ไม้ใบ มงคล

Zemanta Related Posts Thumbnail

14 ม.ค. 2011 ไม้ใบ มงคล

มะดันถุงเงินถุงทอง คน ทั่วไป จะ รู้จักต้นมะดันที่มีผลเป็นรูปกลมรี ผลโตเท่านิ้วหัวแม่มือผู้ใหญ่ สี เขียว รสเปรี้ยวจัด รับประทานและปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง ส่วนใหญ่ใช้แทน มะนาว ปรุงกับแกงสายบัวใส่ปลาทู แกงส้ม แกงปลาช่อน ทำน้ำพริกมะดัน ซอยเป็น ฝอยๆกินกับข้าวคลุกกะปิ หรือดองน้ำเกลือทำให้รสเปรี้ยวน้อยลง เก็บไว้กินได้ นาน ยอดอ่อน ใบอ่อน กินเป็นผักสด หรือลวกรับประทานกับน้ำพริกปลาร้า ปลาร้า หลน ปลาเจ่า ปลาจ่อมหลน เพิ่มรสชาติให้อร่อยเด็ดขาดนัก ซึ่งมะดันนิยมปลูกใน บริเวณบ้านเพื่อเก็บผลและใบใช้ ประโยชน์ในครัวเรือนมาแต่โบราณแล้ว

ที่สำคัญ มะดันยังมีสรรพคุณทางยาด้วย โดยตำรายาแผนไทยระบุว่า รากและใบ ของ มะดันทุกชนิดมีรสเปรี้ยวกินแก้กษัย แก้ระดูสตรีเสีย กัดเสมหะ ขับฟอก โลหิต แก้หวัด ระบายท้อง รกมะดัน หมายถึงกิ่งเล็กๆ ที่งอกจากต้นสานกันคล้าย ตาข่ายหรือคล้ายรังนก เรียกว่า “รกมะดัน” รสเปรี้ยว ใช้เป็นยาแก้ไข้ ทับระดู ระดูทับไข้ ผลรสเปรี้ยว กินขับเสมหะ ระบายท้องและฟอกโลหิตสตรีดีมาก ส่วน “มะดันถุงเงินถุงทอง” เป็นมะดันกลายพันธุ์ อยู่ในวงศ์ GUTTIFERAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 3-5 เมตร แตกกิ่งก้านไม่มาก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ เป็นรูปรี ปลายแหลมโคนมนสีเขียวสด ใบมี 2 รูปแบบคือ ใบรูปรีทั่วไป และใบที่ห่อม้วนเป็นรูปกรวยห้อยเป็นระย้าคล้ายใบของต้นถุงเงินถุงทอง เป็นเช่นนี้ตลอดทั้งต้น ทำให้เวลามีใบดกดูสวยงามแปลกตามาก จึงถูกตั้งชื่อว่า “มะดันถุงเงินถุงทอง” ใบมีรสเปรี้ยวจัดและมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นของผลมะดันทั่วไป ซึ่งใบสามารถรับประทานได้ ดอกและผลของ “มะดันถุงเงินถุงทอง” ไม่เคยมี เจ้าของทดลองขยายพันธุ์ด้วยวิธีเสียบยอดแล้วนำไปปลูก ปรากฏว่าใบจะมี 2 รูปแบบเหมือนเดิม จึงเชื่อว่ากลายพันธุ์แบบถาวรแน่นอนแล้ว เลยทำต้นเพิ่มจำนวนออกจำหน่ายและนำต้นออกโชว์ตามงานเกษตรดังๆ หลายแห่ง ได้รับความสนใจจากผู้ปลูกแพร่หลาย ** โดยส่วนใหญ่บอกว่าซื้อไปปลูกเป็นไม้ประดับมากกว่าปลูกเพื่อใช้ประโยชน์เป็น อาหาร เพราะใบนอกจากจะดูสวยงามแปลกตาแล้ว ยังมีชื่อเป็นมงคลด้วยนั่นเอง ปัจจุบันต้น “มะดันถุงเงินถุงทอง” มีขายที่ตลาดนัด ไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณภิญโญ” ตรงกันข้ามกับโครงการ 13 ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป ชอบแดด ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ปลูกได้ทั้งแบบลงดินกลางแจ้งและปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ตั้งในที่มีแดดส่องถึง ทั้งวัน ทำทางระบายน้ำก้นกระถางให้ดี รดน้ำพอชุ่มเช้าเย็น บำรุงปุ๋ยขี้วัวหรือขี้ควายแห้งโรยตามหน้าดินบางๆ เดือนละครั้ง จะทำให้ต้นโตเร็ว มีใบดก 2 รูปแบบสวยงามมากครับ.

”แก้วกาญจนา” ราชาแห่งไม้ประดับเขตร้อน แก้วกาญจนานิยม ปลูกเป็นไม้กระถางประดับตามพื้นที่ซึ่งมีร่มเงา และเป็นไม้ประดับที่เติบโต ได้ดีในสภาวะที่มีแสงค่อนข้างน้อย ทั้งยังไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มาก นึก แก้วกาญจนาจึงกลายเป็นไม้ประดับใบที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายใน ปัจจุบัน การปลูกเลี้ยง : แก้วกาญจนาสามารถเจริญเติบโตได้ดี เมื่อได้รับแสงไม่เกิน 50% นิยมใช้วัสดุปลูกที่มีการระบายน้ำได้ดี หากมีการเปลี่ยนกระถางเพื่อการขยายพันธุ์บ่อยๆ อาจใช้กาบมะพร้าวสับขนาดเล็กผสมดินใบก้ามปู อัตรา 2 ต่อ 1 เป็นวัสดุปลูก โดยผสมปุ๋ยละลายช้า (ออสโมโคส) ชนิด 6 เดือน ในอัตรา 1 กิโลกรัม ต่อ พื้นที่ 1 ลูกบาศก์เมตร แต่หากไม่มีเวลาที่จะเปลี่ยนกระถางมากนัก ก็อาจใช้ถ่านป่นแทนกาบมะพร้าวสับก็ได้ ทั้งนี้วัสดุปลูก อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพการรดน้ำและให้ปุ๋ย การใช้แกลบเผาล้วนหรือเศษถ่านล้วนในการเพาะปลูก ก็สามารถทำให้ต้นแก้วกาญจนางอกงามได้ดี หากมีการให้ปุ๋ยละลายน้ำทุกสัปดาห์ การให้ปุ๋ย นิยมให้ปุ๋ยสูตร 13-27-27(1-2-2) ละลายน้ำรด ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยละลายช้า(ออสโมโคส) สูตร 24-8-16(3-1-2) การขยายพันธุ์ : นิยมใช้วิธีการตัดยอดและแยกหน่อ โดยการตัดให้มีตุ่มรากติดมาด้วย 2-3 ราก แต่ถ้าตัดมาแล้วไม่มีรากติดมาด้วย ควรนำไปแช่ในสารป้องกันเชื้อราผสมกับน้ำยาเร่งราก(เซราดิกซ์ เบอร์1) นาน 1-2 ชั่วโมง ก่อนจะนำชิ้นส่วนพืชไปปักชำในถุงพลาสติก ส่วนการขยายพันธุ์แก้วกาญจนาด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ด้วยวิธีการปั่นตาจะใช้ระยะเวลานานมาก ประมาณ 3-4 ปี จึงไม่เป็นที่นิยมมากนักสำหรับการขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ ศัตรูที่สำคัญของแก้วกาญจนา : 1. เพลี้ยเกล็ด เป็นศัตรูสำคัญที่ทำ-ให้แก้วกาญจนาตายได้ มักพบเกาะอยู่บริเวณใต้ใบและก้านใบในกรณีที่มีการรดน้ำไม่ทั่วถึง จะพบว่าเพลี้ยเกล็ดอยู่ตามส่วนของพืชที่ไม่ถูกน้ำอยู่มาก เมื่อถูกเพลี้ยเกล็ดเข้าทำลายมากจะทำให้ใบเกิดอาการเหลืองและร่วงหลุดจากต้น 2. เพลี้ยแป้ง มักพบเข้าทำลายบริเวณใบอ่อนและราก แต่จะพบที่บริเวณรากเป็นส่วนใหญ่ หากใช้วัสดุปลูกที่โปร่งมากเกินไป หากรดน้ำไม่ทั่วถึงจะพบได้ทั่วทั้งต้น **การป้องกันกำจัด ** หมั่นเช็ดใบให้สะอาดและรดน้ำให้ทั่วถึงทั้งต้น โดยเฉพาะด้านใต้ใบและตามซอกของใบ หรือใช้น้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอก ละลายน้ำรด ก็เป็นการป้องกันกำจัดเพลี้ยเกล็ด/เพลี้ยแป้งได้อีกทางหนึ่ง หากพบว่ามีการแพร่ระบาดมากให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ 3. โรคเน่า เป็นโรคที่สำคัญ ซึ่งเกิดจากการรดน้ำมากเกินไปจนวัสดุปลูกชื้นแชะ และวัสดุที่ใช้ปลูกมีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ไม่ดี จึงควรเปลี่ยนวัสดุปลูกเป็นประเภทที่มีการระบายน้ำดี และ พิจารณาให้น้ำในปริมาณที่เหมาะสมตามสภาพภูมิอากาศ

No Comments

Post A Comment