปลูกไม้ผลสลับ ใช้วิธีการเช่นเดียวกับขั้น บันไดดินปลูกไม้ผล แต่ตัวขั้นบันไดดินไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากมี ปัญหาแรงงานหรือมีหินโผล่ขวางกั้น โดยขุดบันไดดินช่วงสั้นๆ เฉพาะที่ จะขุดหลุมปลูกในแต่ละแถวสลับกันในลักษณะรูป สามเหลี่ยม เพื่อเก็บกักน้ำและชะลอความเร็วของน้ำไหลบ่า บางส่วน ให้มีความยาวของขั้นบันไดดินประมาณ 2 เมตร และ กว้างประมาณ 1.8-2.0 เมตรแล้วจึงขุดหลุมปลูกไม้ผลบนขั้น บันไดดิน นอกจากนั้น ทุกๆ 3-4 แถวขั้นบันไดควรมีคูระบาย น้ำตามแนวระดับ จะเห็นได้ว่าการปลูกไม้ผลวิธีนี้ช่วยประหยัดแรงงาน รักษาความชุ่มชื้นโคนต้นไม้ผลได้นานและดูแลง่าย นอกจากนี้ยัง สามารถใช้เลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไปได้หากต้นไม้เจริญเติบโตพอ คันซากพืช เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแบบหนึ่ง โดยนำซากพืช ที่เกิดจากการบุกเบิกพื้นที่ หรือที่เหลือภายหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว มาวางสุมให้สูง 0.5-1.50 เมตร เป็นคันตามแนวระดับที่วางไว้ เป็นระยะๆ ห่างกันประมาณ 20-40 เมตร หรือตามแนวคันดิน กั้นน้ำ ซึ่งจะช่วยลดความเร็วของน้ำไหลบ่า และกักตะกอนดิน บางส่วนได้ ซากพืชก็จะค่อยๆ เน่าเปื่อยผุพังกลายเป็นอินทรียวัตถุ ซึ่งเป็นวิธีที่ให้ประโยชน์มากกว่าที่จะเผาซากพืชทิ้งหรือเอาออก ไปจากไร่นา คันซากพืช แนวคันซากพืชนี้ ควรดำเนินการตอนทำการบุกเบิก พื้นที่ใหม่ๆ และไม่มีเวลาหรือทุนพอที่จะทำคันดินแบบอื่นๆ และ ในอนาคตสามารถเปลี่ยนคันซากพืชให้เป็นแนวคันดินได้ นอกจากนั้น เวลากำจัดวัชพืชควรขุดพลิกดินเป็นแนว ยาวแบบคูเป็นขนาดเล็กตอนล่างต่อเนื่องกันตามแนวระดับ แล้ว ทำการพลิกดินตอนบนที่มีวัชพืชลงไปในคู ทำเช่นนี้เรื่อยไปจน ทั่วทั้งแปลงก็จะช่วยให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำดีขึ้นเหมาะแก่การ เพาะปลูก ซากวัชพืชที่ถูกกลบก็จะเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวกลาย เป็นปุ๋ยต่อไป [code]ที่มา : สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน โทร 0-2579-1792 สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม 10900 โทร 0-2579-8515 [/code]

No Comments

Post A Comment