Zemanta Related Posts Thumbnail

13 ม.ค. 2011 บัว

เทคนิคการปลูกและการให้ปุ๋ยบัวกระถาง การปลูกบัวนั้น ไม่ใช่เรื่องยากถ้าเป็นการปลูกในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นบัวกระถางแล้ว จำเป็นต้องมีการปลูกให้ถูกวิธี มิเช่นนั้นบัวกระถางของท่านจะไม่เจริญ ดอก อาจแคระแกรนหรืออาจจะไม่มีดอกให้ชื่นชมเลยก็เป็นได้ ++ดินปลูกบัว++ ต้องเป็นดินเหนียวหรือดินท้องร่องที่มีธาตุโปแตสเซียมสูง ไม่ควรใช้ดินที่มีซากพืชหรือสัตว์ที่ยังสลายไม่หมด เพราะอาจทำให้ต้นบัวเน่าได้ ++น้ำปลูกบัว++ ต้องสะอาดมีค่า pH อยู่ระหว่าง 5.5-8.0 บัวบางชนิดต้องการระดับน้ำเพียง 15-30 เซนติเมตรเพื่อการแผ่กระจายของวงใบประมาณ 50 x 50 ซม. บางชนิดต้องการน้ำลึก 30-60 เซนติเมตรต้องการผิวหน้าของน้ำในการแผ่กระจายใบ 1 x 1 เมตรแต่บางชนิดจะต้องการน้ำที่ลึกถึง 60-120 เซนติเมตร การรู้ความต้องการระดับน้ำของบัวที่ปลูก จะทำให้เตรียมกระถางที่เหมาะสมต่อบัวได้ง่ายขึ้น หากระดับน้ำที่จัดให้เหมาะสมต่อบัวชนิดที่ปลูกแล้วก้านดอกบัวจะตั้งตรงและ ก้านใบจะแผ่กว้างกว่า 45องศา ++แสงแดด++ บัวต้องการแดดจัดจึงต้องวางกระถางบัวให้ได้รับแสงแดดไม่ต่ำกว่าวันละ 4 ชั่วโมง หากได้รับแสงแดดน้อยกว่านี้จะทำให้ไม่ออกดอก ++ ปุ๋ยบัว ++ เมื่อปลูกบัวไปได้สักพักเกิดพบว่าบัวชะงักการเติบโต ใบเหลืองแคระแกรน ขาดความมัน แสดงว่าบัวกำลังขาดอาหาร ควรเร่งให้ปุ๋ยบัวโดยการนำปุ๋ยสูตรเสมอมาผสมกับปุ๋ยยูเรียอย่างละ 1 ช้อนชาแล้วห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หลายๆ ชั้นให้เป็นรูปขนมเทียน จากนั้นยัดก้อนปุ๋ยลงไปให้ห่างจากกอบัวประมาณ 5-8 เซนติเมตร ใช้ 1-2 ก้อนต่อกอ หากเป็น”ปทุมชาติ”ให้ฝังก้อนปุ๋ยด้านใดก็ได้แต่ถ้าเป็นอุบลชาติควรฝังไว้ ด้านหน้าแนวการเจริญเติบโต บัว…ราชินีไม้น้ำ บัวเป็นไม้น้ำที่ มีความสวยงามหลากสี บางชนิดมีกลิ่นหอมประกอบกับเป็นพันธุ์ไม้ที่ถูกนำไป เปรียบเทียบกับความดีในพุทธศาสนาและเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ผุดผ่อง บัวจึงได้รับสมญานามว่าเป็นราชินีแห่งไม้น้ำและถูกจัดให้เป็นพืชล้ม ลุกที่มีอายุยืนนานหลายปีพบได้ทั้งในเขตร้อนเขตอบอุ่นและเขตหนาว แต่บัวที่ นิยมปลูกชื่นชมความงามกันในประเทศไทยจะเป็นพืชน้ำล้มลุกที่เจริญเติบโตได้ใน เขตร้อน มีอยู่ด้วยกัน 3 สกุล 1. สกุลบัวหลวงหรือที่เรียกกันว่า“ปทุมชาติ” มีถิ่นกำเนิดมาจากจีน อินเดียและไทย มีเหง้าสะสมอาหารอยู่ใต้น้ำ ใบและดอกเกิดที่ปล้อง ขณะใบอ่อนจะลอยปริ่มน้ำ เมื่อแก่ใบจึงจะยกพ้นน้ำ มีทั้งประเภทดอกแหลมและดอกป้อม กลีบดอกมีทั้งที่ซ้อนและไม่ซ้อน มีทั้งดอกสีขาว ชมพูและเหลืองแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดพันธุ์ บัวประเภทนี้คนไทยจะรู้จักกันดี เพราะนิยมนำดอกมาไหว้พระและใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา นอกจากนี้ยังนำส่วนเหง้าและเมล็ดมาทำอาหารทานได้ 2. สกุลบัวสายหรือที่เรียกกันว่า”อุบลชาติ” บัว ชนิดนี้จะมีลำต้นเป็นหัวหรือเหง้าใต้ดิน ใบจะเกิดจากตาหรือหน่อเจริญขึ้นมาที่ผิวน้ำบางชนิดมีใบอยู่ใต้น้ำดอกมักจะ บานตอนกลางคืนและกลางวันมีหลายสีสัน บางชนิดมีกลิ่นหอม 3. สกุลบัววิกตอเรีย หรือที่เรียกกันว่า”บัวขอบกระด้ง” เป็น บัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีลำต้นเป็นหัวใหญ่ๆ อยู่ใต้ดิน ใบมีขนาด 6 ฟุต ลอยอยู่เหนือผิวน้ำใบอ่อนจะมีสีแดงคล้ำเมื่อแก่จึงจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ขอบใบยกตั้งขึ้นมองดูคล้ายขอบกระด้ง ดอกมีขนาดใหญ่สีขาวขณะเริ่มบานเมื่อนานวันจึงจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู มีหนามแหลมที่ด้านนอกของดอก ตามก้านใบ และ ผิวด้านล่างของใบ มักบานเวลากลางคืน มีกลิ่นหอม วิธีการให้ปุ๋ยบัว ผู้ที่สนใจใน เรื่องการปลูกบัวหลายท่านคงจะสงสัยว่า  การปลูกบัวจะทำการใส่ปุ๋ยกันอย่าง ไร  เพื่อให้บัวที่ปลูกได้กินปุ๋ยกันอย่างถั่วถึง  และเจริญเติบโตที่ เหมือน  ๆ กัน   วันนี้คุณรังสรรค์  เกษตรกรผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการ ปลูกบัว  มีเทคนิคดี ๆ  เกี่ยวกับการใส่ปุ๋ยให้บัวมาฝากค่ะ สำหรับ วิธีการใส่ปุ๋ยบัวของคุณรังสรรค์นั้น จะใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เพื่อให้บัวมีการเจริญเติบโตดี ออกดอกสม่ไสมอ รวมถึงเพื่อเป็นการเร่งดอกให้กับบัวด้วย โดยคุณรังสรรค์จะใช้ปุ๋ยประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ 2-3 ชั้น ฝังไว้ใต้โคนต้นบัวให้ลึก ประมาณ 10-15 เซนติเมตร แล้วอัดดินให้แน่น โดย 1 ไร่ของนาบัวจะฝังปุ๋ยนี้ไว้ประมาณ 20 จุดตามความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งบัวที่คุณรังสรรค์ปลูกนั้นจะเป็นบัวฉัตร ที่มีการเจริญเติบโตทางแนวนอนคล้ายกล้วยไม้ การใส่ปุ๋ยของคุณรังสรรค์จึงใช้เทคนิคโดยการนำปุ๋ยมาห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ และนำไปห่อปุ๋ยดังกล่าวไปฝังไว้ ตามแนวการเจริญเติบโต หรือตามแนวนอนโดยฝัง ณ จุดที่ห่างจากยอดของต้นบัว ประมาณ 5-8 เซนติเมตร โดยการฝังเฉียงๆ เข้าไปใต้ต้น ซึ่งช่วยให้ต้นบัวมีการเจริญเติบโตและแตกหน่อ ไปทั่วทิศทางซึ่งจะใช้การสังเกตว่าหน่อ ที่ออกใหม่จะเจริญเติบโตไปทางไหน จะสามารถเลือกฝังปุ๋ยให้กับหน่อ ที่ต้องการเร่งให้โตได้ไม่ต้องฝังทุกๆ ปลายหน่อที่แตกใหม่ *** หรือจะใช้สูตร 15-15-15 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับปุ๋ยยูเรีย จำนวน 1 ช้อนชา ห่อปุ๋ยให้มีลักษณธเหมือนขนมเทียม วิธีการนำไปใส่ ให้นำยอดปลายแหลมทิ่มลงไปใต้ดินด้านแนวการเจริญเติบโต โยยัดลงไปให้ลึกประมาณ 1 ฝ่ามือ แล้วอัดปิดดินด้านหน้าให้แน่น ป้องกันปุ๋ยละลายเร็วเกินไป สูตรีนี้จะกระตุ้นดอก และบำรุงใบและลำต้นได้ดี ”บัว” ปลูกง่าย…รายได้งาม “บัว” เป็นดอกไม้ ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ซึ่งชาวพุทธนิยมใช้ดอกบัวในพิธีกรรมทาง ศาสนา สำหรับประเทศไทยดอกบัวเป็นดอกไม้ที่ตลาดมีความต้องการสม่ำเสมอ และใน ปริมาณที่มาก โดยเฉพาะในวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนา ที่สำคัญบัวสามารถเจริญ เติบโตได้ดีในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เกษตรกรจำนวนมากในหลายจังหวัดจึงยึด การปลูกบัวเป็นอาชีพหลัก และเนื่องจากบัวเป็นไม้น้ำ ลักษณะของแปลงปลูกจึง ต้องมีการขังน้ำเหมือนทำนาข้าว นาบัวนั้นจะดูแลรักษาง่ายกว่านาข้าว มีโรคและแมลงรบกวนน้อย ใช้น้ำน้อย กว่า  ดังนั้นจากสภาพปัจจุบันที่เกษตรกรผู้ทำนาประสบปัญหาทั้งในเรื่อง การ ขาดน้ำ และราคาข้าวไม่แน่นอน นาบัวจึงเป็นทางเลือกใหม่ทางหนึ่งที่มีความ เหมาะสมกับพื้นที่นาข้าว  ดังจะเห็นได้จากการทำนาบัวบนพื้นที่ 7 ไร่ ของคุณ สุจินต์ เกษตรกรบ้านนาปรือ (บัวหลวง) ที่ทำการปลูกบัวเพื่อตัดดอก ซึ่งมี เทคนิคและวิธีการทำนาบัวดังนี้ การเตรียมพื้นที่ : พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกบัวควรเป็นที่ราบสม่ำเสมอ อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ดินเป็นดินเหนียว การเตรียมพื้นที่สำหรับทำนาบัวก็คล้ายๆ กับการทำนาดำ โดยเริ่มจากการเอาน้ำออกให้แห้ง ยกคันดินทำเป็นคันนาโดยรอบพื้นที่ให้สูงประมาณ 1.5 เมตร พื้นที่ควรมีขนาดแล้วแต่สะดวก จากนั้นเก็บเศษวัสดุและกำจัดวัชพืชออกให้หมด ปรับพื้นที่ให้เรียบ ไถดะ โรยปูนขาวตากแดดทิ้งไว้ 7-15 วัน แล้วไถแปรอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับเติมปุ๋ยคอกเก่าๆ เช่น มูลไก่ มูลโค ประมาณไร่ละ 200 กิโลกรัม จากนั้นระบายน้ำเข้าให้สูงจากพื้นประมาณ 15 เซนติเมตร ทิ้งไว้ 3-5 วัน ทำเทือกโดยใช้คราดหรือลูกทุบ ให้ดินอ่อนตัว แล้วจึงปักดำ ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 2 X 2 เมตรในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้ไหลบัวประมาณ 400 ไหล วิธีการปลูกบัว : เก็บไหลบัวจากแปลงบัวที่เพาะไว้หรือขอซื้อจากนาบัวของเกษตรกรท่านอื่นก็ได้ การปลูกทำได้โดยปล่อยน้ำให้งวด แล้วขุดดินเป็นร่องลึกประมาณครึ่งฝ่ามือ จากนั้นวางไหลบัวลงไป ใช้ดินกลบไหลบัวโดยเว้นเตาเอาไว้ แล้วจึงเริ่มเปิดน้ำเข้านาบัว การดูแลรักษา : 1.การให้น้ำ หลังจากปลูกบัวแล้วในเดือนแรก ควรรักษาระดับน้ำให้ขังอยู่ในแปลงลึกประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันมิให้หญ้าขึ้นในแปลง และบัวสามารถเจริญขึ้นมาพ้นน้ำเพื่อรับแสงสว่างได้เร็ว หลังจากนั้นปล่อยน้ำเข้าแปลงอีกให้ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร และลึกไม่เกิน 100 เซนติเมตร เพราะความลึกระดับนี้ บัวจะได้รับอุณหภูมิพอเหมาะ ทำให้บัวสามารถออกดอกได้มาก ถ้าระดับน้ำสูงกว่านี้ บัวที่งอกใหม่อาจตายได้ ถ้างอกพ้นผิวน้ำไม่ทัน 2.การใส่ปุ๋ย เมื่อบัวเริ่มตั้งตัวได้และแตกใบใหม่ก็จะเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตราไร่ละ 50 กิโลกรัม โดยหว่านลงไปให้ทั่วแปลง การเก็บดอกบัวเพื่อจำหน่าย : บัวจะเริ่มออกดอกจนสามารถเก็บขายได้หลังจากปลูก 3 เดือน การเก็บบัวจำหน่ายจะเก็บแบบวันเว้นวัน ยกเว้นในฤดูหนาวจึงจะเก็บวันเว้น 2 วัน การเก็บดอกจะเก็บในระยะที่ดอกยังตูม โดยตัดให้มีก้านดอกยาว 40-50 เซนติเมตร หลังเก็บแล้วจะคัดขนาดแล้วนำมาจัดเป็นกำ กำละ 10 ดอก การจัดต้องจัดเรียงให้เห็นดอกทั้ง 10 ดอก หลังจากนั้นจึงห่อด้วยใบบัว เทคนิคการบังคับบัวให้ออกดอก : หลังจากเก็บเกี่ยวดอกบัวไปเป็นเวลา 3-4 เดือน ต้นบัวจะเริ่มโทรม ผลผลิต07’ลดลง เกษตรกร0tมีวิธีบังคับให้ไหลแตกต้นใหม่ โดยระบายน้ำออกจากนาให้แห้ง แล้วใช้รถแทรกเตอร์ลงไปไถดะเพื่อลดความหนาแน่นของต้นบัว หรืออาจใช้ลูกขลุกทุบ แล้วปล่อยน้ำเข้าในแปลงอีกครั้ง บัวจะเริ่มแตกยอดใหม่ และเริ่มเก็บดอกบังได้ใหม่ในเวลา 2-3 เดือน ข้อดีของการทำนาบัว : – ดูแลรักษาง่าย ไม่ยุ่งยาก – ทำให้เกิดรายได้เป็นรายวัน และสามารถเก็บเกี่ยวได้นาน การปลูกและดูแลรักษาบัว บัว เป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผุดผ่อง และคุณ งามความดีในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบระดับสติปัญญาของมนุษย์กับ การเจริญเติบโตของบัว เป็น 4 เหล่าคือ  บัวในโคนตม  บัวใต้น้ำ  บัวปิ่ม น้ำ  และบัวเหนือน้ำ   บัวเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ดูสง่างาม   ดอกมีขนาด ใหญ่   มีสีสันสวยงาม   เด่นสะดุดตาสะดุดใจแก่ผู้พบเห็น   บางชนิดมีกลิ่น หอมน่าชื่นชม   ด้วยเหตุนี้เองบัวจึงได้รับสมญาว่า “ราชินีแห่งไม้น้ำ” บัวเป็นพืชน้ำชนิดหนึ่งอยู่ในวงศ์ Nymphaeaceae จัดเป็นพืชน้ำล้มลุกที่มี อายุหลายปี   พบได้ทั่วไปทั้งในเขตร้อน เขตอบอุ่นและเขตหนาว การจำแนกบัวตามถิ่นกำเนิดและการเจริญเติบโต : จำแนกได้ 2 จำพวกคือ 1. บัวที่เกิดและเจริญเติบโตในเขตอบอุ่นและเขตหนาว (Subtropical and Temperate Zones) เช่น ยุโรป อเมริกาเหนือ ภาคใต้ของอเมริกาใต้ ตอนเหนือของอินเดีย จีนและออสเตรเลีย บัวประเภทนี้มีเหง้าสะสมอาหารอยู่ในดิน เมื่อถึงฤดูหนาวผิวหน้าของน้ำเป็นแผ่นน้ำแข็ง จะทิ้งใบและอาศัยอาหารในเหง้าเลี้ยงตัวเอง เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิน้ำแข็งละลายหมดก็จะเจริญแตกหน่อต้นใหม่ และจะเจริญเติบโตออกดอกออกผลหมุนเวียนอยู่เช่นนี้เรื่อยไป เรียกบัวประเภทนี้ว่า Hardy Type หรือ Hardy Water Lily นักพฤกษศาสตร์จัดให้บัวประเภทนี้อยู่ในกลุ่ม Castalia Group หรือ อุบลชาติประเภทยืนต้น 2. บัวที่เกิดและเจริญเติบโตในเขตร้อน (Tropical Zones) เช่น ทวีปเอเซียตอนกลางและตอนใต้ อาฟริกา ออสเตรเลียตอนเหนือ อเมริกากลางและอเมริกาใต้ บัวประเภทนี้กำเนิดและเจริญเติบโตได้ในเขตร้อนเขตเดียว ถ้านำไปปลูกในเขตอบอุ่นหรือเขตหนาว เมื่อเข้าฤดูหนาวผิวหน้าของน้ำเป็นน้ำแข็งทำให้บัวประเภทนี้ต้องตายไป จึงเรียกบัวประเภทนี้ว่า Tropical Type หรือ Tropical Water Lily นักพฤกษศาสตร์จัดให้บัวประเภทนี้อยู่ในกลุ่ม Lotus Group หรือ อุบลชาติประเภทล้มลุก ลักษณะโดยทั่วไปของบัว : บัวเป็นพืชน้ำล้มลุก ลักษณะลำต้นมีทั้งที่เป็น เหง้า ไหล หรือหัว ใบเป็นใบเดี่ยวเจริญขึ้นจากลำต้น โดยมีก้านใบส่งขึ้นมาเจริญที่ใต้น้ำ ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ รูปร่างของใบส่วนใหญ่กลมมีหลายแบบ บางชนิดมีก้านใบติดอยู่ที่หลังใบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวสมบูรณ์เพศ ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 4-6 กลีบ กลีบดอกมีทั้งชนิดซ้อนและไม่ซ้อน มีสีสันแตกต่างกันแล้วแต่ชนิด บัวที่พบและนิยมปลูกในประเทศไทยมีอยู่ 3 สกุล คือ 1. สกุลบัวหลวง (Lotus) เป็นบัวในสกุล Nelumbo มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า ปทุมชาติ หรือ บัวหลวง มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชีย เช่น จีน อินเดียและไทย มีลำต้นใต้ดินแบบเหง้าและไหลซึ่งเมื่อยังอ่อนจะมีลักษณะเรียวยาว เมื่อโตเต็มที่จะอวบอ้วนเนื่องจากสะสมอาหารไว้มาก มีข้อปล้องเป็นที่เกิดของราก ใบและดอกเกิดจากหน่อที่ข้อปล้องแล้วเจริญขึ้นมาที่ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยวมีลักษณะกลมใหญ่สีเขียวอมเทา ขอบใบยกผิวด้านบนมีขนอ่อนๆ ทำให้เมื่อโดนน้ำจะไม่เปียกน้ำ เมื่อใบยังอ่อนใบจะลอยปิ่มน้ำ ส่วนใบแก่จะชูพ้นน้ำ ก้านใบและก้านดอกมีหนาม ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ชูสูงพ้นผิวน้ำ มีทั้งดอกป้อมและดอกแหลม บานในเวลากลางวันมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 4-6 กลีบ ด้านนอกมีสีเขียว ด้านในมีสีเดียวกับกลีบดอก กลีบดอกมีทั้งชนิดดอกซ้อนและไม่ซ้อน สีของกลีบดอกมีทั้งสีขาว ชมพู หรือเหลือง แตกต่างกันแล้วแต่ชนิดพันธุ์ บัวในสกุลนี้เป็นบัวที่รู้จักกันดีเพราะเป็นบัวที่มีดอกใหญ่นิยมนำมาไหว้พระ และใช้ในพิธีทางศาสนา เหง้าหรือที่มักเรียกกันว่ารากบัวและไหลบัวรวมทั้งเมล็ดสามารถนำมาเป็นอาหาร ได้ 2. สกุลบัวสาย (Water Lily) เป็นบัวในสกุล Nymphaea มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า อุบลชาติ หรือ บัวสาย บัวสกุลนี้มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวหรือเหง้า ใบและดอกเกิดจากตาหรือหน่อและเจริญขึ้นมาที่ผิวน้ำด้วยก้านส่งใบและยอด บางชนิดมีใบใต้น้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว มีขอบใบทั้งแบบเรียบและแบบคลื่น ผิวใบด้านบนเรียบเป็นมัน ด้านล่างมีขนละเอียดหรือไม่มี ดอกเป็นดอกเดี่ยวมีทั้งชนิดที่บานกลางคืนและบานกลางวัน บางชนิดมีกลิ่นหอม มีสีสันหลากหลายแตกต่างกันไป 3. สกุลบัววิกตอเรีย (Victoria) เป็นบัวในสกุล Victoria มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า บัวกระด้ง จัดเป็นบัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่ประมาณ 6 ฟุต ลอยบนผิวน้ำ ใบอ่อนมีสีแดงคล้ำเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ขอบใบยกขึ้นตั้งตรง มีหนามแหลมตามก้านใบและผิวใบด้านล่าง ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ ก้านดอกและกลีบเลี้ยงด้านนอกมีหนามแหลม บานเวลากลางคืนและมีกลิ่นหอม ดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงจำนวน 4 กลีบ ด้านนอกมีสีเขียวด้านในสีเดียวกับกลีบดอก เมื่อเริ่มบานกลีบดอกจะมีสีขาวและจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูต่อไป การปลูกและดูแลรักษาบัว : ดิน ที่เหมาะในการใช้ปลูกบัวคือ ดินเหนียว ดินท้องร่องที่มีธาตุโปแตสเซียมสูง ไม่ควรใช้ดินที่มีซากอินทรีย์วัตถุที่ยังย่อยสลายไม่หมดเพราะจะทำให้น้ำเสีย และอาจทำให้ต้นเน่าได้ น้ำ ต้องเป็นน้ำที่สะอาด ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 5.5-8.0 อุณหภูมิควรอยู่ระหว่าง 15-35 องศาเซลเซียส ไม่ควรเกิน 50 องศาเซลเซียส ระดับความลึกของน้ำที่บัวต้องการแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1. น้ำตื้น คือบัวที่ต้องการน้ำลึกระหว่าง 15-30 ซม. มีผิวหน้าของน้ำในการแผ่กระจายของใบประมาณ 50X50 ซม. 2. น้ำลึกปานกลาง คือบัวที่ต้องการความลึกระหว่าง 30-60 ซม. มีผิวหน้าของน้ำในการแผ่กระจายของใบประมาณ 1X1 เมตร 3. น้ำลึกมาก คือ บัวที่ต้องการความลึกของน้ำอยู่ระหว่าง 60-120 ซม ระดับน้ำที่เหมาะสมกับความต้องการของบัวสังเกตได้จาก ก้านดอกจะส่งดอกตั้งตรงในแนวดิ่ง ก้านใบไม่ควรแผ่กว้างกว่า 45 องศา แสงแดด บัวเป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัด จึงควรให้บัวได้รับแสงแดดเต็มที่วันละ 4 ซม. เป็นอย่างน้อย ถ้าปลูกบัวในที่ร่มเกินไปบัวจะออกดอกน้อยหรือไม่ออกดอกเลย การให้ปุ๋ยบัว เมื่อเห็นว่าบัวที่ปลูก ชะงักการเจริญเติบโต ใบเล็กลงกว่าปกติ ใบด้านขาดความมัน เหลือง แก่เร็วขึ้น แสดงว่าบัวขาดธาตุอาหารหรือปุ๋ย วิธีการให้ปุ๋ยบัวจะแตกต่างกับการให้ปุ๋ยพืชชนิดอื่น คือ ต้องทำปุ๋ย “ลูกกลอน” โดยนำปุ๋ยสูตรเสมอ 10-10-10 หรือ 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนชา ห่อด้วยดินเหนียวแล้วปั้นเป็นลูกกลอนผึ่งลมให้แห้ง ถ้าปลูกบัวไม่มากอาจใช้กระดาษหนังสือพิมพ์แทนดินเหนียว ห่อ 2-3 ชั้น นำปุ๋ยลูกกลอนที่ทำไว้ฝังห่างจากโคนต้นประมาณ 5-8 ซม. สำหร้บบัวเผื่อน บัวสาย และจงกลณีที่มีการเจริญเติบโตในทางดิ่งให้ฝังด้านใดก็ได้ แต่สำหรับบัวหลวง บัวฝรั่ง และอุบลชาติ ซึ่งมีการเจริญเติบโตในแนวนอนให้ฝังด้านหน้าแนวการเจริญเติบโตของเหง้าหรือ ไหล การขยายพันธุ์บัว : การแยกเหง้า บัวในเขตอบอุ่นและเขตหนาว ที่มีลำต้นเป็นแบบเหง้าสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีแยกหน่อหรือต้นอ่อนจาก เหง้าต้นแม่ไปปลูก โดยตัดแยกเหง้าที่มีหน่อหรือต้นอ่อนยาว 5-8 ซม. ตัดรากออกให้หมด ถ้าเป็นต้นอ่อนสามารถนำไปปลูกยังที่ต้องการได้เลย ถ้าเป็นหน่อให้นำไปปลูกในกระถางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20-25 ซม. ฝังดินให้ลึกประมาณ 3-5 ซม. กดดินให้แน่น เทน้ำให้ท่วมประมาณ 8-10 ซม. ดินที่ใช้ควรเป็นดินเหนียวเพื่อช่วยจับเหง้าไม้ให้ลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ เมื่อหน่อเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่จึงย้ายไปปลูกยังที่ต้องการ การแยกไหล บัวในเขตร้อนโดยเฉพาะบัวหลวงจะสร้างไหลจากหัวหรือเหง้าของต้นแม่แล้วไปงอก เป็นต้นใหม่ สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีตัดเอาไหลที่มีหน่อหรือปลิดต้นใหม่จากไหลไปปลูก การตัดไหลที่มีหน่อไปปลูกควรตัดให้มีขนาดความยาวประมาณ 2-3 ข้อ และมีตาประมาณ 3 ตา นำไหลที่ตัดฝังดินให้ลึก 3-5 ซม. กดดินให้แน่น ต้นอ่อนจะขึ้นจากตาและเจริญเป็นต้นใหม่ต่อไป การแยกต้นอ่อนที่เกิดจากใบ บัวในเขตร้อนสกุลบัวสายบางชนิดจะแตกต้นอ่อนบนใบบริเวณกลางใบตรงจุดที่ต่อกับ ก้านใบหรือขั้วใบ สามารถขยายพันธุ์ได้โดยตัดใบที่มีต้นอ่อนโดยตัดให้มีก้านใบติดอยู่ 5-8 ซม. เสียบก้านลงในภาชนะที่ใช้ปลูกให้ขั้วใบที่มีต้นอ่อนติดกับผิวดิน ใช้อิฐหรือหินทับแผ่นใบไม่ให้ลอย เติมน้ำให้ท่วมยอด 6-10 ซม. ประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นอ่อนจะแตกรากยึดติดกับผิวดินและเจริญเติบโตต่อไป การเพาะเมล็ด การขยายพันธุ์วิธีนี้ไม่ค่อยนิยมปฏิบัติเนื่องจากยุ่งยากและต้องใช้เวลานาน ยกเว้นบัวกระด้งที่ต้องขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดเท่านั้น นอกจากนี้การเพาะเมล็ดมักนิยมใช้กับเมล็ดบัวที่ได้จากการผสมพันธุ์บัวขึ้นมา ใหม่แล้วเก็บเอาเมล็ดนำมาเพาะ เพื่อสะดวกในการคัดแยกพันธุ์ วิธีการเพาะเมล็ดมีดังนี้ เตรียมดินเหนียวที่ไม่มีรากพืช ใส่ลงในภาชนะปากกว้างที่มีความลึกประมาณ 25-30 ซม. โดยไส่ดินให้สูงอย่างน้อย 10 ซม. ปรับแต่งหน้าดินให้เรียบและแน่น เติมน้ำให้สูงจากหน้าดินประมาณ 7-8 ซม. นำเมล็ดที่จะใช้เพาะโรยกระจายบนผิวน้ำให้ทั่ว เมล็ดจะค่อยๆ จมลงใต้น้ำ สำหรับเมล็ดบัวหลวงและบัวกระด้งเมล็ดมีขนาดใหญ่ ให้กดเมล็ดให้จมลงไปในดินแล้วเติมน้ำให้สูงจากผิวดินประมาณ 15 ซม. นำภาชนะที่เพาะไปไว้ในที่มีแดดรำไร ประมาณ 1 เดือน เมล็ดจะเริ่มงอกเป็นต้นอ่อน เมื่อต้นอ่อนแข็งแรงและมีใบประมาณ 2-3 ใบ จึงแยกนำไปปลูกยังที่ต้องการ การผสมพันธุ์บัว : ดอกบัวจัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน เกสรตัวเมียจะบานก่อนเกสรตัวผู้ 1-2 วัน ดังนั้นเกสรตัวเมียจึงมักได้รับการผสมพันธุ์จากเกสรตัวผู้ของดอกอื่น โดยมีลมและแมลงเป็นตัวช่วยในการผสมพันธุ์ แต่การผสมพันธุ์บัวเพื่อให้ได้บัวพันธุ์ใหม่ที่มีสีสวยแปลกออกไปและเพื่อ เป็นการพัฒนาสายพันธุ์จึงมักเป็นการผสมพันธุ์โดยมนุษย์ช่วยผสมพันธุ์ โดยคัดเลือกบัวพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่จะนำมาผสม ก่อนดอกแม่บาน 1-2 วัน ให้ทำการเปิดดอกแล้วใช้กรรไกรขลิบตัดเกสรตัวผู้ออกให้หมดแล้วคลุมดอกด้วยผ้า มุ้งตาถี่ๆ เพื่อกันเกสรตัวผู้จากดอกอื่นที่ไม่ต้องการเข้ามาผสม เมื่อดอกแม่บานให้ขลิบตัดเอาเกสรตัวผู้จากดอกต้นพ่อพันธุ์และควรเป็นดอกที่ บานแล้วประมาณ 2 วัน มาใส่บนเกสรตัวเมียของดอกแม่แล้วคลุมด้วยผ้ามุ้งตามเดิม ดอกแม่เมื่อได้รับการผสมแล้วถ้าผสมไม่ติดดอกจะลอยอยู่ปริ่มน้ำแล้วจะโรยไป ถ้าผสมติดดอกจะเริ่มกลายเป็นฝักโดยดอกจะค่อยๆ จมลงใต้น้ำประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อดอกเจริญเป็นฝักแก่และมีเมล็ดแก่ก็จะลอยขึ้นมาบนผิวน้ำใหม่อีกครั้ง จึงเก็บเอาฝักแก่มาแยกเอาเมล็ดนำไปเพาะเมล็ดต่อไป โรคและแมลงศัตรูบัว : • โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา ระบาดมากในช่วงฤดูฝนซึ่งสภาพอากาศมีความชื้นสูง มักเกิดบนใบบัวที่แก่ อาการของโรคจะเป็นแผลหรือจุดวงกลมสีเหลือง เมื่อแผลขยายกว้างจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ตรงกลางแผลแห้ง ป้องกันและแก้ไขโดยเด็ดใบที่แก่หรือเป็นโรคทิ้ง • โรคเน่า มักเกิดกับบัวกลุ่มอุบลชาติและบัวกระด้ง สาเหตุเกิดจากดินที่ใช้ปลูกมีมูลสัตว์ที่ยังเน่าเปื่อยไม่หมด ทำให้หัว เหง้า หรือโคนต้นเละ ต้นแคระแกนและตาย เมื่อเห็นว่าต้นแสดงอาการควรรีบนำต้นขึ้นมาตัดส่วนที่เน่าทิ้ง เปลี่ยนดินปลูกใหม่ หรือเก็บต้นและดินบริเวณที่เป็นโรคทำลายทิ้งเสีย • เพลี้ยไฟ มักเกิดกับบัวที่ยังอ่อนอยู่ ทำให้ใบหงิกไม่คลี่ ด้านหลังใบจะมีรอยช้ำเป็นสีชมพูเรื่อๆ ต่อมาจะแห้งและดำ ถ้าเข้าทำลายดอกและก้านดอกจะทำให้ดอกที่ตูมอยู่เหี่ยวและแห้งเป็นสีดำ ก้านดอกแห้งเป็นสีน้ำตาลและหักง่าย • เพลี้ยอ่อน จะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณโคนก้านดอก ก้านใบ และใบอ่อนที่โผล่เหนือน้ำ ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลดำ ทำให้ดอกตูมและใบมีขนาดเล็ก สีเหลืองซีดและแห้งตาย หนอน *** หนอนและแมลงที่กล่าวมาสามารถกำจัดและควบคุมได้โดยใช้ โมโนโครโตฟอส (Monocrotophos) ซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า อะโซดริน60 (Azodrin60) มาลาไธออน (Malathion) ซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า มาลาเฟซ (Malafez) โดยใช้ในอัตรา 1 ซีซี. ต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ สัปดาห์จนกว่าหนอนและแมลงศัตรูจะหมด • หอย จะเป็นตัวบอกว่าน้ำในบ่อดีหรือ เสีย ถ้าน้ำเสียออกซิเจนในน้ำมีไม่เพียงพอหอยจะลอยตัวหรือเกาะอยู่ตามขอบบ่อเพื่อ หาออกซิเจนหายใจ ถ้าเป็นเช่นนี้ให้รีบเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อปลูก แต่ถ้าในบ่อมีหอยมากเกินไปหอยจะอาศัยดูดน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนหรือทำให้ก้านใบ ขาดได้ จึงควรกำจัดออกบ้างโดยการเก็บออก หรือถ้าปลูกในบ่อที่มีขนาดใหญ่อาจจะเลี้ยงปลาช่อนให้ช่วยกินตัวอ่อนของหอยก็ ได้

No Comments

Post A Comment